เมื่อวานซืน เพิ่งไปงานแต่งงานของเพื่อนมาครับ…
จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่เพื่อนฅนแรกที่ผมรู้จัก่แต่งงาน แต่เป็นเพื่อนฅนที่ 3 (โอเค ถ้านับในรุ่นอาจจะเป็นฅนแรก)
สิ่งที่พิเศษในการแต่งงานครั้งนี้ก็คือ เพื่อนฅนนี้ของผมมาขอให้ผมเป็นพิธีกรในวันแต่งงานของเธอน่ะสิครับ
(รายละเอียดเป็นไง ไว้วันหลังมาเล่าต่อ ขอแปะไว้ก่อน)
***
กลับมาพิมพ์ต่อแล้วครับ จริง ๆ ก็ไม่ได้ว่างมากขนาดนั้น แต่หยุดปีใหม่คงหยุดยาวเลย เดี๋ยวจะไม่ได้อัพซะก่อน
พูดถึงงานแต่ง เวลาไปบอกใครต่อใครว่าจะไปงานแต่งเพื่อน ก็จะมีฅนทักอยู่เรื่อยเลยว่า แต่งเร็วจังนะ ยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ
บางฅนก็ไปไกลกว่านั้นอีกฮะ ถามว่า ท้องก่อนแต่งรึเปล่า(ฮา) เอ่อ… เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบนะฮะ แต่เห็นเพื่อนโทร.มาจองตัวตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว ถ้าท้องก่อนแต่งจริง ตอนนี้ลูกคงอายุสองสามเดือนแล้วล่ะครับ
แล้วที่แย็บ ๆ ถามไป รู้สึกคู่นี้จะยังไม่ได้มีอะไรกันด้วยซ้ำ… ซึ่งจริง ๆ ผมก็แอบประทับใจนะครับ เพราะสมัยนี้ มาบอกว่าคู่แต่งงานยังไม่เคยมีอะไรกันมาก่อนแต่งเลย ดูเป็นเรื่องประหลาดเอาการ
ความพิเศษของเรื่องก็อย่างที่บอกไปน่ะครับ คือผมได้เป็นพิธีกรในงานแต่งนี้ด้วย (ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกผมมาเหมือนกัน แต่เข้าใจว่าอยู่กรุงเทพ เรียกง่ายใช้คล่อง แล้วก็เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่ม)
จะว่าไปก็แอบตื่นเต้นเหมือนกันครับ เพราะว่าถึงจะเคยเป็นพิธีกรงานนู้นงานนี้มาก่อน แต่งานพิธีการแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นมานานแล้ว ยิ่งงานแต่งงานเนี่ย ยิ่งไม่เคยเป็นมาก่อน (พอบอกอย่างนี้กับเพื่อนผม มันก็สวนกลับมาว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกน่า ชั้นก็ไม่เคยเป็นเจ้าสาวเหมือนกันแหละ ตื่นเต้นกว่าก้อนอีก’ เออ จริงด้วยว่ะ)
ใกล้ ๆ วันงานก็ไปซ้อมกับพิธีกรคู่ครับ ก็ญาติของเจ้าสาวนี่เอง โชคดีที่คู่พิธีกรของผมเธอก็ฮาใช่เล่น(รู้สึกว่าเคยจะเป็นพิธีกรที่คณะมาบ่อยเหมือนกัน) ก็สบายใจไปโข เพราะถ้ารับส่งมุขกันได้ อย่างอื่นก็ไม่มีปัญหา
แล้วก็ตกลงกันว่า จะพิมพ์บทพิธีกรส่งไปให้ครับ … แต่สุดท้ายด้วยความที่ยุ่งมาก (ข้ออ้างชัด ๆ) ก็ไม่ได้ส่งไปเสียที จนวันสุดท้ายเจ้าสาวโทร.มาถามว่าเป็นไงมั่ง ก็ตอบไปเต็มเสียงว่า โหยไม่ต้องห่วง ซ้อมกันหลายรอบแล้ว (ตอแหลซะอีก " – -)
วันงานก็รีบไปงานครับ โดดเรียนด้วยซะงั้น แต่งตัวหล่อไปเต็มที่ (สูทน้ำเงิน เน็คไทชมพู) ไปถึงก็ไปหน้าดำคร่ำเคร่งท่องบทกับคู่
ถึงเวลาก็ไปทำหน้าที่พิธีกรครับ ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรตื่นเต้นเอาเลย แล้วผมก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่า เวลาเป็นพิธีกรงานแต่ง อยากพูดอะไรก็พูดไปเหอะ ไม่มีใครเค้าฟังหรอก มีแต่จะตั้งหน้าตั้งตากินกัน (เออ ก็ถูก สมัยผมไปงานแต่งงงานใคร ก็เอาแต่กิน ๆ ๆ ไม่สนใจอย่างอื่นเหมือนกัน) ฅนไปงานจะสนใจก็แค่ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวพูดเท่านั้นแหละ
ตอนนี้ก็คล่องขึ้นเยอะแล้วครับ ถ้าต่อไปมีเพื่อนฅนไหนขอให้ไปเป็นพิธีกรอีกเนี่ย ก็เป็นได้สบาย แต่เป็นมาครั้งนึงแล้วเนี่ย จะตั้งใจเรียงลำดับพิธีการน่าดูเลย (ก่อนหน้านี้ ไม่เคยสนใจเลยว่าใครจะทำอะไรบนเวที) ส่วนลำดับขั้นตอนก็เป็นคร่าว ๆ ดังนี้ครับ
- เริ่มรับประทานอาหาร
- พอทานไปได้สักพัก (เริ่มอิ่มแล้ว เพราะถ้ายังไม่เริ่มอิ่ม จะไม่สนใจเวทีเอาซะเลย) พิธีกรก็ขึ้นเวที
- แนะนำตัวเอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่งานแต่งงานของ….อะไรก็ว่าไป
- สไลด์แนะนำตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วก็อ่านประวัติให้ฟังคร่าว ๆ ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเรียนที่ไหน จบที่ไหน ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่
(นิดนึง เรื่องสไลด์เนี่ย มันก็เป็นแพทเทิร์นที่ทุกงานก็ต้องมีอ่ะนะครับ ไปดูนานๆ ก็เบื่อ มีแต่รูปตอนเด็ก รูปกับครอบครับ รูปตอนเรียนจบ รูปตอนทำงาน รูปตอนคบกัน ฯลฯ ผมเองก็ไม่แน่ใจ
ว่าต่อไปพอมันมีเทคโนโลยีอะไรมากกว่านี้ มันจะน่าสนใจมากกว่านี้รึเปล่า เช่น เป็นคลิปลับบ้าง -โอ้ว- แต่ถ้าถึงเวลาที่ผมแต่งเองเนี่ย อยากให้มันมีอะไรที่ครีเอทมากกว่านี้จัง)
- ต่อไปก็เชิญเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวเป็น ๆ ขึ้นเวทีครับ (ตอนแรกจะเชิญประธานในพิธีเลย โชคดีที่มีฅนเตือนว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวยังไม่ได้ขึ้นบนเวทีเลย -โว้ย-)
-จากนั้นก็ให้ประธานในพิธีคล้องพวงมาลัยให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วก็กล่าวอวยพร (ที่ต้องชูแก้วร้องไชโย ๆ นั่นแหละครับ)
(ตอนแรกผมก็สงสัยเหมือนกันครับ ว่าทำไมต้องคล้องพวงมาลัยด้วย? แต่คิดไปคิดมาอีกที มันน่าจะคล้าย ๆ คล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยก่อนขึ้นชกอ่ะนะ)
-แล้วก็เป็นพ่อแม่ฝ่ายชายฝ่ายหญิงกล่าวครับ (จะตัดช่วงนี้ออกไปก็ได้ ถ้าเจ้าบ่าวเจ้าสาวโต ๆ กันแล้ว)
-คราวนี้ก็ถึงตาฟังเจ้าบ่าวเจ้าสาวพูดมั่ง ก็ออกแนวสัมภาษณ์ว่า เจอกันยังไง รักกันได้ยังไง ชอบของขวัญอะไรที่อีกฝ่ายมอบให้มากที่สุด ขอแต่งงานยังไง จะใช้ชีวิตคู่ยังไงต่อ ฯลฯ (พิธีกรคู่ผมก็บ่น ๆ นะครับว่า เรื่องของเค้าจะ-เจือก-ไปอยากรู้ทำม้าย… แต่ถึงเวลาจริงก็เห็นทำตาโตซักไซ้ไล่เลียงละเอียดยิบน่าดู-ฮา-)
-จากนั้นจะมีเซอไพรส์อะไรก็เซอร์ไพรส์ไปละครับ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่พูดอะไรเน่า ๆ อ้วก ๆ ออกมานั่นแหละ (งานนั้นเจ้าบ่าวบอกรักเจ้าสาวเป็นกลอนนะครับ ตอนแรกที่ผมรู้คิวก็ถามเจ้าบ่าวว่า จะดีเหรอพี่? เพราะรู้สึกมันเสี่ยวโคตร ๆ แต่ขอโทษเถอะฮะ ถึงเวลานั้นจริง ๆ จะทำอะไรก็ซึ้งไปซะหมด ผมฟังกลอนแล้วยังน้ำตาซึมไปด้วยเลย ส่วนเจ้าสาวไม่ต้องพูดถึง น้ำตาไหลเป็นท่อประปาแตก)
-แล้วก็เป็นการขอบคุณแขกที่มางานครับ ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร ขอบคุณไล่กันไปตั้งแต่ประธานในพิธียันหมาที่บ้าน
-จุดเทียน แล้วก็ตัดเค้ก (ทำไมต้องจุดเทียน ทำไมต้องตัดเค้ก? เป็นจุดธูป ตัดขนมโก๋ไม่ได้เหรอ?)
- เสร็จแล้วก็โยนช่อดอกไม้ครับ สมัยเด็ก ๆ จะโยนช่อก็เห็นจะมีแต่หลังจากเข้าพิธีในโบสถ์แล้ว แต่ตอนนี้ประเพณีไหนต่อไหนก็ปนมั่วไปหมด (ต่อไปคงมีสาดน้ำ ลอยกระทงเข้าสักวัน)
- พิธีการบนเวทีเสร็จแล้วครับ จากนั้นแขกจะมาร้องเพลงก็ร้องกันไป พิธีกรก็แวบลงไปหาอะไรกินด้วยความหิวโหย แต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวยังไม่เสร็จงานแต่เพียงเท่านี้นะครับ ต้องไปถ่ายรูปตามโต๊ะต่าง ๆ อีก พอแขกเริ่มกลับ ก็ไปยืนส่งแขก พร้อมกับถ่ายรูปกับแขกที่ซุ้ม
ดู ๆ แล้วเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ดูจะเหนื่อยเอามาก ๆ แขกที่มาก็กินเอา ๆ แต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับไม่ได้กินอะไรเลย แถมยืนตลอดงานอีก (เส้นเลือดจะขอดเอา) ยังไงก็ตาม ฅนเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ดูดีมากจริงๆ นั่นแหละครับ ผมไม่เคยเห็นเพื่อนผมดูดีขนาดนี้มาก่อนใจชีวิต
ไปงานมานี่ก็รู้สึกเหมือนกันนะครับ ว่าฅนมีไอเดียอะไรแปลก ๆ อย่างเรา เวลาจัดงานของตัวเอง น่าจะมีอะไรแหวก ๆ บ้าง ไม่ใช่ว่าทุกขั้นตอนตรงตามแพทเทิร์เป๊ะ ๆ อย่างนี้
แต่ก็อย่างว่าแหละ ของแบบนี้ ถ้าเจ้าสาวไม่ยอมซะอย่าง อะไร ๆ ก็ต้องเป็นตามที่คุณเธอต้องการอยู่ดี!!
มารออ่าน
ปล. อ่านภาษาเยอรมันไม่ออกเฟ้ยย!!
ปล2. ส่วนใหญ่เค้าใช้ frohe ไม่มี r นะ ไม่รู้ทำไม แต่ก็ใช้ได้แหละ
ปล3.(อ้าวเฮ้ย! ไหนว่าอ่านไม่ออก – -)
จินนี่เมนท์อารายน่ะ อ่านไม่รู้เรื่องเหอะ
(ข้าพเจ้าไม่รู้ภาษาเยอรมันนะเอ้อ)
ก็เทอเมสเสจอะไรมาล่ะ
งานแต่งงาน… งานศพ… งานเลี้ยงรุ่น…(เอ๊ะ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา post สักหน่อย)
(กลับมาอ่าน)
ดูเป็นงานแต่งงานแบบปกติ๊ปกติเนอะ
แล้วเมื่อไหร่พี่ก้อนจะแต่งมั่ง? (อิอิ)
นั่นดิพี่ก้อน เมื่อไหร่จะแต่ง??เสนอไอเดียให้………….หนีตามกันเลยพี่ก้อน
พี่ก้อนแอบหน้าแขกนะ ดังนั้น จัดงานแต่งงานแบบหนังอินเดีย วิ่งหนีกันไปมา
แล้วให้เจ้าสาวไปซ่อน พี่ก้อนหาไม่เจอก็ไม่ต้องแต่ง!!!
ฮ่าฮ่า น่าสนุกดี
งานแต่งพี่ก้อนเรียกใช้ข้าวตูไปเป็นพิธีกรให้ได้เลยนะ (อยากซัก อิอิ)
เอ่อ.. จุดธูป ตัดหนมโก๋!!!
สงสารเจ้าสาวของพี่ก้อนในอนาคตจังเลย 555
อย่าลืมชวนแพรวไปดูด้วยนะคะ ฮ่าๆๆๆๆ
เวลาไปงานแต่งงานส่วนใหญ่ก็จะเอาแต่กินๆจริงๆอะแหล่ะ (^^")
จะโผล่หัวขึ้นมาอีกทีก้ตอนที่สัมภาษณ์เจ้าบ่าว-เจ้าสาวว่าเจอกันได้ยังไง บลาๆๆ(ฮ่าๆ ความเสือกไม่เข้าใครออกใครจริงๆนะ ^^")
เวลาเห็นเพื่อนแต่งแล้วปลื้มแทนนะ.. (W.w) แอบคิดมุบมิบว่าตัวเองจะได้แต่งกะเค้าป่าวหนิ (ฮ่าๆๆ.. )
ปล. เก่งจังสามารถเป็นพิธีกรงานแต่งงานได้น่ะ.. คนมาร่วมงานมีหลายวัย ตั้งแต่วัยเอาะๆกันอยู่ ไปจนถึงญาติๆผุใหญ่ของทั้งสองฝ่าย
แถมมีหลายsource ทั้งของเพื่อนเรา-เพื่อนอีกฝั่งนึง.. ถ้าเป็นตัวเองคงเกร้งแย่ เล่นมุขไม่-ออก (^^")
Paul_012 >>> ไม่เกี่ยวจริง ๆ เด้อครับเด้อ
Ginnie~*>>> อืม งานแต่งงานเพื่อนพี่ธรรมดามาก ๆ เมื่อไหร่จะแต่งอีกน่ะเหรอ? … อีก 8 ปีมาถาม รับรองตอบได้แน่
-ςω™- >>> โอ้ว ไอเดียไม่เลว ว่าแต่ว่า พี่หนี่ตามหญิง หรือ หญิงหนีตามพี่ล่ะ?
-khao_tu- >>> ได้จ้ะข้าวตู พี่จะเอาบัตรคิวพิธีกรให้ (ฅนลงชื่ออยากซักเยอะมั่ก ๆ)
pяãέω³² >>> วันแต่งพี่ แพรวไม่มานี่มีงอน อย่าว่าแต่แพรวเลยจ้ะ พี่เองยังสงสารเจ้าสาวพี่เองเลย
im ann >>> พิธีกรวันนั้นกันเองมากฮะ แล้วงานก็ราบรื่นดี ไม่มีอุปสรรคอะไร แต่พอเป็นพิธีกรมาสักงาน ต่อไปเวลาไปงานชาวบ้านก็จะเริ่มสังเกตแล้วว่าพิธีกรมันทำอะไรบ้าง (เมื่อก่อนก็เอาแต่กินอย่างเดียวไม่ได้สังเกตเลย)
เจ้าสาวพี่ก้อนชื่ออะไรหรอ?
เราเห็นชุดแต่งงานทีไรอดยิ้มไม่ได้ทุกที ยิ่งเห็นคู่บ่าวสาวลองชุดแต่งงานนะ ยิ่งแฮปปี้เข้าไปใหญ่ ฮ่าๆๆ (ร้านเสื้อแต่งงานมันอยู่ติดห้องสมุดที่ไปทุกวันเสาร์)
อยากไปงานแต่งงานพี่ก้อนด้วยยยย ^^ หมั้นก็อยากไป อยากไปแห่ขันหมาก ฮ่าๆ