คำขวัญประจำมหาวิทยาลัยมหิดลอันเป็นที่รักยิ่ง
(ถ้าใครผ่านห้องเชียร์มาแล้ว) คงจะจำได้ดีว่าคือ “อัตตานัง อุปมัง กเร” ซึ่งถ้าแปลคร่าว ๆ
ก็คือการ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ นะครับ หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ ‘เราอยากให้ฅนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร ก็ปฏิบัติต่อฅนอื่นอย่างนั้น’
โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นหลักยึดที่น่าสนใจนะครับ
แล้วก็พยายามยึดถือทำตามมาโดยตลอด (ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามวิสัยปุถุชนธรรมดา)
อย่างไรก็ตาม พอเราเติบโตขึ้น ก็พบว่าไอ้ทีเราคิด ๆ
หรือเข้าใจเสมอมา มันก็อาจจะใช้การไม่ได้เสมอไป
วันนี้ผมมีสองสามเหตุการณ์มาเล่าให้ฟัง ประมาณว่า ‘แค่ทำกับฅนอื่น เหมือนที่อยากให้ฅนอื่นทำกับตัวเอง’ น่าจะไม่พอ
เพราะการคิดแบบนั้น บางทีเราก็เข้าใจผิดว่า
ถ้าอะไรที่เราไม่รู้สึกรู้สาอะไร ฅนอื่นก็น่าจะไม่รู้สึกรู้สาด้วย
เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวด
ตัวอย่างชัด ๆ ก็คือว่า
อย่างผมเองเวลาทำงานเป็นฅนนำสันทนาการ เราก็มีหน้าที่ต้องแซวฅนนู้น
ฅนนี้ใช่ไหมครับ ซึ่งมันก็มีกรอบของมันเหมือนกันว่า ทำได้มากน้อยแค่ไหน บางทีผมก็ติดนิสัยเล่นสนุก
ไปแซวฅนนู้นฅนนี้ใน FB เหมือนกัน
ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไร
วันนึง เห็นเพื่อนในอินเตอร์แรคท์
(ขออนุญาตเรียกว่า เพื่อน อ.) รำพึงรำพันประมาณว่า เฮ้ยยย
เพิ่งมานั่งรำลึกถึงความหลัง นี่เราผ่านช่วงเวลาทำอินท์มาเป็นสิบปีแล้วเหรอเนี่ย
ผมเห็นก็เข้าไปแซวว่า รำลึกถึงความหลังแบบเนี้ย
ดูแก่โคตร ๆ เลยนะเธอว์
ซึ่งตัวผมเองไม่คิดอะไรครับ
เพราะเวลาผมไปงานอินเตอร์แรคท์ ก็โดนแซวว่าแก่อยู่บ่อย ๆ
(เนื่องจากถ้าไม่นับพี่หนึ่งก็ จะอาวุโสสุด ณ ที่นั้น แล้วห่างกันแบบ…. เป็น
สิบปี กับน้อง ๆ ที่มาร่วมงาน) ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการโดนแซวว่าแก่
ผมก็เลยคิดไปว่า ถ้าผมไม่รู้สึกอะไร ก็น่าจะแซวฅนอื่นได้
ฅนอื่นก็น่าจะไม่ว่าอะไรเหมือนกัน (เอาใจเขามาใส่ใจเรางัย)
แต่ปรากฎว่า ได้เรื่องเลยครับ
เพื่อนอีกฅน (ขออนุญาตเรียกว่า เพื่อน พ.) ก็มี FB หลังไมค์มาเตือนเลย ประมาณว่า ‘อย่าไปแซวเจ้าตัวเค้าแบบนี้นะ
เค้าไม่ชอบ เนี่ย เค้าไม่ชอบฅนหลายฅนเพราะไปพูดจาแบบนี้นี่แหละ’
ตอนนั้นผมงงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ คุยกับน้องชาย
น้องชายก็บอกว่า แซวว่าแก่นี่ ไม่น่าจะมีอะไรนะ เพราะผมกับเพื่อน อ. ก็อายุเท่ากัน
ถ้าไปแซวว่าแก่ มันก็เข้าตัวเองเหมือนกัน
ไม่น่าจะรู้สึกว่าเป็นการดูถูกดูหมิ่นน้ำใจอะไรได้เลย
(เพราะถ้าเราเด็กกว่าอีกฝ่ายมาก ๆ แล้วไปแซวฅนที่แก่กว่าว่า “แก่” มาก ๆ อาจจะทำให้อีกฝ่ายเคืองได้
ซึ่งมันฅนละสถานการณ์กันน่ะครับ … เอ๊ะ ไม่รู้ว่าเข้าใจรึเปล่าเนี่ย)
แต่ก็เป็นบทเรียนครับ
ว่าเราเอาตัวเองเป็นมาตรฐานเสมอไปไม่ได้ อะไรที่เราไม่ได้ไม่ชอบ ไม่ได้แปลว่า
ฅนอื่นจะไม่ได้ไม่ชอบเหมือนกันไปด้วย
***
ประเด็น่ที่สอง
ผมมีความคิดเสมอมาว่า
ฅนเราน่าจะมีความเสมอภาคเป็นหลักยึดในหัวใจ นั่นก็คือว่า
ถ้าฅนเราไปทำอะไรกับฅนอื่น ก็น่าจะยอมรับได้ ถ้าฅนอื่นจะทำแบบเดียวกับตัวเอง
เช่น ถ้าเพื่อนผมเรียกผมว่า ‘แก’ เวลาผมไปเรียกกลับว่า ‘แก’ ก็น่าจะรับได้ ไม่น่าจะรู้สึกโกรธเคืองอะไร
(ทั้งนี้ทั้งนั้น สถานะของฅนสองฅนต้องเท่ากันด้วยนะครับ)
แต่ผมคิดผิดครับ
ตัวอย่างแรกก็คือว่า รูมเมทของผม (ขออนุญาตเรียกว่า
เพื่อน ร.) เคยเชิญเพื่อนมาที่บ้านตอนกลางคืนครับ แล้วก็คุยกันในห้องนั่งเล่น
ตอนที่ผมนอนอยู่ในห้องนอน
ผมเป็นฅนที่ไม่มีปัญหากับการมีเสียงรบกวนครับ
นอนได้สบาย เวลาไปนอนกับน้องชาย เปิดเพลงดังลั่นตอนที่ผมหลับเป็นประจำ
(เปิดไปทำงานด้วยเอ้า)
คืนนั้นผมก็ตื่นมาเป็นระยะ ๆ ครับ
ได้ยินเสียงเพื่อน ร. คุยกับเพื่อน ๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย
วันต่อมา ผมคุยกับแฟนในห้องนั่งเล่นตอนเช้าครับ
ตอนนั้นเพื่อน ร. ยังไม่ตื่น สักพักเพื่อนอีกฅน (ขออนุญาตเรียกว่าเพื่อน ฟ.)
ก็เข้ามาเตือน บอกว่า เพื่อน ร. บอกว่า รบกวน ขอให้พูดเบา ๆ หน่อย
ผมก็งงเป็นไก่ตาแตก (อีกรอบ) ครับ เพราะผมคิดว่า
ถ้าเพื่อน ร. คุยเสียงดังตอนผมหลับได้ ในทางกลับกัน
เจ้าตัวก็น่าจะไม่ว่าอะไรถ้าผมจะทำแบบเดียวกัน (คือคุยตอนที่อีกฝ่ายนอนหลับ)
แล้วผมก็คุยในห้องนั่งเล่น (เหมือนกับที่เพื่อน ร. คุยกับเพื่อนในห้องนั่งเล่น)
ระดับเสียงผมก็ไม่ได้ดังไปกว่าตอนที่เพื่อน ร. คุยกับเพื่อนเลย
แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ว่าอะไรที่อีกฝ่ายทำ
กับเรา ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำกลับกับอีกฝ่ายได้เสมอไป
มีอีกตัวอย่างนึงครับ
สมัยนั้นยังไปวิ่งเล่นในบอร์ดราชดำเนิน ของพันติ๊บ
อยู่
ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองปกติ
แล้วก็มีเพื่อนร่วมบอร์ดฅนนึง (ขออนุญาตเรียกว่า เพี่อน ต.)
ก็เข้ามาเสียดสีประชดประชันนักการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบ
ผมอ่านแล้วก็หมั่นไส้ครับ (แหะ ๆ) ก็เลยก็อปปี้
เอาคำที่เพื่อน ต. ด่านักการเมืองนี่แหละ มาแปะกลับไป แล้วก็บอกว่า อืมมมม ผมว่า
คุณเองก็เป็นเหมือนกับสิ่งที่คุณด่าเอาไว้นะครับ (แล้วยก quote ของเจ้าตัวมาสำทับ)
ได้เรื่องเลยครับ
เจ้าตัวฟูมฟายกลับมา แบบว่ามีอารมณ์ร่วมมากจนผมตกใจ
(คือถ้าเห็นหน้าได้ เจ้าตัวน่าจะร้องไห้ไปพูดไปเลยล่ะ) ตัดพ้อขนานใหญ่ บอกว่า เราไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันเลย
คุณมาทำร้ายเราทำไม ทำไมต้องใช้คำพูดรุนแรงขนาดนี้กับเราด้วย คุณน่ะใจร้ายมาก บลา
บลา บลา
ผมงงเป็นไก่ตาแตก (รอบที่สาม) เลยครับ… อ้าว
คำพูดมันจะรุนแรงไปได้ไง ผมก็ก็อปเอาคำพูดของคุณมานั่นแหละ
แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ว่าเวลาฅนเราไปด่า
หรือวิพากษ์วิจารณ์ฅนอื่น ไว้ ไม่ได้หมายความว่า เจ้าตัวจะยอมรับการด่า
หรือการวิพากษ์วิจารณ์กลับได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ฅนเราไปด่าฅนอื่นได้
แต่ทนไม่ได้ ถ้าฅนอื่นจะมาด่าเรา….ประมาณนั้นแหละครับ
***
เพราะงั้น ผมก็ได้หลักคิดสองข้อจากเหตุการณ์ทั้งหมดครับ
ไม่ได้แปลว่า อัตตานัง อุปมัง กเร มันผิดนะครับ แต่ก็มีแนวคิด ‘ขยาย’ เพิ่มเติม ซึ่งผมคิดว่า แค่เอาใจใส่เขามาใส่ใจเรา
อย่างเดียวน่าจะไม่พอ เพราะ
1.
อะไรที่เราไม่ได้ไม่ชอบ
ไม่ได้แปลว่า อีกฝ่ายจะไม่ได้ไม่ชอบด้วย
2.
อะไรที่ฅนอื่น
ทำกับชาวบ้าน ไม่ได้แปลว่า เจ้าตัวจะใจกว้างพอที่จะยอมรับการกระทำแบบเดียวกัน
กับตัวเองได้
อืม… การใช้ชีวิตนี่ มันก็ไม่ง่ายเลยนะครับ
ผมว่าอันแรก จากไม่ทำกับคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ มันก็ไม่สามารถ imply กลับมาได้จริงๆ นั่นแหละ ว่าทำกับคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองยอมรับได้ (นึกถึงเรื่อง P –> Q กับ ~P –> ~Q ฮ่าๆ)
ผมว่าประโยคตั้งต้นมันไม่ใช่ "จงทำสิ่งที่เราชอบกับฅนอื่น" น่ะนะครับถ้าประโยคตั้งต้นมันเป็น เอาใจเขามาใส่ใจเรา มันไม่เข้า P Q หรือ negative P Q น่ะสิครับ
นอกเรื่องนิดนึง ถ้าใส่ negative ลงไป P –> Q จะเป็น ~Q –> ~P รึเปล่านะครับ?
อีกนิด .. ผมว่าเรื่องนี้เอาตรรกศาสตร์มาจับ มันสับสนจังว่ะครับเพราะ ถ้า เราไม่ชอบ เค้าจะไม่ชอบ (P –> Q)มันไม่เห็นจะสมมูลกับ ถ้าเค้าชอบ เราจะชอบ (~Q –> ~P) เลยนี่หว่าครับ
ปกติเปาก็ำำพยามยามคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา และก็เพิ่มความไม่ดีไปอีกนิดคือร้ายมาก็ร้ายกลับ…แหะๆ แต่ปกติใจดีน้า…เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายทำไม่ดีจริงๆ อย่างกรณีที่สองของก้อนน่ะ เปาคงงงเหมือนที่ก้อนล่ะมัง อีกอย่างคุยโทรศัำพท์น่าจะเบากว่าชวนเำพื่อนมาเล่นเนอะ
ตรรกศาสตร์มันอย่างนี้ครับถ้าพี่ก้อนบอกว่า P –> Q แปลว่า ถ้าเกิดขึ้น P จะต้องเกิด Q 100% ก็คือ ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่นก็ต้องไม่ชอบแน่ๆ เพราะถ้าเราไม่ชอบแล้วคนอื่นชอบ ประโยคนี้ก็ไม่เป็นจริง
ดังนั้น มันจึงสมมูลกัน เพราะว่า ถ้าเขาไม่ได้ไม่ชอบ (นิเสธของ ไม่ชอบ ไม่จำเป็นต้องเป็น ชอบ) แล้ว แสดงว่า เราก็ต้องไม่ได้ไม่ชอบ (เพราะเงื่อนไขมันคือ ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่น "ต้อง" ไม่ชอบด้วย)
อืมมมม ตอนอยู่รร.มีเหตุการณ์นึง ข้าวตูเคยโดนเพื่อน(ญ)เรียกบ่อยๆนะ ว่าอ้วน บวม ฯลฯ มีวันนึง เพื่อนกินเค้กชิ้นโคตรใหญ่ เห็นดังนั้นจึงแซวไปว่า "กินเยอะแล้วอ้วนนะ แค่นี้ก็บวมพอแล้ว อิอิ " โห เป็นเรื่องเลย คุณเธอน้ำตาปริ่ม ข้าวตูงี้ช็อคมากกก วิ่งเข้าไปขอโทษแทบไม่ทัน (ความจริงนั้นหุ่นเค้าก็สูสีกะข้าวตูเลยนะ555)
เวลาเจออะไรแบบนี้จะพูดน้อยลงไปพักนึง….อืม บางเรื่องที่เราไม่คิด คนอื่นคิด บางเรื่องที่เค้าทำกับคนอื่นได้ คนอื่นทำกับเค้าไม่ได้ปรับตัวไปตามน้ำเท่านั้นค่ะ 555
Chayanin >>> เก็ตแล้วครับ เคลียร์เลย ขอบคุณฮะChantiga C. >>> ๕๕๕ นึกภาพพี่เปาตอนร้ายไม่ออกเลยครับkatachi khaotu >>> โอ ฟังแล้วเห็นภาพเลยครับ พี่คงช็อคเหมือนกัน … ว่าแต่ หุ่นเค้าก็สูสีกะข้าวตูเนี่ย…. ความหมายมันบวกรึลบละเนี่ย?praew ³² >>> ตามน้ำเท่านั้นแลลลลลลลล
อืม….ภาพร้ายเหรอ…ขนาดคนสนิืทยังไม่ค่อยเห็นเลย..เก็บซ่อนอย่างดี 55+ ไม่ใช่หรอกค่ะ เปาออกแนวทนได้ก็ทนน่ะ แต่เปาก็มีลิมิตที่จะทนเช่นกัน แล้วร้ายของเปาก็สุดๆเช่นกัน ไว้นึกออกจะเขียนลงblog เรื่องบทร้ายๆแล้วกัน คริคริ
เรื่องบางเรื่อง ใจเขา(ของเขา) ใจเรา(ของเรา)เพราะฉะนั้นอย่าเอาใจเขามาใส่ใจเราเล้ย อิอิบางสิ่งบางอย่าง เขาทำได้ เราก็ย่อมทำได้(บ้าง)บางสถานการณ์ด่าเราได้ ก้อต้องทนให้ได้เมื่อเราด่า(คืน)
ใจเขา ใจเรา ค่ะถูกที่สุด แต่… ขอโทษที บางทีเผลอคิดถึงใจเราก่อน หุหุ
Chantiga C. – >>> 555 แล้วจะรออ่านบล็อกพี่เปาภาคนางร้ายนะครับ 555Diary on Line ร้ายตัวแม่ >>> ตาต่อตาใช่ไหมครับ แฟร์ดีนะครับ ผมชอบบบบ บางจังหวะ บางทีก็อยากให้เค้า (เมิง) เข้าใจใจเรา (กรู) บ้าง ให้เรา(กรู) เป็นฅนดีอยู่ฝ่ายเดียวมันก็ไม่ไหวนะคุณ (เมิง) (ฮา)ํํIf you want to find so… >>>> ยากเนอะครับ ทำไม่ง่ายเลย ฅนที่พูด ๆ กันเนี่ยส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้เหมือนกันแหละครับ ^_^
[...] แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? [...]