ปณิธานแห่งรามา

Posted: November 2, 2005 in Jam
Entry นี้ออกแนว ‘บันทึกความทรงจำ’ ครับ (แต่แน่นอน มันต่างจากสิ่งที่ผมบันทึกลงไปในไดอารี่) เพราะฉะนั้นจะไม่ได้หยิบประเด็นอะไรคม ๆ หรือน่าสนใจมาเล่น รวมทั้งเนื่องจากมันเป็นประสบการณ์เฉพาะของผม ใครที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์อาจจะนึกภาพความประทับใจไม่ค่อยออก (คล้าย ๆ ตอนผมเขียนถึงเรื่องสาธิตสามัคคี)  ลองอ่านดูก็แล้วกันฮะ ถึงจะไม่ได้ประเด็นอะไรติดหัวกลับไปให้ขบคิด หรือว่าโทนเรื่องอาจจะเรียบ ๆ ไม่ฉูดฉาดอย่างบาง entry แต่อย่างน้อย น่าจะช่วยให้รู้จักผู้ชายเจ้าของ blog ฅนนี้ดีขึ้นนะก๊าบ  
 

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเข้าร่วมค่ายแนะนำคณะของน้อง ๆ ฮะ ปีหนึ่งเป็นฅนจัดงาน โดนดูดพลังงานจนเกลี้ยงเลย แต่ก็รู้สึกดี
 
สิ่งที่ประทับใจจากค่ายนี้มีอยู่สามสี่อย่างฮะ
 
อย่างแรกเลย เป็นวันก่อนวันงาน Staff บางส่วน(ปีหนึ่ง) จะถ่อมาจากศาลายาเพื่อมานอนที่หอของคณะ (พญาไท) เพื่อเตรียมงานสำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนดึก ๆ ผมเดินลงมาว่าจะไปคุยกับน้องกองกลาง ก็พอดีเจอรุ่นน้องผู้หญิงนั่งปักเสื้ออยู่  ก็เป็นน้องที่คุ้นเคยกันในระดับหนึ่งนะฮะ เพราะว่าน้องฅนนี้เขาเป็นเด็กต่างจังหวัด แล้วช่วงรับน้องต้องมานอนที่หอของคณะ พอดีผมก็เป็นเด็กหอเหมือนกันเลยคุ้นเคยพบปะพูดคุยกับเด็กต่างจังหวัดกลุ่มนี้ทั้งกลุ่ม
 
สิ่งที่น้องทำก็คือ เอาลูกปัดมาปักประดับบนดอกไม้ ที่อยู่บนเสื้อฮะ เป็นเสื้อกลุ่ม (พี่เลี้ยงแต่ละกลุ่มในค่ายจะมีเสื้อใส่เป็นของตัวเองแตกต่างกันไป) วันนั้นเกิดนึกขลังยังไงไม่รู้  อยู่ดี ๆ ก็ตัดสินใจขอให้น้องสอนปักลูกปัดให้ แล้วก็ช่วยปักอยู่ตรงนั้น นั่งทำกันสองฅนจนถึงตีสี่แน่ะ  (ตรงที่นั่งมันเป็นใต้ถุนหอฮะ ซึ่งเปิดไฟสว่างจ้า แล้วก็มีแม่บ้านประจำกะดึก ซึ่งอยู่ตลอด 24 ชม. นั่งดูทีวีอยู่ มีพี่ ๆ ซึ่งนั่งอ่านหนังสือ+ติวสอบกันทั้งคืน เพราะงั้นถึงจะนั่งกับน้องผู้หญิงแค่สองฅน แต่เรื่องความเหมาะสมนี่หายห่วง "- -) 
 
ตอนที่แยกย้ายไปนอน   ผมปักเสร็จแค่ตัวเดียวฮะ แต่น้องเค้าเสร็จไปแล้วสามตัว ออกมาลายลูกปัดก็โย้เย้  แต่น้องเค้าก็อุตส่าห์ชมว่าฝีมือไม่เลวสำหรับฅนหัดลองครั้งแรก (กลั้นใจน่าดู) เห็นแล้วนึกถึงตอนอยู่ ม. 6 เลยฮะ ตอนนั้นเพิ่งเอนท์เสร็จรอบสอง ว่างจัดจนเข้าขั้นฟุ้งซ่าน  ต้องขอแม่มานั่งปักชื่อน้องชายบนเสื้อพละ แม่ผมปักออกมามาเป็น Font อังสนา size 18 อย่างสวยงาม ผมนั่งปักเกือบตาย ออกมาเหมือนลายมือไก่เขี่ยของเด็กอนุบาล  รู้สึกว่าตัวนั้นหมดเทอมก็ยังดูใหม่อยู่เลย (เพราะน้องชายไม่ยอมใส่ไปเรียน "- – ภาษามนุษย์ต่างดาวแบบนั้น ผมเองคงไม่กล้าใส่ไปเรียนเหมือนกันฮะ คงโดนเพื่อนล้อตาย)
 
 
แต่พอลองทำแล้วก็รู้เลยฮะว่างานเย็บนี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย (ถึงว่า ผ้าปักที่สยามถึงได้แพงจัง) ขนาดนั่งไม่กี่ชั่วโมงยังปวดตาจากการเพ่ง ปวดหลังจากการนั่งท่าเดิมนาน ๆ แล้วก็เป็นเหน็บที่ขาทั้งสองข้างตั้งแต่ปลายเท้ายันแก้มก้นเลยล่ะ ทรมานมาก แต่เทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับแล้วก็คุ้มพอตัว เวลาเห็นน้องใส่เสื้อที่เราปักแล้ว ก็รู้สึกแอบปลื้มนิด ๆ
 
บางทีการลองสิ่งใหม่ ๆ แบบไร้เหตุผลก็เป็นอะไรที่น่าจดจำทีเดียว
 
******************************************************
 
เรื่องที่สอง สำหรับค่ายนี้แล้ว ถือเป็นครั้งแรกเลยละครับ ที่ผม ไม่ ได้มีโอกาสจับโทรโข่งออกไปนำสันทนาการกับน้อง ๆเลย อาจจะฟังดูไม่ใช่เรื่องแปลก (ผมเองก็ไม่ใช่เซียนนำสันฯขนาดนั้น) แต่เพราะค่ายนี้จะมีฅนนำสันฯ หลายฅน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกมานำ (ต่างจากบางที่ ที่จะผูกขาดการนำสันฯไว้กับฅน ๆ เดียว) เพราะงั้นทุก ๆ ครั้งผมก็จะมีโอกาสได้ออกไปนำข้างหน้า มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ปี
 
ปีนี้เป็นปีแรก ที่ไม่ได้ออกไปเลย อาจจะเป็นเพราะเพื่อนก็ปราม ๆ เหมือนกันว่าควรจะเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ทำเองบ้าง  ประจวบกับปีนี้ฅนนำปีหนึ่งมีเยอะ แล้วก็เก็บรายละเอียดได้ทุกจุด เราก็เลยไม่ต้องไปอุดช่องโหว่อะไร
 
แต่สิ่งที่ได้ทดแทนก็คือ ผมมีโอกาสได้แจมการเต้นในสันฯถึก*อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่ได้ทำมานานแล้ว สาเหตุก็คือเวลาเราออกไปถือโข่งนำอยู่ข้างหน้า เราก็จะไม่มีโอกาสได้เต้น (เพราะต้องคอยนำ แล้วก็ร้องเพลงใช่มะ) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ออกไปนำสันฯ ผมฝึกตัวเองที่จะเป็นฅนเต้นนำมาก่อนนะ ใครเคยเห็นผมเต้นเพลงสันฯคงพอเดาได้  เพราะงั้นค่ายนี้ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองได้กลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งนึง (คือเต้นลูกเดียว) เป็นความรู้สึกที่ดีทีเดียว
 
เพื่อน ๆ (รวมทั้งผมเอง) เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมตอนเราอยู่ปีหนึ่งถึงได้เต้นได้อึดนัก แบบว่าเต้นติดต่อกันครึ่งชั่วโมงได้สบาย แต่แค่พอขึ้นปีสองเท่านั้นแหละ เต้นกันไม่กี่เพลงก็แทบจะ Heart failure  แต่ตอนนี้ผมไขปริศนาได้แล้วล่ะ (วะอะอะ)
 
เพราะว่าตอนปีหนึ่งเรายังไม่ค่อยรู้จักเพลง+ท่าเต้น เวลาร้องก็ต้องมั่วๆ เอาตามพี่ ๆ ท่าเต้นเองก็ยังเก้ ๆ กัง ๆ เพราะไม่รู้ว่าเต้นยังไง แต่พอผ่านรับน้องมาแล้ว เราจะรู้จักทุกเพลง เพราะฉะนั้นก็จะแหกปากได้สุดเสียง  แล้วก็เต้นได้อย่างเต็มที่ เพราะรู้ท่าเต้นหมดแล้ว ซึ่งถ้าทำทั้งสองอย่างแบบสุดชีวิต มันก็จะเผาผลาญพลังงานได้เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าสามเท่า ความอึดมันก็เลยลดลงเป็นธรรมดา "^^
ยิ่งเวลาอยู่ต่อหน้าน้องแล้ว จะมาเต้นแบบกั๊ก ๆ เบา ๆ ก็ไม่ได้ เพราะยิ่งเราเต้นเต็มที่+สนุกสนานเท่าไหร่ น้อง ๆ ที่มองเห็นเราก็จะกล้าเต้น+สนุกสนานเท่านั้น การออกไปเต้นกับน้อง ๆ นับได้ว่าเป็นการทรมานสังขารตัวเองทีเดียว (แบบว่าเหนื่อยแค่ไหนก็หยุดไม่ได้)
 
อย่างกระทั่งวันนี้ ผมพักมาสองวันแล้ว แต่ก็ยังปวดระบมไปทั้งตัว ทั้งบ่า ไหล่ หลัง ต้นขา น่อง ไปจนถึงฝ่าเท้าทั้งสองข้าง อันเนื่องมาจากการหักโหมใช้งานร่างกายโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่เมื่อเทียบกับการที่เราได้กลับมาทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำนานแล้ว ได้เต้นจนเปียกโชกไปทั้งตัวไม่ต่ำกว่าสี่ครั้งในสองวันของการจัดค่าย ก็นับว่าเป็นความทรมานที่สุขล้ำทีเดียว
 
 
*************************************************************************************
 
เรื่องที่สาม ปีนี้เป็นปีที่ช่วง dance หนุกมาก ๆ คือเวลาไปค่ายที่ไหน ส่วนใหญ่คืนวันสุดท้ายก็จะมี dance กันใช่ไหมครับ dance ที่สนุกที่สุดของผมจะเป็นตอนเข้าค่ายครั้งแรกคือตอนค่ายม. 4 (นานโคตร) หลังจากนั้น ช่วง dance ก็จะจืด ๆ คือสนุกไม่สุดเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราล้าจากกิจกรรม หรือเพราะเราเป็น staff งาน ทำให้ต้องคอยดูว่ามีผู้เข้าร่วมฅนไหนไม่เอ็นจอยรึเปล่า ไม่สบายรึเปล่า ก็เลยปลดปล่อยไม่ได้เต็มที่ (เอาไปเทียบกับ dance ในผับไม่ได้นะฮะ เพราะเวลา dance ที่ค่ายมันไม่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ช่วย เพราะงั้น จะให้สนุกสุดเหวี่ยงคงยาก)
 
แต่มีปีนี้นี่แหละ ที่รู้สึกว่าช่วง dance เป็นช่วงเวลาสุด peak อีกช่วงหนึ่ง คือเต้นกันแบบว่าลืมตายเลย ทั้งค่ายรับน้อง แล้วก็ค่ายนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าเรารู้ตัวแล้วว่าโอกาสแบบนี้มันคงมีน้อยลง ๆ เรื่อย ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดก็เป็นได้ (อุตส่าห์สละเวลามาแจมค่ายทั้งที่ ช่วง dance ไม่เรียกเหงี่อเลยนี่ fail โคตร ) อีกเรื่องอาจจะเป็นด้วยตัวบรรยากาศของค่ายมันส่งมั้ง คือทุกฅนเต็มที่หมด เราก็เลยไม่ค่อยเขิน ๆ เท่าไหร่ ที่จะใส่เต็มสูบเหมือนกัน (ถ้าค่ายไหนเราโดดอยู่ฅนเดียว ฅนอื่นยืนนิ่ง ๆ หมด เราคงเจื่อนน่าดู) ค่ายนี้ก็เลยได้รับความสนุกจากการ dance ที่หลงลืมไปนานแล้วเหมือนกัน
 
 
********************************************************
 
 
เรื่องที่สี่  ปีนี้เราจัดบายศรีในห้องประชุมฮะ รุ่นพี่ที่มาร่วมกิจกรรมในช่วงนี้ก็จะได้รับเกียรติอันสูงส่งที่จะได้นั่งบนเวที ในขณะที่ปีหนี่งจะยืนรอบ ๆ หอประชุม ผมเห็นฮวงจุ้ยแล้วก็คิดว่า เออเว้ย คงได้นั่งตบยุงบนนั้นแน่  น้องฅนไหนมันจะลงทุนเดินฝ่าขึ้นมาบนเวที(วะ) ยิ่งเรามาแวะมาเป็นบางช่วง ไม่ได้ออกไปนำกิจกรรมข้างหน้า หรือคลุกคลีกับน้อง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนพี่เลี้ยงปีหนึ่ง น้อง ๆ ที่ไหนจะมาอยากให้ฅนที่ไม่รู้จักผูกข้อมือให้  คงต้องนั่งแกร่วบนเวทีเป็นแน่แท้
 
แต่ผิดคาดนะฮะ โซนที่ผมนั่งอยู่ มีน้อง ๆ ค่ายขึ้นมาผูกกันมากทีเดียว กระทั่งรุ่นพี่ที่เพิ่งเข้ามาเยี่ยมเป็นครั้งแรก ก็มีน้อง ๆ มานั่งให้ผูกไม่ขาดสาย ที่สำคัญ น้อง ๆ หลายฅนตั้งใจมาให้เราผูกจริง ๆ (ฅนที่เป็นฅนผูกมันพอดูออกเหมือนกันนะฮะ ว่าน้อง ๆ ที่เข้ามา ตั้งใจมาโดยเฉพาะ หรือตามน้ำแบบเห็นเรานั่งว่าง ๆ ก็เลยมาเสียบ) ก็รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับน้อง ๆ ม.ปลาย แวบเข้าแวบออกค่ายแท้ ๆ ไม่คิดว่าจะมีฅนจำเราได้นะเนี่ย เราก็เลยพูดคุยได้อย่างสนิทใจ ไม่ใช่แค่พูดไปแกน ๆ พอเป็นพิธี (ยิ่งถ้าฅนที่เข้ามาผูกเป็นน้องผู้หญิงหน้าใส ๆ แล้ว รู้ตัวเลยว่าตั้งใจผูกเป็นพิเศษ "^^)
 
หลังพิธีก็มีรุ่นน้องมาให้เราผูกนอกรอบหลายฅน  สำหรับค่ายนี้แล้ว ช่วงเตรียมงานไม่ได้ลงมาร่วมประชุมเลยคับ แทบไม่ได้ลงมาคุยกับคณะทำงานเลย มาถึงก็มาดูวันงานเลย แต่มีน้อง ๆ จำเราได้ แล้วให้ความสำคัญกับเราแบบนี้ ก็เล่นเอาซึ้งเหมือนกัน  
 
 
***************************************************************************************
 
สรุปแล้ว สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายที่เราไปมาหลายปี รู้ไส้รู้พุงดีจนไม่ทำให้เราตื่นเต้นในแง่ของความสดใหม่ของกิจกรรมอีกต่อไป  แต่การที่เราโตขึ้น มุมมองเปลี่ยนไป สิ่งที่เข้ามากระทบกับความรู้สึกก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย แม้จะเป็นค่ายเดิม แต่ก็ได้ความประทับใจอะไรใหม่ ๆ เยอะทีเดียว นับเป็นการสละเวลาทำงานและพักผ่อนที่คุ้มค่าอย่างยิ่งทีเดียว
 
… กลั้นใจ ทิ้งเธอ(กิจกรรม) ไม่ลงสักที…(ปากดี:โปเตโต้)

 
* ใครที่ยังไม่เข้ามหาลัยหรือไม่เคยเข้าค่ายที่เด็กมหาลัยเป็นฅนจัดอาจจะนึกภาพสันฯถึกไม่ค่อยออก จริง ๆ แล้ว มันก็คือการที่พี่ ๆ ออกมายืนล้อมน้อง ๆ แล้วก็เต้นเพลงสันทนาการติดต่อกันไปหลายสิบเพลงโดยไม่หยุด น้อง ๆ ก็จะดูพี่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าตัวเอง แล้วก็เต้นตาม สนุกมาก แต่ก็เหนื่อยมากทีเดียว เป็นการสันทนาการที่ใช้บุคลากรสิ้นเปลืองสุด ๆ (พร้อมต้องใช้ฅนยืนล้อมน้อง ๆ นี่นะ) แต่ก็เป็นจุดเด่นที่ค่ายอื่น ๆ (ระดับชมรม ไม่ใช่ระดับคณะ) ไม่มี ผมอยากเอาสันฯถึกไปเล่นในค่ายม.ปลายนานแล้วล่ะ แต่คงอีกนานกว่าฝันจะเป็นจริง
 
ปล. รูปอยู่ในอัลบั้ม Ramapanitharn11 นะฮะ อย่างทีเคยบอกว่าเวลาทำกิจกรรมแล้ว เรื่องกล้องจะหายไปจากสมอง เพราะงั้นเลยไม่มีรูปตอนทำกิจกรรม (แหะ ๆ ) มีแต่รูปที่ถ่ายหลังจบค่าย ขอโทษเจง ๆ
 
 
 
Comments
  1. Jang says:

    อืม..เห็นภาพ เห็นภาพ ^_^ เด็กกิจกรรมตัวยงเลยนะเนี๊ยะอยากเห็นฝีมือการปักลูกปัด จังเลยมีรูปไม๊คะพออ่านแล้ว พีรู้สึกดีจังที่ก้อนลองทำสิ่งต่างๆที่แปลกๆมั่งรู้สึกเองนะว่าก้อนจะ"เอาใจใส่"กับทุกรายละเอียดน่าชื่นใจแทนคุณแม่นะ..หวังว่าเจ้าแฝดพี่จะได้ติ่งๆไปมั่ง..555………………..เสื้อนักเรียนลูกพี่ปักเองตลอดอ่ะเหตุผลหน่ะเหรอ ราคาที่ร้าน ตัวนึง 80 บาท ของพี่ทั้งหมด8 ตัวบวกเสื้อพละอีก2 เป็น10 สิริรวมแล้ว 800 บาท ไหมไจละ 7 บาท +ฝีมือ +ความอดทนประหยัดไป 793 บาท (งกเจง เจงว๊อย)ตัวไหนง่วงก็โย้เย้หน่อย( แต่ลูกพี่ทำใจไว้แล้ว..ฮ่าๆๆๆ)อยากเห็นอีกแหล่ะ ว่าที่ก้อนปักให้น้องโอจะขนาดไหน โอถึงทำใจมะได้..ฮาล้อเล่นนะ………………ตอนอายุเท่าก้อน พี่ไม่ค่อยได้ทำค่ายอะไรแบบนี้เลย รู้สึกว่าตัวเองเข้าสังคมได้ห่วยมาก ชอบIsolate เนื่องจากจะค่อนข้างsensitive กะอะไรง่ายๆเลยคิดว่า อยู่คนเดียว(ถ้ามันดีกว่า)เวลาเห็นน้องนุ่ง เพื่อนฝูงที่ทำค่ายหรือกลับจากเข้าค่าย ดูน่าสนุกจังเวลาเราไปไหงไม่สนุกงั้นฟร่ะที่สาหัสสุดคือตอนไปค่ายอนุรักษ์ตอนม.6ไปหลงป่าอยู่กว่าสี่ช.ม. เพราะเพื่อนนรก กลับป้ายบอกทาง เพื่อนที่ตามมาอีก สองกลุ่มหลังเดินวนเข้าไปในป่า มารู้ทีหลังว่าอาจารย์กะเจ้าหน้าที่วนอุทยานแตกตื่นกันไปหมด กำลังวอไปขอฮอมาตาม)สรุปก็เดินวนค่ะ พี่เลยพาเพื่อนเดินย้อนขึ้นไปทางแม่น้ำ(เพราะจำได้ว่าค่ายที่อยู่ตั้งใกล้แม่น้ำ มันไหลลงไปทางขวามือ และตอน ออกจากค่ายเราหันหลังให้แม่น้ำแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆคราวนี้พอเจอแม่น้ำใช่ไม๊ มันก็น่าจะเดินไปซ้ายหรือย้อนกระแสน้ำ)ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน แต่เดินนานมากและต้องประคับประคองเพื่อนที่สติแตกอีกหลายคนครั้งนั้นรู้เลยว่า การอยู่รวมกันมันทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติ ใจคนขึ้นอีกเยอะจากเพื่อนที่รักกลายเป็นเกลียด จากเพื่อนที่ไม่เคยคุยกันกลายเป็นรู้จักกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นความเห็นแก่ตัว และนิสัยจริงๆมันแสดงให้เห็นหมดนะตอนคนเราถึงตาจนงานนั้นพี่ชกผู้ชายเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากรู้ว่ามันไม่ได้สำนึกในสิ่งที่มันทำลงไปเลยมันไม่น่าประทับใจเหมือนที่ก้อนเจอเล้ย..ริษยานะเนี๊ยะ………………….รู้สึกดีมากเป็นพิเศษกับเด็กที่ทำกิจกรรมนะ พี่ว่าคนที่ทำได้อย่างนี้จะมีจิตใจที่ดีเป็นพิเศษอย่างน้อยก็รู้จักที่จะอยู่ร่วมกัน (มันต้องทิ้งความสบายส่วนตัวและเปิดรับความคิดคนอื่นมากขึ้นไง)ไม่รู้ว่าตัวเล็กๆของพี่จะโตมาแล้วเป็นเด็กกิจกรรมหรือเปล่า กลัวจะแปลกแยกเหมือนแม่ซะ แย่เลยงั้นน่ะ………ก้อนครับ…บลอคของก้อนและน้องๆอีกหลายคนเป็นบลอคที่ดีแล้วนะมันไม่ได้ไม่สวยงามแต่ที่พี่รู้สึกคือก้อนได้เขียนในสิ่งที่ก้อนอยากเขียนนั่นดีที่สุดแล้ว การได้เป็นตัวของตัวเอง(แม้จะไม่ที่สุด เพราะมันเป็นPublish)สิ่งที่ก้อนเขียนมัน"วิเศษ" แล้วในสายตาพี่( รวมถึงของน้องๆอีกหลายคนที่พี่เข้าได้ เช่นป่าน เชฟป่าน เป็นต้น)จะบอกว่าอย่าแต่งเยอะแยะเลย บางสเปซสวยเชียวแต่ไม่เห็นมีอะไรเลยพี่ว่ารูปสวยๆมันก็ยังสวยไม่เท่าเวปที่ครีเอทีฟเขาเขียนกันรู้สึกบางบลอคไม่มี"กึ๋น" สักกะนิด บางบลอคที่เรียบง่ายมีคำพูดจากใจและตัวตนที่แสดงออกมาจริงๆกลับมีเสน่ห์แบบคาดไม่ถึงเลยอันนี้มันก็ขึ้นกับมุมมองของคนที่เข้าไปล่ะอีกอย่างใส่ลูกเล่นมากพอเวปโอสติ้งล่มก็พาเราเจ๊งกะบ๊งไปด้วยอย่างเดียวที่อยากให้สเปซนี้มีคือscrool bar 5555มันยาววววววววววววววววมั่กทางจิตวิทยาจะทำให้รู้สึก งานนี้ต้องใช้เวลา อิอิแต่ขอบอกยาวขนาดนี้..ก็อ่านจนจบนะ อ่ะรักกันจริงต้องอยู่ถึงตัวสุดท้าย..555(เบื่อมากกะพวกที่เข้ามาแล้วไม่อ่านแต่มานเรียกเราปายอ่าน..ไม่ไปว๊อย)……………เจอกันงานประจำปีค่ะ…มาดากัสการ์ อย่าลืมแวะ*ชมร้านอื่นเราไม่ว่าแต่แวะมาดากัสการ์ต้องอุดหนุน*(หน่อยนะค๊า)สโลแกน เราGOD BLESS U !!

  2. Jang says:

    แก้ๆ scroll bar ข้อยจิ้มดีด มือไวปายหน่อยอ้อ…อีกเรื่องค่ะลืมถามไปตอนออนเอ็ม นักบุญประจำตัวของคุณชื่ออะไรจะเก็บข้อมูลไปทำไรนิดหน่อย ขออุบไว้ก่อนนะจ๊ะตอบด้วยๆ แต้งกิ้วมั่ก

  3. Chayanin says:

    ผมกลับเห็นต่างจากคุณน้าแฮะผมรู้สึกว่า เวลาเขียนยาวๆทำให้ดูน่าอ่าน ถ้าเปิดเข้าไปเจอเขียนสั้นนิดเดียว เห็นแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าจะมีอะไร อ่านยาวๆถึงจะมันผมว่ามันไม่แปลกเท่าไร่นะ ที่น้องๆค่ายจะอยากให้รุ่นพี่ระดับสูงๆผูกให้ เพราะตอนที่ผมเข้าค่าย รุ่นพี่ระดับ ปี3 ก็ค่อนข้างจะเข้าถึงยากพอสมควร ส่วนอีกวงนึง ตั้งกันตรงกลางวงใหญ่ เด่นที่สุด เป็นรุ่นพี่ระดับปี 4 จนถึงป.โท (ถ้าจำไม่ผิดจะมีอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งจบมา เคยเป็นรุ่ยพี่อยู่ด้วย) วงนี้ก็ไม่ค่อยว่างเหมือนกัน มีต่อคิวรอกันด้วยผมมองว่าเหมือนมันจะดูมีค่านะ ให้รุ่นพี่คนสำคัญๆมาผูกให้แล้วรุ่นพี่สูงๆก็จะมีประสบการณ์หลายๆอย่างที่พี่ๆปีหนึ่งอาจจะยังเข้าไม่ถึงไม่รู้แฮะ อธิบายไม่ถูก

  4. sureeporn says:

    ดีจังปาย เข้า ค่าย มา ด้วยสงสัยคง สนุก น่า ดู อิอิ

  5. ก้อน Masatha says:

    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> พอดีเสื้อตัวนั้น รุ่นน้องเค้าก็ใส่ไปหนะฮะ ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ (ดีแล้วล่ะ ประจานตนเกิน) จริง ๆ แล้วไม่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กกิจกรรมขนาดนั้นนะฮะ เทียบกับเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็ถือว่ากลาง ๆ (เคยอ่านหนังสือรับน้องของจุฬา นักกิจกรรมจริง ๆ อย่างเด็กวิศวะฅนนึง เรียน 4 ปี เข้าค่ายเกือบ 40 หน แถมจบด้วยเกรด 3 อัพด้วย อันนั้นของแท้เลยครับ) ยิ่งเทียบกับน้องชายแล้ว ประสบการณ์การทำกิจกรรมของผมแทบจะกลายเป็นเด็กทารกเลยฮะ ยังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมาก "- -ถ้าเจออย่างพี่แจง เป็นผมก็คงเซ็งโคตรเลยครับ แต่เวลาแบบนั้น มันทำให้เห็นนิสัยฅนจริง ๆ เลยนะฮะ ผมคงโชคดี ที่ส่วนใหญ่ได้เห็นด้านดีของฅนมากกว่าด้านเสีย อย่างน้อง ๆ ผมไม่ค่อยห่วงนะครับ อยู่สาธิตเกษตร แถมคุณพ่อคุณแม่พาไปทำโน่นทำนี่ ยังไงก็คงไม่ขังตัวเองอยู่ในห้องเรียนจนตายทางจิตวิทยา Scroll bar อาจจะช่วยได้จริง ๆ ฮะ ไว้มีเวลาจะลองทำดู แต่ผมเคยโดนมันหลอกตา นึกว่าจบแล้ว (แต่จริง ๆ มันยังมีอีก เพียงแต่เราลืมเลื่อนลงมาเท่านั้นเอง) ก็เลยยังดูท่าทีอยู่ ให้เห็นไปเลยว่ายาวแค่ไหน ก็ดูจริงจายดีแล้วเจอกันที่งานประจำปีเลยนะครับ (จะแวะไป ๆ )God Bless youKUS³²Sεε-Douβlε-U >>> เข้าใจสิ่งที่เราอธิบายนะ เห็นภาพ ๆ พอดีอาจจะเป็นเพราะว่า วัฒนธรรมองค์กรแต่ละที่มันต่างกันมั้ง ถ้าที่ที่ผมอยู่ การที่รุ่นพี่แก่ ๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมที่ (ว่ากันว่า) เป็นความรับผิดชอบของปีหนึ่ง เป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลกแยกน่ะฮะ (แปลว่ามีไม่กี่ฅนที่จะทำ) ความเป็นรุ่นพี่มันก็เลยไม่ป๊อปปูล่าร์เท่าไหร่ (คล้าย ๆ เป็นส่วนเกิน ทำนองนั้น) แต่ถ้ารุ่นพี่ยกมาเป็นโขยง อันนั้นคงดูขลังน่าดู บล๊อกยาวไม่ยาวนี่ ถ้าสนุกแล้วน่าติดตามซะอย่าง ไม่ค่อยมีผลนะผมว่า เพียงแต่ว่า ถ้าตัวเนื้อหามันจืด ๆ ชืด ๆ แล้วล่ะก็ ถ้าสั้นหน่อย ฅนอ่านยังพอมีกำลังใจอ่านจนจบ (ไม่งั้นจะเลิกกลางคันซะก่อน)Dear_Indy_dangerous >>> ๕๕๕ สนุกมากจ้า ขอบอก ๆ DKNYism>>> 😀 แวะเข้ามาอ่านแล้วเมนท์ให้ด้วยนี่ ขอบใจมากจ้า

  6. Pakin says:

    จุด จุ ด จุ ด

  7. Praew says:

    หวัดดีจ้า!!! ขอโทษทีนะที่แบบว่า….ใช้เวลานานมากกว่าเราจะได้เข้ามาอ่าน blog ของมษฐาน่ะ ไม่มีอะไรจะแก้ตัวอ่ะ แต่วันนี้เข้ามาอ่านแล้นน้า แล้วก็อ่าน entry อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกะเราไปด้วยเลย อยากจะบอกก้อน (เป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้ง แต่ก็จะบอกอีก) ว่า ก้อนก็เป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุดคนนึงของเราเหมือนกัน เป็นต้นแบบให้เราในหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรม การทำงาน แม้แต่เป็นต้นแบบเวลาเล่น ไม่อยากจะอธิบายอะไรมากมายเพราะเราว่าคนที่รู้จักก้อนก็คงจะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้มีดีทุกที่แหล่ะ ไม่เอาและ ชมมากเดี๋ยวเหลิง โอกาสหน้าถ้าเราว่างเมื่อไหร่ เราจะรีบแวะมาอ่าน blog ของมษฐาเลยนะป.ล.1 ถ้าไม่รู้นะ เราเป็นคนแรกของรุ่น 26 เลยมั้งที่บอกว่าก้อนหล่อ (บอกตั้งแต่ประถมนู๊น…แล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ คนแรกที่เห็นด้วยกะเรารู้สึกจะเป็นออน สภัสสรมั้ง)ป.ล.2 อ่าน entry ที่เขียนเกี่ยวกับเราแล้วพูดได้คำเดียว "ซึ้งว่ะ"ป.ล.3 ไว้เราจะเขียนถึงมษฐาบ้างใน blog เรานะ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เมื่อไหร่ ก็ให้รู้ไว้ว่าเราได้เผาท่านใน blog เราแล้ว เหอๆๆ

  8. ก้อน Masatha says:

    Eid-Pakin >>> … แพรวเองมษฐา >>> แค่แพรวเข้ามาอ่านก็ดีใจแล้วจ้า … แพรวเป็นฅนแรกจิง ๆ ด้วยล่ะที่ชมเรา (ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วก็ป้า ๆ ) ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับแพรวจ้า (พูดเป็นรอบที่ร้อยแล้วเหมือนกันมั้ง) แล้วจะรอเข้าไปอ่านนะคับ (มิน่า ช่วงนี้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s