เกร็ดเล็ก ๆ จาก San Jose

Posted: December 8, 2005 in Travel
วันเวลามันผ่านไปเร็วจริงจริ๊ง เผลอแป๊บเดียวก็ครบ 4 วันแล้วสิเนี่ย (ถึงเวลาอัพบล๊อคอีกแล้วเรอะ ยังรู้สึกว่านอนไม่พอเรยยย)
 
โชคดีที่ยังมีเรื่องค้างสต๊อคไว้นะเนี่ย จะได้ไม่ต้องเค้นสมองหาเรื่องใหม่ ๆ มาลง ช่วงนี้เป็นผลมาจากเทศกาลปลายปีรึเปล่านะ รู้สึกว่าอืด ๆ ชอบกล (จริง ๆ ก็อืดทั้งปีนั่นแหละ)
 
เรื่องที่จะเล่าวันนี้เป็นเรื่องเก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ประสบพบเจอตอนอยู่ที่นั่นฮะ ใครไปอเมริกาก็คงเจอเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน แต่ไม่รู้ เป็นงี้ทุกประเทศรึเปล่า (แต่ไม่ใช่ที่ไทยแน่นอน)
 
 
เรื่องแรก อาหาร  ครับ ไม่ได้หมายถึงคุณภาพ หรือลักษณะแต่อย่างใด มันก็อาหารฝรั่งที่เรารู้จักกันดี แต่ที่ผมประหลาดใจ+ประทับใจ+อึ้ง+ชะงัก+ตื่นเต้น+ฯลฯ คือ
 
"ปริมาณ" ครับ
 
 
คุ้น ๆ เหมือนกันว่าที่อเมริกา มีปัญหาเรื่องความอ้วนมากกว่าพี่ไทย สมัยนั้นเข้าใจว่าคงเป็นลักษณะของอาหาร ที่มีไขมันเยอะ ๆ ทานเข้าไปก็เลยอ้วน แต่พอมาเจอของจริง มันถูกแค่ครึ่งเดียวครับ จริง ๆ ตัวอาหารก็ไม่ได้มีไขมันเยอะขนาดนั้น แต่จานมัน ใหญ่จริง ๆ
 
ใครนึกไม่ออกว่าใหญ่ขนาดไหน ลองนึกถึงอาหารที่สามย่านดู ใครไปกินสเต็กสามย่านคงรู้ฮะ ว่าอิ่มเหมือนโดน "ตุ๊ยท้อง"  อาหารที่นู่นเป็นอย่างนั้น ทุ ก จา น ครับ
(ขนาดแฮมเบอร์เกอร์ ใหญ่กว่าแฮมเบอร์เกอร์ไซส์มาตรฐานของเรา แบบว่า เพิ่มรัศมีไปอีก 2-3 นิ้วเลยล่ะครับ–รัศมีนะฮะ ไม่ใช่เส้นผ่านศูนย์กลาง) ทานเสร็จต้องค่อย ๆ เดินครับ เดินเร็วเดี๋ยว reflux  แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่าสาว ๆ ที่นี่ก็ไม่ตุ้ยนุ้ยกันซะทุกฅนนะฮะ ผอมเพรียวก็เยอะทีเดียว ผมเองไปอยู่สัปดาห์เดียวน้ำหนักขึ้นมา 3 กิโลเลย
 
กลับมาเมืองไทยเลยติดต้องทานข้าว 2 จาน (รู้สึกเหมือนกระเพาะมันบานออกน่ะคับ) คาดว่าสักพักคงปรับตัวกลับมาทานจานเดียวเหมือนเดิม 
 
 

เรื่องที่สอง อากาศที่นู่น โคตร แห้ง เลยล่ะคับ วันทั้งวันนี่ตัวแห้งผาก เหงื่อไม่ออกเลย (ขนาดเดินขึ้นเดินลงเนินยังแค่เหงื่อซึมปลายจมูก) เวลาถอดเสื้อผ้าอาบน้ำนี่ แป้งลงไว้ตอนเช้ายังไม่ร่อนออกจากตัวเลย
 
กลายเป็นว่าการอาบน้ำ ไม่ใช่เพื่อทำความสะอาดอ่ะ แค่เป็นการทำให้ตัวอุ่นขึ้น
 
อยู่ที่นี่เลยไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดที่จะอาบน้ำวันละหน (เอ้า จริง ๆ )
 
พออาบน้ำเสร็จ ตัวแห้งผาก หน้าลอกเป็นขุย ๆ
 
ตอนจัดกระเป๋า เห็นคุณพ่อเอาโลชั่น กับลิปมันมายื่นให้ ไอ้เราก็ไม่ได้สนใจ ซุก ๆ ไว้ใต้กระเป๋า ตอนอยู่ที่นู่นกลายเป็นของมีค่าที่ขาดไม่ได้เลยล่ะ (ขอบคุณคุณพ่อมากนะก๊าบ ) ต้องทาหลังอาบน้ำตลอด
 
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ลงจากเครื่องบินขากลับปุ๊บ ปากที่แห้งผาก และหน้าลอกเป็นขุย ๆ
 
…หายเป็นปลิดทิ้ง….
 
 


เรื่องที่สาม ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเมืองนอกเมืองนา เวลาคุณเข้าห้องน้ำคุณไม่ล้างก้นกันรึอย่างไร ห้องน้ำที่ผมเข้า ตั้งแต่สนามบินยันโรงแรม ไม่เคยเจอที่ฉีดตูดเลยแม้แต่อันเดียว เจอแต่ทิชชู่ตลอด

 

เวลาทำความสะอาด ก็จะรู้สึกหงุดหงิด เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่สะอาดจริง ๆ (ไม่รู้ฅนอื่นเป็นอย่างนี้รึเปล่า) แล้วด้วยความที่อากาศมันแห้ง บวกกับ เวลาเช็ดก้น ผมจะต้องถูไปถูมาเพราะกลัวไม่สะอาดจริง…

 

ก็เล่นเอานวลเนื้อบาง ๆ ตรงนั้นถลอกปอกเปิก นี่ถ้าอยู่นานกว่านี้คงจะเป็นริดสีดวงเป็นแน่แท้ (หลัง ๆ แสบมาก เลยต้องใช้วิธีซับ ๆ เอาแทน)

ใครมีวิธีแก้ไขปัญหานี้ ช่วยบอกที T-T


เรื่องสุดท้าย ผมพบว่าบริการที่นี่ เอาใจลูกค้ามาก จำได้ว่าตอนนั้นไปซื้อวิตามินที่ห้างขายยา (ไม่ได้พูดเล่น ขายยาแต่ใหญ่เป็นห้างเลย) อาจารย์ที่ไปด้วยซื้อวิตามินมา แล้วได้ราคาถูกกว่าห้างข้าง ๆ (ชื่อว่า Safeway) ปรากฏว่าอาจารย์ขอแวบไปห้างข้าง ๆ เพื่อคืนวิตามินแล้วขอคืนตังค์ ด้วยเหตุผลว่า

 

"ร้านข้าง ๆ ขายถูกกว่า"

 

เล่นเอาพวกผมมองตาค้างเลย (บ้านนอกเจรง ๆ) อาจารย์เล่าว่า ถ้าเจอร้านไหนขายของเหมือน ๆ กัน ยี่ห้อเดียวกัน ราคาถูกกว่า เราสามารถเอาของนั้นไปคืนร้านที่ขายแพงกว่าแล้วขอเงินคืนได้ โอ้วพระเจ้า! บ้านเราทำไมไม่เป็นเยี่ยงนี้บ้างนะ ตั้งแต่เกิดมา เคยเจอแต่ว่า "ซื้อแล้วไม่รับคืน"

 

ช่วงนั้น พอดีเพิ่งซื้อแหวนใหม่มา (ใครยังไม่เคยเห็นเจอกันขอดูได้) แล้วเพชร (พลาสติก) ที่ประดับแหวนมันหลุดออกมา อาจารย์ก็แนะนำว่า ให้เอาไปคืนที่ร้านแล้วขอเปลี่ยนอันใหม่สิ เราก็ไม่กล้า (ชีวิตนี้เคยทำที่ไหนล่ะ) แต่เนื่องจากแรงหนุนดี สุดท้ายก็กลั้นใจ เดินไปที่ร้าน บอกว่าซื้อแหวนอันนี้จากร้านนี้เมื่อวันก่อนนะ แล้วมันพัง ขอเปลี่ยนอันใหม่ เค้าก็ไม่ว่าอะไรเลยนะ เปลี่ยนให้อย่างดี แทบจะไม่เช็คใบเสร็จเลย (เตรียมไปด้วย เผื่อเหนียว) เราก็เลยได้แหวนวงใหม่มาอย่างง่ายดาย (เหลือเชื่อใช่มะ ใครจำข่าวคราวทุบรถประท้วงบริษัทขายรถเมื่อหลายเดือนก่อนคงงง แบบว่าเรื่องพรรณนี้มีจริงด้วยเรอะเนี่ย)

 

ไม่แปลกใจแล้วล่ะ ว่าทำไมตอนทำค่ายคราวที่แล้ว ฝรั่งที่อยู่ห้องข้าง ๆ เรา พอเราทำเสียงดังนิดหน่อย ถึงกับขอตังค์ค่าห้องคืน (ตอนนั้นพักที่ KU HOME ) … วัฒนธรรมมันต่างกันจริง ๆ (เข้าทำนอง ถ้าเสียเงินแล้วต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดกลับไป ไม่ต้องอาศัยโชค+ดวงเหมือนบ้านเรา อิอิ)

 


 

อ้อ ๆ เรื่องสุดท้าย (ลืม ๆ ) ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มันจะแตกต่างจากที่เราเรียนนิดหน่อย เอาง่าย ๆ เวลาเรียนจบในแต่ละวัน คำกล่าวที่ใช้ที่ผมได้ยินบ่อยมาก ๆ ไม่ใช่ good bye รึ bye bye

แต่เป็น " Have a nice day" ไม่ก็ " Good night"

อันแรก ไม่เคยเรียนในโรงเรียนมาก่อนในชีวิต (แต่เคยฟังมาบ้างนิดหน่อยจากสื่ออื่น ๆ ) เวลาใช้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยไม่เคยใช้คำนี้เลยอ่ะ แต่อยู่ที่นู่นเป็นคำที่ใช้เกร่อมากกว่า Good bye ซะอีก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คงคล้าย ๆ คำว่า "ลาก่อน" ที่ชีวิตนี้แทบจะพูดนับครั้งได้ แต่เวลาสอนฝรึ่งให้ says good bye เป็นภาษาไทย จะนึกถึงคำนี้เป็นคำแรก) อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่เข้ากัน ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้ ถ้าใครสนใจเวลาบอกลาลองพูดว่า

 

"ขอให้มีวันที่แสนดีนะครับ" (เสียงหล่อ)

 

อาจจะแนวก็ได้นะ ผมว่า (ฮา)

 

ส่วน Good Night ความรู้สึกเรามันน่าจะใช้พูดตอนไปนอนมากกว่านะ เหมือนคำว่าราตรีสวัสดิ์ไรเงี้ย แต่อยู่ที่นู่น เลิกเรียนสี่โมงครึ่งห้าโมง ก็พูดคำนี้กันแล้ว (ตอนแรก ๆ ฟังแล้วขัดหูน่าดู) ถามผู้รู้ เค้าอธิบายว่า ถ้าวันนั้น บอกลาโดยที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ก็ใช้คำว่า Good Night ได้ 

 

ถามจริง ๆ เหอะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ย่างกรายออกจากประเทศไทย ตรูจะมีโอกาสรู้มั้ยเนี่ย (ใครมันจะมานั่งสอนเรื่องยิบย่อยแบบนี้เนอะ)

ก็เลยเรียนรู้ว่า เรื่องของภาษา ต้องไปอยู่กับฅนที่ใช้ภาษานั้นจริง ๆ แหละฮะ ถึงจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเค้าใช้คำว่าอะไร แล้วการพูดภาษาอังกฤษโดยนึกคำเป็นภาษาไทยก่อนแล้วแปลในหัวเอา เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความผิดพลาดมากทีเดียว (แต่ถ้าไม่เก๋าจริงผมว่าใคร ๆ ก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น)

 

ส่วนคำอื่น ๆ ที่ต่างออกไป สารภาพว่ายังฟังไม่ค่อยออกฮะ หูไม่ถึง


 

นี่ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ บางฅนอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่สำหรับผมแล้วมันเป็นของใหม่นะ เวลาเจออะไรทีต่างออกไปก็รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกัน ถึงโลกเราตอนนี้จะ Globalization แค่ไหน แต่ก็เทียบไม่ได้กับการที่เราได้ลงไปสัมผัสชีวิต "จริง ๆ" นะครับ

 

สำหรับทัวร์ San Jose ก็จบแค่สามภาคเท่านี้ละกัน คราวหน้าเจอกันเป็นโปรแกรมปกติแล้วจ้า

 

 

 

Advertisements
Comments
  1. Jang says:

    นี่แหล่ะที่บอกว่าประสพการณ์ชีวิตแหล่ะชอบสุดๆก็ตอนคืนของน่ะก้อน…อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนี้มากๆนะแต่ที่แตกต่างคือที่นู่นเค้าคงซื่อสัตย์กะเรื่องแบบนี้มากเลยไว้ใจไงว่าสิทธิ์ที่ลูกค้าท้วงมามันเป้นสิทธิ์ที่ควรได้จริงๆมีอยู่เหมือนกัน…คนรู้จักคนนึงไปซื้อสร้อยเพชรจากร้านมาแล้วเอาไปใส่ออกงาน เธอเก่งมากอ่ะสามารถเอาป้ายออกแล้วใส่กลับได้โดยไม่บอบช้ำ เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็เอาไปคืนบอกว่ามันไม่เข้ากะชุดที่ตัดคืนได้แฮะ…แต่ก้น่านแหล่ะ คนแบบนี้ถ้ามีมากๆร้านก็เจ๊งแน่ๆ…………….ไอ้เรื่องสายชำระ(เค้าเรียกแบบนี้ในเวอร์ชั่นคุณนายนะ..น้องเอ๋ย) รำคาญใจเหมือนกันแต่เนื่องด้วยไปไหนพี่จะเป็นคุณนายสะอาดเพราะฉะนั้นจะมีกระดาษเย็น และน้ำขวดเล็กๆเวลาเดินทาง…ไม่ต้องบอกนะว่าเอาไปทำไร เวลาอยู่ที่โรงแรมก็ค่อยยังชั่วหน่อย ก็หาวิธีทำความสะอาดตามความสามารถเฉพาะตัวกันล่ะค่ะ ชอบที่ญี่ปุ่นสุดๆละเรื่องห้องน้ำนี่น่ะ แบบเข้าไปอิฉันทำธุระอย่างเดียว นอกนั้นมันทำให้เกือบหมด ตั้งแต่เปิดฝาชักโครก ยันชำระ แค่กดให้ถูกปุ่มแระกาน…5555ทริกเล็กๆนะก่อนเข้าห้องน้ำถ้าไม่เตรียมกระดาษเย็นไป ตรงด้านในห้องน้ำจะมีกระดาษเช็ดมือเป็นแผ่นใหญ่ๆ เอามาชุบน้ำไว้พอชุ่มๆก่อนสักสองแผ่น ก่อนเข้าห้องน้ำเราจะมีกระดาษชุบน้ำไว้เช็ดอีกที คราวเน้.."เนื้อนวล"ของเธอจะได้ไม่ระคาย…วันหลังเตรียมไปเลยกระดาษเย็นเป็นแพคเล็กๆ พี่ใช้ของที่เช็ดก้นเด็กอ่ะ ใช้ได้เหมือนกันแพงกว่านิดแต่รับรองเรื่องความระคายเคืองว่าไม่มี เจลฆ่าเชื้อขวดเล็กๆ แบบถ้าไม่มีน้ำล้างมือเอากระดาษเย็นเช็ดก่อนตามด้วยเจล ทำให้สบายใจขึ้นเวลาหยิบจับอะไรต่อไป……………..เรื่องภาษาก็อย่างว่านะ ไม่ได้ใช้กันบ่อยๆคงจะคล่องไม่เท่าคนที่ใช้ประจำหรอกน้องสาวบอกว่าถึงขั้นฝันเป็นภาษาอังกฤษ จะมั่นใจได้เลยว่าใช้ได้คล่องแระ มะเคยฝันเป็นภาษาอังกฤษเลยอ่ะขนาดฝันว่าเจอแบทแมน มานยังพูดเป็นภาษาไทยในฝันเรย…แสดงว่ายังไม่เข้าขั้น…………… แป้นคีย์บอร์ดก็เช็ดนะจ๊ะ อันนั้นน่ะเป็นประจำเลยอ่ะเช็ดจนตัวหนังสือมันหายแล้วกินส้มทั้งลูกอ่ะ…ต้องดูว่าส้มไร ถ้าลูกเล็กจิ๋วๆที่ไม่มีเม็ดอ่ะพอไหวแต่ส้มเช้ง ส้มเขียวหวาน ขอบายอ่ะก้อน……………เธอมีเรื่องให้ต้องชำระหัวใจกะใครด้วยเหรอ….แนะนำไม่ได้ต้องรู้ที่มาที่ไปก่อน…อิอิ(แนะนำใครๆได้นะ พอผงเข้าตาพี่ กว่าจะแก้ได้ก้เสียน้ำตาไปเยอะเหมือนกันถ้าอีกฝ่ายมองจากมุมที่ตัวเองยืนอย่างเดียว มันก็ไร้ประโยชน์นะ)ชำระไม่ยากหรอก จริงๆก็คล้ายการหาข้อบกพร่องของตัวเองว่าตอนนี้เราทำตัวแย่ๆตรงไหนบ้าง คนที่เรารักมีปัญหาอะไรบ้างที่เราไม่พอใจเค้าอย่าคิดแต่ช่างเถอะๆๆอย่างเดียวคอยบอกกันว่าตอนนี้ฉันแย่ตรงไหนเธอเปลี่ยนไปตรงไหน แล้วมาคุยกัน อย่าปล่อยให้คาใจถึงต้องถามว่า…เธอมีอะไรในหัวใจที่ต้องชำระ..ชำระกะใครล่ะ ก็เพิ่งบอกว่ายังโสดไม่ช่ายเรอะ5555555

  2. แองเจิ้ณ says:

    อืมมม ไม่เคยรู้เลยจิงๆอ่ะว่ามันคืนของได้ด้วยกำลังจะแนะนำเรื่องทีเช็ดก้นให้พี่ก้อนเหมือนกันว่าผู้หญิงเค้ามีวิธียังไง แต่ว่าน้าแจงบอกให้แล้ว^^อันนี้มีเรื่องที่รู้สึกเหมือนกันคือเรื่องอาหารที่มันแสนจะอภิหาศาล- -"พอพี่ก้อนพูดถึงแล้วจะอ้วกเอาให้ได้มันช่างมโหฬารเหลือเกิน ตอนที่ไปมาก้อน้ำหนักขึ้นเหมือนกันค่ะ555+อืมมมใช่!! ซัมเมอร์คราวก่อนแตงไทยไปนิวซีแลนด์มายังบ่นว่าด้วนขึ้นตั้ง!!!!!!!!>>>"1 กิโล- -""เหอๆๆสู้เจิ้ณก้อไม่ได้ขนาดไม่ได้ไปไหนยัง…เหอๆไปละๆ Hv a nice dayค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s