นิเทดน่ารัก

Posted: January 17, 2006 in Nitade and Entertainment

น้องชายผมอยู่นิเทศ จุฬาฯ ครับ

 

แต่ก่อนนี้ สำหรับผมแล้ว เด็กนิเทด ค่อนข้างจะเป็นผู้ฅนที่อยู่ในโลกฅนละมิติกับเด็กสายวิทยาศาสตร์อย่างผมนะ  วัน ๆ หนึ่งเด็กสายนี้ต้องเรียนอะไร ต้องทำอะไร พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย

 

แต่การที่น้องชายของผมอยู่ที่คณะนี้ก็ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้จักผู้ฅนในแวดวงนี้ รวมไปถึงได้เรียนรู้ ค่านิยม แนวคิด แล้วก็ลักษณะร่วมต่าง ๆ

 

 ผมค่อนข้างประทับใจในความเป็นนิเทศศาสตร์มากนะ   (โอเคว่าลักษณะหลาย ๆอย่างอาจจะเป็นลักษณะร่วมของเด็กจุฬาฯ แต่ผมไม่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กจุฬาฯคณะอื่นเท่าไหร่ ก็เลยไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร)

 

นอกเหนือจากที่คณะนี้สาว ๆ ตรึม สาว ๆ หน้าตาดี มนุษยสัมพันธ์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ๆ (เวลาแวะไปหาน้องชายทีไรก็จะมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ นิเทดเข้ามาทักทายเสมอ ๆ )  แม้กระทั่งรุ่นน้องผู้ชายที่พอรู้ว่าผมเป็นพี่ชายของโอก็จะยกมือไหว้ทุกครั้งทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่รุ่นพี่ด้วย

 

แต่ทั้งหมดนี่ผมยังไม่ได้ประทับใจจริง ๆ จัง ๆ นะ เพราะรู้สึกว่าคุณลักษณะเหล่านี้ สำหรับคณะที่วัฒนธรรมองค์กรแข็งแรง รุ่นพี่อบรมรุ่นน้องมาดี คงจะหาได้ไม่ยาก

 

แต่สิ่งที่ผมประทับใจเอามาก ๆ ก็คือ ผมไม่เคยคิดว่าไอเดีย แนวคิด หรือค่านิยมของผมบางอย่าง ซึ่งแตกต่างไปจากคณะที่ผมอยู่ จะมาพ้องต้องกันกับคณะที่ผมเคยเชื่อว่าอยู่กันฅนละขั้วอย่างนิเทด

.

.

.

 

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากฅนอื่น ๆ ในสังคมไหมครับ?

เคยคิดไหมว่า เราเป็นฅนประหลาดรึเปล่า เป็นฅนเพี้ยน พิลึก หรือว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ที่มีความเชื่อ มีความคิด มีการกระทำ ที่แตกต่างไปจากฅนในสังคมเดียวกันอย่างสิ้นเชิงไหม?

 

ถ้าไม่เคย ผมก็ดีใจด้วยนะ เพราะผมเชื่อว่าคุณคงใช้ชีวิตในสังคมที่คุณอยู่ได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าเคย ผมก็อยากจะบอกว่า บางทีแล้ว คุณอาจจะไม่ได้ผิดปกติอะไรเลยก็ได้ เป็นฅนธรรมดา ๆ ที่ปกติดีทุกอย่างฅนหนึ่ง

 

ผมมีเรื่องสามเรื่องจะเล่าให้ฟัง

 

 

เรื่องแรก ผมและน้องชาย เคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของคณะครับ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจจนต้องเอามาโอ้อวดแต่อย่างใด เพราะประชากรผู้ชายที่พอทำยาได้ของทั้งคณะผมและน้องผมมีน้อยยิ่ง)  ประเด็นก็คือว่า วันเชียร์กีฬาเฟรชชี่วันสุดท้ายที่น้องผมออกไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ผมมีโอกาสได้เข้าไปดูด้วย

 

ถ้าใครที่เคยเข้าไปชมสักครั้งคงจะพอนึกภาพออกว่า หลังจากที่แข่งขันกันเสร็จสิ้นหมดแล้ว รุ่นพี่ ๆ ที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์ จะมาเต้นเชียร์เพลงประจำคณะร่วมกับน้อง ๆ ปีหนึ่ง ซึ่งสำหรับฅนดูแล้วมันเป็นภาพที่อลังการมากเวลาเราเห็นเชียร์ลีดเดอร์ร่วม 20-30 ฅน ตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี 4 เต้นพร้อม ๆ กันต่อหน้าแสตนด์

 

 

วันนั้นผมดูแล้วน้ำตาซึมเลยละครับ

 

 

การที่รุ่นพี่เชียร์ลีดเดอร์ออกไปเต้นเพลงประจำคณะพร้อม ๆ กับรุ่นน้องนี่เป็นความฝันของผมตั้งแต่ขึ้นปี 2 เลย ก่อนที่จะได้มีโอกาสมาดูน้องผมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ผมเคยคิดอยู่หลายหนว่า ถ้าได้เต้นเพลงประจำคณะร่วมกับน้อง ๆ ที่เราสอนมากับมือ ต่อหน้าแสตนด์เชียร์ คงจะเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมน่าดู แต่สำหรับมหิดลแล้ว เราไม่มีวัฒนธรรมเช่นนั้นมาก่อนครับ และผมก็เคยคิดว่า การที่รุ่นพี่จะมาเต้นร่วมกับรุ่นน้องคงเป็นเพียงความคิดบ้า ๆ ที่ไม่มีจริงในโลกนี้ (จะมีก็เพิ่งสองปีที่ผ่านมานี่แหละครับ ที่รุ่นพี่คณะเภสัชเริ่มลงมาเต้นเพลงประจำคณะร่วมกับน้อง ๆ แต่สำหรับคณะผมแล้ว อย่าว่าแต่ลงไปเต้นร่วมกันเลย แค่รุ่นพี่ที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์เกินปีสองขึ้นไปที่ไปดูน้อง ๆ ในวันเชียร์จริงยังหาได้ยากเต็มทน เพราะฉะนั้นความฝันของผมคงเป็นได้แค่ความฝันต่อไป)

 

 เวลาผมมาเจอเชียร์ลีดเดอร์ของนิเทดแบบนี้เข้า ก็ทำให้เรารู้ว่า ไอเดียที่รุ่นพี่จะลงมาเต้นเพลงคณะที่เราภาคภูมิใจพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่สิ่งที่ผมเพ้อไปเองฅนเดียว แต่มีฅนที่คิดเหมือน ๆ กัน และทำได้จริงให้เห็นแล้ว

 


 

เรื่องที่สอง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมแวะไปหาน้องที่นิเทด พอดีวันนั้นที่นั่นจัดงาน จ๊ะเอ๋ลูกนก ซึ่งเป็นงานแข่งกีฬาระหว่างเด็กปีหนึ่งของ นิเทดจุฬา กับวารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานของปีหนึ่งก็ตาม แต่เราจะพบว่า รุ่นพี่ทั้งของนิเทด และของธรรมศาสตร์ มาร่วมงานนี้เต็มพรึ่ดไปหมด

 

แถมงานเลิกแล้ว พี่ ๆ ยังอยู่จนน้อง ๆ เก็บของเสร็จแล้วถึงจะกลับบ้านกันด้วย ตอนจบงานผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับเพื่อนของโอเจ้าตัวก็ยังบอกเลยว่า ปีนี้รุ่นพี่มาน้อยนะเนี่ย

 

งานกีฬาของคณะเดียวกันแต่ต่างมหาลัยแบบนี้ผมก็มีเหมือนกันนะครับ ของคณะผมเองจัดที่ศาลายา แข่งกับจุฬา แต่มันเป็นงานของปีหนึ่งจริง ๆ ก็คือว่า ปีหนึ่งจัดกันเอง ทำกันเอง สนุกกันเอง ดูกันเอง ไม่มีรุ่นพี่ของคณะผมเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่จุฬารุ่นพี่จะมากันแม้จะอยู่ปีสามปีสี่แล้ว (ขนาดจัดที่ศาลายาก็ยังขนกันไปเลย) แล้วไม่ใช่แค่มานั่งดูเฉย ๆ ด้วยนะครับ ช่วงที่แข่งกีฬา รุ่นพี่ก็จะออกมานำสันทนาการกันให้สนุกสนานครึกครื้นยิ่งนัก 

 

ผมเองตอนอยู่ปีหนึ่ง เห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกว่าเวลาตัวเองเป็นรุ่นพี่ก็อยากจะกลับมาดูน้อง ๆ แบบนั้นบ้าง อยากให้มีรุ่นพี่มาสนุกสนานเฮฮากับรุ่นน้องคณะเราเช่นนั้นเหมือนกัน ปีถัด ๆ มาเวลามีงานก็ถ่อไปถึงศาลายาไปแจมงานกับน้อง ๆ

 

แต่ก็ฝืนไปได้แค่ปีสอง พอปีสามแวบไปดูนิดเดียวก็กลับ

 

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นน่ะเหรอ?

 

เอาเป็นว่าใครไปถึงแล้วพบว่าตัวเองเป็นรุ่นพี่อยู่ฅนเดียวที่ไป ในขณะที่ฅนอื่น ๆ เป็นเด็กปีหนึ่งหมด ก็คงไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี เด็กคณะผมฅนอื่น ๆ ไม่มีใครไปก็ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ‘มึงไม่ได้เป็นปีหนึ่งมึงจะไปทำไม?’

 

ซึ่งผมก็พอเข้าใจนะว่าสำหรับคณะที่แบ่งแยกกิจกรรมแต่ละชั้นปีค่อนข้างจะเด็ดขาด (แปลว่าปีใครปีมัน ปือื่นไม่เกี่ยว) คงจะนึกภาพไม่ออกว่าในเมื่อมันเป็นงานของปีหนึ่ง แล้วปีอื่น ๆ จะไปยุ่มย่ามทำไม

 

แน่นอนว่าพอผมเจอนิเทดที่แม้กระทั่งจัดงานที่ธรรมศาสตร์รังสิตก็ขนกันไป หรือเด็กวารสารที่จัดงานที่จุฬาก็ยังขนฅนมาดูแล้วอยู่ดึก ๆ ดื่น ๆ จนกระทั่งงานเลิก ก็อดรู้สึกประทับใจไม่น้อย  แล้วก็คิดว่า สำหรับเด็กคณะนี้แล้ว เวลาเพื่อน ๆ ชักชวนกันไปดูงานที่รุ่นน้องจัด ก็คงไม่มีใคร(ดัน)ฉุกใจคิดขึ้นมาหรอกว่า

 

‘งานของน้องเค้า มึงจะไปทำไม?’

 


 

เรื่องสุดท้าย เรื่องเล็ก ๆ แต่อยากพูดถึง

 

 ช่วงนี้ผมเริ่มไว้เคราอีกรอบ (ฅนบางฅนคงเคยเห็นแล้ว) 

 

ตอนที่อยู่คณะวิทย์ก็ไม่เป็นปัญหาอันใดหรอกครับ ไม่มีใครสนใจ ไม่เหมือนเวลาข้ามฝั่งไปโรงพยาบาลรามาฯ ที่แม้ผมจะไม่ได้สังกัดคณะในรามาก็ยังโดนเรียกไปคุย (แถมขู่จะตัดแต้มอีกด้วยแน่ะ ทั้ง ๆ ที่ตรูอยู่คณะวิทย์นะเนี่ย) ตอนแรกผมก็ชินแล้วนะกับการที่ตนเองดูแปลกประหลาดจากฅนอื่นที่ไม่ได้ไว้เครากัน ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

 

แต่พอวันงานจ๊ะเอ๋ลูกนกที่นิเทด โหย ไปถึงประทับใจมาก ๆ เพราะพบว่าเด็กนิเทดปีหนึ่งก็มีฅนไว้เคราทรงเดียวกับผมเดี๊ยะเลย (น้องปีโป้) แถมยังดกดำกว่าอีกด้วย ซึ่งดูก็รู้ว่าน้องเค้าเป็นแฟชั่นแน่นอน ไม่ได้ไว้เพราะนับถือศาสนาใด ๆ ทั้งนั้น

 

เท่านั้นยังไม่พอ ตอนเลิก เดินไปกินต้มเลือดหมู ก็สวนกับพี่เต๋อ (นิเทด 37, พระเอกละครนิเทด) ก็ไว้หนวดกับเคราตรงคางจนดำปี๋ ก็ทำให้รู้สึกว่า เออนะ อยู่ที่คณะวิทย์ผมอาจจะดูต่างจากฅนอื่น ๆ แต่ถ้ามาเดินแถว ๆ นิเทดแล้ว เคราของผมนอกจากจะเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว เผลอ ๆ ก็อาจจะดู ‘แนว’ ด้วยซ้ำปาย คงไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดชนิดคอขาดบาดตาย ต้องหาทางตัดแต้มให้ได้เป็นแน่แท้


 

โดยรวมแล้วนี่ก็เป็นความประทับใจเวลาแวะมานิเทดนะฮะ บางทีเวลาเราเซ็ง ๆ กับชีวิตว่า เฮ้ย เรามันผิดปกติรึเปล่าหว่า ที่คิดที่เชื่อ หรือที่ทำอะไรแตกต่างจากฅนอื่น ๆ ในสังคม (เคยคิดอย่างนี้อยู่หลายปี จนน้องชายเข้านิเทดนี่ล่ะ)

 

พอมาเจอแบบนี้เข้า ก็รู้สึกดีขึ้น แล้วก็เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วแวดวงสังคมที่เราอยู่ ไม่ได้เป็นตัวแทนของสังคมจริง ๆ ทั้งหมด บางทีเราอยู่แล้วอาจจะดูแปลกในที่ที่หนึ่ง แต่พอไปอยู่อีกที่หนึ่ง เราอาจจะเป็นฅนธรรมดา ๆ สิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราทำ อาจจะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำกันก็เป็นได้ อย่างน้อย เวลาผมเอากรอบของนิเทดเข้าจับ ก็ช่วยให้ผมรู้สึกว่า ผมก็เป็นฅนธรรมดา ๆ เหมือน ๆ ฅนอื่นละ(วะ)

 

ก็อยากขอบคุณที่น้องชายผมเข้านิเทดนะฮะ นอกจากจะเปิดโลกอีกด้านให้ผมได้เห็นแล้ว ยังช่วยยืนยันอีกด้วยว่า ตัวตนของเราบางทีก็ไม่ได้อยู่ในที่ที่เดียว แต่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ

.

.

.

แล้วจะหาโอกาสไปเยี่ยมน้องชายที่นิเทดอีก…. นะ

Advertisements
Comments
  1. c e r e a l says:

    . . . ดี ใ จ ที่ รู้ ว่ า มี ค น ช อ บ ที่ นี่ . . .. . . ดี ใ จ ที่ ค น ที่ ช อ บ ที่ นี่ . . ม า ที่ นี่ บ่ อ ย ๆ . . . . . น้ อ ง ช า ย ไ ม่ อ ยู่ ใ ต้ ถุ น . . ก็ ม า เ ถ อ ะ ค่ ะ . . อิ อิ . .

  2. Jang says:

    พี่ว่านะ… บางทีเราอาจเกิดไปอยู่ผิดที่ผิดทางก็เป็นไปได้.. บางทีก้อนน่าจะไปอยู่นิเทศมากกว่ารามา..ก็เป็นได้ ก็อ่ะนะ..พระเจ้าชอบมีไรแปลกๆกะชีวิตเราเรื่อยแหล่ะ………………. เพิ่งรู้สึกตัวว่าแปลกก็ตอนลูกมาเข้าสาธิตนี่แหล่ะ รู้สึกว่าทุกอย่างที่เป็นเรา ดูจะเข้ากะสังคมสาธิตไม่ได้เอาเสียเลย ไม่ว่าเรื่องเรียนของลูก เรื่องสังคมพ่อแม่ หรือความเป็นสาธิตเอง ไม่คิดว่าเราแปลกเพราะสังคมที่เราจากมา เค้าคงชาชินกะเราแต่ที่นี่ไม่.. ทำให้หลายๆครั้งต้องกลับมาทบทวนและมองอะไรไปหลายๆทาง ทางที่เราไม่เคยยืนเช่น เอาเรื่องที่โดนบ่อยๆนะ การแต่งตัว ก้อนจะเห็นพี่"บ้าบอ" เวลาไปโบสถ์ (หลังๆอาจเพลาๆลงหน่อย)นั่นแหล่ะ สำหรับสังคมที่นั่นจะถูกทักตั้งแต่หน้าประตู จากยามไปเรื่อยๆจนถึงอาจารย์ หนักสุดจะเป็นเด็ก ทำไมน้าแจงแต่งตัวแปลกๆ อันนี้เจอบ่อย (แต่หมาน้อยก็จะบอกเพื่อนๆตลอดว่าแม่ชั้นก็แต่งอย่างนี้แหล่ะ.ชินซะระ)เรามานั่งคิดว่า มันแปลกนักเหรอ(วะ) แล้วอีกร้อยแปดพันเก้าจน…เลิกคิดเพราะหนึ่งชอบที่เป็นอยู่ อยากจะเป็นแบบนี้สอง คิดว่ารับมือกะอาจารย์ สายตาของคนที่นั่น ไหวสาม ไม่อยากไปเป็นแบบคนอื่น แม้มันจะดูเป็นผู้เป็นคน ในสายตาของคนส่วนใหญ่ก็เหอะ คิดว่ามันคงไม่ได้มีมาตรฐานเดียวเอาไว้วัดโลกทั้งโลกหรอกสี่..สุดท้ายที่สำคัญ ลูกรักที่นี่ และเค้าปรับตัวเข้ากะที่นี่ได้เหมือนๆที่เราอยากให้เค้าทำได้สมัยเรียน ตอนเดินไปเพาะช่าง พี่ก็ไม่แตกต่างแถมยังดูเรียบร้อยซะอีกแหน่ะกลับมาอยู่กะเพื่อนพยาบาล พี่ก็ไม่เห็นใครจะมาทำให้รู้สึกว่าเราแตกต่างจากเค้าเลยรู้ว่าเค้าไม่ได้มองเราจาก"ภายนอก" แต่ยอมเราเราจาก"ข้างใน"อันนี้สำคัญ..เลยเป็นอย่างที่เราอยากเป็นดีกว่าและเลิกคิด………………..ให้ไว้เคราเพราะอยากไว้เองนะ (อย่าไว้เพื่อแตกต่างจากสังคมหรือประชดประชัน สะใจอะไรประมาณนั้น)พี่แน่ใจว่าก้อนเป็นตัวของตัวเองและรู้จักตัวเองดีมากพอว่ากำลังทำอะไรและรู้ไว้ว่า มีอีกหลายต่อหลายคนที่มองก้อน จาก"ตัวตนข้างใน"……………มีความสุขกะการเป็นตัวของตัวเองนะ..อาราก้อน

  3. May-ya says:

    +++ มันเปนความรู้สึกที่ดีจิงๆนะ เวลาได้เต้นไปกะหลีดรุ่นน้องอะ จิงๆขนาดเราแค่สอนท่าน้อง แล้วพอเห็นน้องเค้าเต้นจิงๆ เรายังปลื้มเลย 5555 แบบว่าซึ้งมากๆอะ ประมาณว่าน้องที่เราสอนท่าให้ จับต่อตัวให้อะ เค้าทำได้แล้ว !!! รู้สึกดีจิงๆแหละ

  4. แองเจิ้ณ says:

    นิเทศเป็นคณะที่เคยใฝ่ฝันอยากจะเข้า…แต่ยังคงเป็นสายงานที่ใฝ่ฝันอยากจะทำอยู่…โลกมันกลมนี่นา…เปลี่ยนมุมแค่หนึ่งองศาก็เจออะไรที่เปลี่ยนไปแล้ว360องศา…มากมายพอที่จะพบเจอกับสิ่งที่เป็นตัวเราอ้อ!ยังมีมุม360องศาบน-ล่างอีกนะมีความสุขที่จะไปที่นั่น พบเจอสิ่งที่เป็นตัวเราที่นั่น ก้อไปบ่อยๆซิคะ^^

  5. Jang says:

    มารอบสองก็ไม่ใส่ตัวเลื่อน รู้สึกบลอคพี่ยาวใช่ป่ะ..อันเดิมๆก็ประมาณนี้แหล่ะเพียงแค่ใส่ตัวเลื่อนก็ทำให้รู้สึกเนื่อหาน้อยบังคับกันทางจิตวิทยา..^_^"""""""ขอบคุณที่อ่านจบ เรื่องรถน่ะ..หนุ่มๆบ้านพี่คงยอมนั่งเพราะดีกว่าใส่ชุดแฟนซีที่พี่คิดไว้…เค้าบอกงั้นนะนั่งรถที่เพนท์มันแต๋วตรงไหนคร้าคุณมษฐา รถประกวดนะเธอ เรื่องหูฉลาม ถ้าก้อนมีเงินมากพอ ก้อนจะซื้อกิน…พี่เข้าใจถูกใช่ป่ะเรื่องที่รู้สึกว่าเราเป็นตัวประหลาดหน่ะ..ไม่เลยล่ะถ้าเริ่มรู้สึกอย่างนั้นพี่ว่าเราไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำแล้วล่ะถ้ายังรู้สึกเป็นแบบนี้แล้วยังใช้ชีวิตได้ในสังคมปกติ พี่ว่าพี่ก็โอเคนะอย่างที่ก้อนบอก คงมีสักที่ที่มีคนที่เหมือนเราบ้างแหล่ะ…………….ถึงบอกว่าให้มีความสุขกะการเป็นตัวของตัวเอง ถ้ามันใช่ในแบบของเรากระแสปาก กระแสคนก็ไม่มีผลแต่อย่างใดพี่โจ้ฝากบอกว่า..มีความสามารถเชิงศิลป์หลายอย่างที่เห็นได้จากงานเขียนของก้อนอย่าทิ้งมันและทำไปเรื่อยๆ บางทีก้อนอาจจะสามารถเป็นได้หลายๆอย่างในขณะที่ต้องทำหน้าที่ของตนอยู่…แค่นี้แหล่ะ…ฝากมาเมนท์แล้วจะหน้าตาดีขึ้นมะ..หมดเขตยัง…

  6. Ploi says:

    แหมพี่ก้อน เล่นชมกันหยั่งงี้เขินหมด 55555555555วันหลังมาคณะใหม่นะ

  7. ก้อน Masatha says:

    cereal_t22 >>> อา… ไปนิเทดไม่ไปหาโอแล้วจะให้ไปหาใครละจ๊ะ อุอุ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> ให้ผมไปอยู่นิเทดจริง ๆ ก็ไม่ไหวหรอกครับ บางอย่างคิดตรงกันก็จริง ๆ แต่บางอย่างก็สุดขั้วตรงข้ามกันเลย (เห็นตัวอย่างน้องชายแล้วคงใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ไหว)สำหรับผมแล้ว คุณ TwinB ก็ไม่ได้แต่งตัวผิดประหลาดอะไรมากมายนี่ฮะ ไม่ได้ทำอาชีพที่ต้องแต่งตัวเรียบหรูดูดีสักหน่อยนี่นะ ผมว่าฅนเราที่ไม่ได้รู้จักหรือสนิทกัน ก็จะมองแค่ภายนอกนะฮะ แต่ถ้ารู้จักกันมาก ๆ สนิทกันมาก ๆ ก็จะมองที่ภายในเอง ในสังคมสาธิต คุณ TwinB อาจจะไม่ได้เข้าไปสนิทสนมสุด ๆ แบบตอนเพาะช่างหรือพยาบาลก็เป็นได้ เรื่องตัวของตัวเอง กับเรื่องเครา รอคราวหน้าฮะ อยู่ในหัวพร้อมแล้ว รอแค่เขียนลงมาเท่านั้นเอง (อิอิ)SailorMay_>>> เป็นความรู้สึกที่ดีจริง ๆ ด้วยแหละ (ว่าแต่ว่าอยากเห็นเราเต้นเหมือนกันว่ะ ไม่เคยเรยยยย)angel_hipz >>> โชคชะตามักเล่นตลกเสมอ เราอาจจะได้ไปเรียนในคณะนี้ก็ได้นะเ้อ้อ ไปนิเทดก็ไม่ได้มีความสุขตลอดเวลาหรอกครับ บางทีก็เศร้าที่ ‘ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ’ เวลาเห็นน้อง ๆ ทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างกันpLoi_>>> เดี๋ยว ๆ ไม่ได้ชมเรานา (จะเขินไปทำไม) เข้าสเปซเราไม่ได้ด้วยว้อย เจอกันคราวหน้ายิงเมล์มาด่วย (หรือ add พี่ก็ได้ที่ masatha@hotmail.com)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s