เคยใช้บัตร BTS แบบ 30 วันไหมครับ?
 
ตอนนี้ผมใช้บัตร BTS ของนิสิตนักศึกษา ซึ่งมันจะถูกมากกว่าบัตรแบบของบุคคลธรรมดา แล้วก็ราคาต่อเที่ยวเมื่อเทียบกับระยะทางแล้วจะประหยัดกว่าซื้อเป็นครั้ง ๆ มาก
 
 
เงื่อนไขของบัตรนี่ง่ายมากครับ ตอนที่ไปซื้อต้องแสดงบัตรประชาชน (เพื่อยืนยันว่าอายุไม่เกิน 23 ปี) แล้วก็บัตรนักศึกษา (เพื่อยืนยันว่ายังเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาอยู่)
 
 
บัตรนี้เมื่อได้มาก็จะหักราคาออกไปเรื่อย ๆ เป็นครั้ง ๆ  (ของผมจะหักครั้งละ 14 บาท/เที่ยว) โดยไม่ขึ้นกับระยะทาง (แปลว่า ยิ่งเดินทางไกลมากก็ยิ่งได้กำไร) แต่พอครบ 30 วันปุ๊บ บัตรก็จะใช้ไม่ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะยังมีเงินเหลืออยู่ในนั้นหรือไม่
 
 
แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่ครับ การซื้อบัตร เราไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนหรือบัตรนิสิตนักศึกษาแต่อย่างใด สามารถซื้อได้เลย
 
 
อ้าว แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าฅนซื้อเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา ไม่ใช่บุคคลธรรมดา?
 
 
คืออย่างนี้ครับ ตอนซื้อเราไม่ต้องแสดงบัตรก็จริง แต่เวลาที่เจ้าหน้าที่ขอให้เราแสดงบัตรเมื่อใดก็ตาม (ส่วนมากจะที่ปลายสถานี) เราก็ต้องสามารถแสดงบัตรให้ดูได้เลย ซึ่งผมเองก็เคยโดนของตรวจบัตรบ่อย ๆ (พอเข้าใจว่าหน้าตาไม่เหมือนนักศึกษา) ทางรถไฟฟ้าก็ชี้แจงว่า เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เวลาซื้อบัตรจะได้ไม่ต้องพกบัตรประชาชนหรือบัตรนิสิตนักศึกษามาให้ยุ่งยาก
 
 
ผมเองฟังแล้วก็งงว่ามันสะดวกกว่าตรงไหน ในเมื่อแบบแรก เราแค่เอาบัตรมาตอนที่จะซื้อ แต่แบบที่สอง เราต้องพกบัตรประชาชนกับบัตรนักศึกษาตลอดเวลาเลยนะเฟร้ย (เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตรวจตอนไหน) ความเห็นผม มันน่าจะยุ่งยากกว่าด้วยซ้ำ
 
 
แต่จริง ๆ แล้วเรื่องทุกเรื่องมีเหตุผลเบื้องหลังของมันครับ

 

 


 
 
สมมติว่า เราย้อนกลับไปตอนที่ใช้กฎเก่ากันอยู่ (คือตอนซื้อต้องแสดงบัตรประชาชนกับบัตรนิสิตนักศึกษา) สมมติว่าผมเองอายุเกิน 23 ปีแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าผมไม่สามารถซื้อบัตร BTS สำหรับนักเรียนนิสิตนักศึกษาได้
 
ผมทำอย่างนี้ครับ
 
ผมให้ฅนรู้จัก อาจะเป็นน้องชาย เป็นญาติ หรือใครก็ตาม ที่ยังเป็นนักเรียนอยู่ ไปซื้อบัตร BTS ราคานักเรียนมา แล้วก็เอามาให้ผมใช้ เท่ากับว่า ผมสามารถใช้บัตรที่มีราคาถูกกว่า เป็น 100 บาทได้ ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นบุคคลธรรมดา
 
 
คุณอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ สิ่งที่ผมทำมันผิดนี่หว่า
 
 
ผมก็จะเถียงกลับได้ครับ ว่าผมไม่ได้ทำผิดกฎข้อไหนเลย กฎเกณฑ์มีอยู่ว่า ตอนที่ซื้อคุณต้องแสดงตัวว่าเป็นนิสิตนักศึกษาเท่านั้นก็พอ แต่ไม่ได้มีกฎอันไหนห้ามเลยว่า บัตรที่คุณซื้อ จะเอาไปให้ฅนอื่นใช้ไม่ได้
 
 
ถ้ามีการฟ้องร้องกล่าวหากันเกิดขึ้น ผมบอกได้เลยว่าผมไม่มีทางแพ้คดี เพราะสิ่งที่ผมทำ ไม่ได้ผิดกฎข้อไหนเลย
 
 
พอนึกออกรึยังครับว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนกฎใหม่?
 


 
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ฅนจะอ้างกฎหมายมาตัดสินความชอบธรรมของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้ว กฎหมายทุกตัว มันก็จะมีช่องโหว่ที่ให้ฅน "ฉลาด ๆ" ลดเลี้ยวเอามาสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้เสมอ ๆ  แล้วเรื่องบางเรื่องมันก็สลับซับซ้อน ยากที่จะดูออกว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้องหรือไม่ ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนเรื่องบัตร BTS ทุกเรื่อง
 
 
หลาย ๆ ฅนอาจจะเคยได้ยินประโยคทำนองนี้เช่น 
 
นายก. อาจจะพูดว่า "สิ่งที่ผมทำมันผิดตรงไหน ผมทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยทุกอย่าง ฅนบางฅนต่างหากที่ไม่ยอมรักษากติกา"
 
 
หรืออาจจะมีฅนพูดว่า "คุณจะมาว่าคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ทำผิดได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ เพราะงั้นสิ่งที่พวกผมตัดสินใจ มันไม่ได้ขัดกับกฎหมายข้อใดเลย"
 
 
ต่อจากนี้ไป เวลาได้ยินประโยคแบบนี้ ลองนึกถึงเรื่องบัตร BTS ให้แม่น ๆ ดูนะครับ
แล้วลองตัดสินใจเอาเอง ว่าคุณจะเลือกฟังใคร
 
 
เสียงของกฎหมาย…
 
หรือเสียงของความชอบธรรมในใจคุณเอง… 
 
 
 
 
ปล. ผมทำนายว่า ในอนาคต กฎที่ตั้งขึ้น อาจจะต้องมีการบัญญัติ "เจตนารมณ์" ของการเขียนกฎนั้นไว้เป็นเชิงอรรถต่อท้าย เพื่อไม่ให้มีการตีความเข้าข้างตัวเอง…ก็เป็นได้นะฮะ

About these ads
Comments
  1. Chayanin says:

    ตอนที่เห็นชื่อเอนทรี่นี้ นึกว่าพี่ก้อนโดนบัตรบีทีเอสโกงซะอีก
     
    ที่แท้ โยงมาเรื่องนี้นี่เอง
     

  2. gibt says:

    It’s good to read this block. I am the one who totally agree that we should do what the meaning inside the law , not follow through just the words. There are also the quote that "If everyone has moral, law is unnecessary." I absolutely agree too.

  3. c e r e a l says:

    เ ลื อ ก ฟั ง . . " เ สี ย ง ข อ ง หั ว ใ จ " . . ไ ด้ ป้ า ?
     
    แ ป่ ว ว ว ว ว ว   ! ! !
     
     
    พี่ ก้ อ น น่ า จ ะ เ อ า เ ค ส นี้
    ไ ป ล ง ร า ย ก า ร   " ค น หั ว ห ม อ "   ท า ง ช่ อ ง   3   น ะ ค ะ
     
    จ ะ ว่ า ไ ป แ อ้ ไ ม่ เ ค ย ซื้ อ บั ต ร บี ที เ อ ส เ ล ย
    ซื้ อ แ ต่ ตั๋ ว " บี – ยู – เ อ ส " ทุ ก เ ช้ า ..
     
     

  4. Jang says:

    พี่นึกเหมือนป่านเลย..หุหุ
    นึกว่าถูกโกง…
    …………….
    อะไรก็ตามในโลกนี้มันมีหลายมุมให้มองแหล่ะก้อน
     
    …………
    อยากคุยเรื่องแยกขยะประกอบ  พี่ถามว่า ในที่นี้กี่คนที่จริงจังกับการแยกขยะทิ้งแค่ไหน
    พี่ซีเรียสอ่ะ…
    บางคนก็ยังเห็นว่าไม่เป็นไร  บางคนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง  บางคนก็เลิกทำเพราะเหนื่อยกะการไม่เอาจริงเอาจังกะคนรอบข้าง
    ขณะที่บางคนอ่านถึงตอนนี้อาจนึกในใจว่า  มันจะเดือดร้อนตรงไหน หรือไกลตัวตั้งเยอะ  แต่แท้จริงแล้ว
    ขยะ..ที่เราทิ้งหลังการใช้   มันก็สะสม มากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ  วันนี้มันเริ่มกลับมาทำร้ายเรา
    เรายังอยู่ไกลจากปัญหา ไกลจนบางทีเพิกเฉยกับมัน และมันเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการอีกแล้ว
    ต่างกับกฎหมายนะ..
    เราสร้างมาทีละเล็กละน้อย เรามองเห็นจุดบกพร่อง จุดที่ควรเพิ่มเติมและคอยตกแต่งให้เหมาะกับสังคมที่อยู่มากขึ้นๆ
     
    คงจะดีไม่น้อยนะ ถ้าเราเลิกเพิกเฉยหรือละเลยกับ"ขยะ"หรือสิ่งที่เราไม่ต้องการ
    และคอยมาเพิ่มเติม แก้ไข สิ่งที่ยังบกพร่องใน"สิ่งสร้าง"ของเรา
     
    ดีกว่าแน่ๆสำหรับพี่นะ  เพราะเบื่อเหลือเกินแล้ว
    สำหรับการเรียกหา"มโนธรรม" แค่ส่วนที่ตัวเองต้องการ
     
    "มโนธรรม"เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มันควรเริ่มจาก พื้นดินที่เราเหยียบอยู่ มองรอบๆออกไป มองสูงเหนือเราไป
    มองต่ำจากที่เรายืนลงไป  ตระหนักในทุกๆการกระทำที่กระทำกับตัวเอง กับผู้อื่นและกับโลก
     
    คนที่ไม่รู้สึกผิด  บางทีลึกๆในใจก็ยังไม่รู้สึกผิดเช่นนั้น
    ไม่ใช่ว่าไม่มีมโนธรรม  แต่เขามองไม่เห็นว่ามันผิดอย่างไร
    (คงเหมือนเวลาเราเห็นปกากะญอว่า ไม่สวยแต่เขาคิดว่าเขาสวยแล้วกระมัง)
    ก็กลับมาที่ เราเองนั่นแหล่ะ  ต้องกลับมาแยกขยะ จริงๆจังๆซะทีนะ
    เอาจริงเอาจังกันสักทีเพื่อที่มันจะไม่กลับมาทำร้ายเราทีหลัง
     
    น้องๆจะเข้าใจหรือเปล่าเนี่ยะ
    บัตร บัตรเดียว เริ่มๆจะพาพี่ไปเฉียดๆ…..แล้วนา  หุหุ
     
    ปล.ไปสกีจากเนินเขาสูงๆมาแล้วค่ะ  ตัวเล็กไปด้วย  ทำได้ดีมากๆเลย
    คิดว่าเด็กๆ หัดอะไรก็เป็นเร็ว ตอนนี้ชักติดใจ ( อยากไปก็เก็บตังค์แล้วตามมานะ  หุหุ)
    พี่ๆก้กลับไปคราวนี้คงโซอีกนานนนนนนน
    (ต้องไม่คูณๆๆ  ท่องไว้ตลอดเลยเวลาจ่ายเงิน  คิดว่าประสพการณ์หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ มีโอกาสต้องรีบใช้ จะได้สบายใจตอนจำนวนเงินในแบงค์ลดลง)

  5. Mailodious³² says:

    นึกว่าโดน BTS โกง ผวาเรย เพราะกำลังจะซื้อ -*-

  6. SoM says:

    หะ หะ อ่านแล้วเครียดจัง ช่วงนี้เบื่อๆเรื่องกฎหมายยังไงก้ม่ายรุ้  – -

  7. ก้อน Masatha says:

    •CW³²Nєяοмιcs• >>> ตั้งชื่อมักง่ายไปนิด ขออำภัย  ๆ
     
     gibt >>> I really agree with you, how about the weather there? In Thailand it’s real hottttt!
     
     cereal_t22 >>> ตั่วบียูเอส พี่ก็ใช้บ่อยจ้า แต่อยู่ฝางนี่ต้องใช้ด้วยเรอะ?
     
    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> เรื่องขยะพอนึกภาพออกฮะ พยายามจะทำเหมือนกัน แต่อยู่ที่หอทำลำบ๊ากลำบาก เพราะขยะแต่ละวันเราน้อยเหลือเกิน (แต่สมัยนี้ขยะทั้งที่มหาลัย ทั้งที่คณะ มีแยกตลอด ก็ง่ายกับชีวิตขึ้นเยอะ)
     
     LarMai>>> ซื้อเลย ๆ ซื้อแล้วติดเหมือนกันนะ เดี๋ยวนี้ชักขี้เกียจต่อแถวหยอดตังค์แล้วอ่ะ ควักบัตรออกมาแล้วก็เข้าไปได้เลย
     
    ||SoM"Z||>>> นาน ๆ ทีก็มีเรื่องหนัก ๆ สลับบ้างอ่ะจ้ะ ว่าแต่ตอนนี้เราปิดเทอมไม่ใช่เรอะ แล้วไปเรียนอะไรกฎหมายตอนไหนล่ะเนี่ยยยยย 
     

  8. Sunida says:

    เข้าใจเชียวล่ะพี่ก้อน
    ป.ล. เราชอบโดนขอตรวจบัตรตอนวันที่รีบๆแทบจะทุกครั้งเลย แล้วหน้าตอนให้ตรวจก็จะวีนมากเพราะว่า
    รีบ!
    555

  9. Jang says:

    อาราก้อน
    "ขยะ"ที่บอก….หมายความเยอะกว่าขยะนะจ๊ะ
    มีไรน้อ..ที่เป็นขยะในแวดวงการเมือง
    ทำไงจะ"กำจัด"มันให้ถูกวิธี
     

  10. Jang says:

    แวะมาอีกที
    หัวข้อนี้มีคนถามกันมาก
    แต่เรื่องบางเรื่องนะก้อน(ป่านด้วย) มุมมองที่เรามองอยู่พยายามท่องเข้าไว้ว่าเราเลือกที่จะมองเช่นนั้น
    และ คนที่ทำเขาอาจจะเลือกที่ "ให้คนมองเช่นนั้น"
    เหตุผลคือ..มีการกระทำที่เขาหวังผลให้เป็นอย่างนั้น
     
    เมื่อเราบอกว่าทำอย่างไรให้ได้2
    บางคน  ความคิดวูบแรกที่เข้ามาคือ 1+1
    แม้กระทั่งรู้ว่า มันมีได้หลายวิธีที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์เช่นนี้
    แม้กระทั่ง3-1  4-2
    เคยรู้สึกไหมว่า  เราจะคิดเรื่องบวก ในส่วนที่เรา"อยากได้"  และคิดเรื่องลบ  ในส่วนที่เราไม่อยากได้
    แต่ในความเป็นจริง  การคิดเรื่องลบ  เรามักจะไม่ใช้กับตัวเรา  แต่มักใช้กับผุ้อื่นเพื่อผลบวกที่จะย้อนกลับมาที่ตัวเรา
     
    แต่…มีคนบางจำพวก  จะคิดมากกว่านั้น
    บางทีลบเพื่อ  ผลบวกที่ตามมาอย่างมหาศาล
    คนบางคน…
     
    มโนธรรม…
    ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์  แต่บางสิ่งอาจออกนอกกรอบที่เราคิดไว้เพื่อให้ได้ซึ่ง"สิ่งที่ดี  ที่ควรเหลืออยุ่"
     
    รู้สึกว่า  การไร้ซึ่งมโนธรรมของบางคนที่ก้อนบอก
    กลับกำจัด"ขยะ" บางส่วนที่พี่พูดถึงได้ดีทีเดียว
     
    พี่ยังเชื่อมั่นว่า บางคนยังฉลาดพอที่จะไม่ทุบหม้อข้าวตัวเอง  และมีใครบางคน…ที่ฉลาดเฉลียวยิ่งกว่า
     
    กว่าจะโต…ก้อนกับป่าน อาจจะต้องผ่านอีกหลากหลายมุม
    การคาดเดาเหตุการณ์ มองต่างมุม ไปยืนอยุ่ที่จุดเดียวกับคนที่เราวิจารณ์ สมมุติและจำลองสถานการณ์
    จะทำให้เราเห็นวิธีการแยบยลมากมายมากขึ้น
    "ถ้าเราเป็นเขาเราจะไม่ทำ" อาจเป็น"ถ้าเราเป็นเขา เราคงทำ"
     
    ถ้า…เติบโตมีเขี้ยวเล็บพลันขึ้นวันใด…จงอย่าใช้เล็บเขี้ยวเป็นเหยี่ยว กา….สุดท้ายที่พี่จะฝากไว้

  11. Thayakorn says:

    ผมว่าไม่ได้เปลี่ยนเพราะเหตุผลข้างบนอย่างเดียวละมั้ง แล้วทำไมไม่ทำทั้งสองแบบเลยละงั้นคือซื้อก็แสดง แล้วก็ตรวจสอบด้วยทั้งสองอย่าง ผมว่าการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เพราะเหตุผลอื่นมากกว่า อีกอย่างกะอีกแค่ บัตรนักเรียน แต่เด็กเอาให้ผู้ใหญ่ใช้มันก็ไม่ถือกับเสียหายอะไรมาก มันเหมือนเป็นจิตวิทยาอย่างนึงถ้าเรามองมันดีๆ เด็ก ไม่ใช้ เอาไปให้ผู้ใหญ่ก็ตจริงแต่ก็คงไม่มีใครกล้าใช้มันทุกครั้งคราเพราะ หลายเรื่อง 1. อาจจะโดนสุ่มตรวจ 2.ความรู้สึกผิดๆ ตงิดๆ ที่ติดตัวแล้วก็สำหรับคนใช้ร่วมกัน (นักเรียน-ผู้ใหญ่)มันก็นับเป็นครั้งถูกตัดไปก็เหมือนถูกใช้ไม่มีฝ่ายไหนเสียหาย เพราะเมื่อถูกใช้เมื่อหมดเด็กก็ต้องไปเติมใหม่ ก้เหมือนมันหมดเร็วขึ้น อีกกรณีนึงคือมันเหลือ ซึ่งเด็กผู้นั้นอาจจะติดธุระที่อื่น ณ ต่างจังหวัดเป็นหวัดหรืออื่นๆ ซึ่งต้องเวลา 1 เดือน ซึ่งก็หมายความว่าเด็กไม่ได้ใช้บัตรถ้าเป็นคุณจะรู้สึกยังไง ระหว่างเก็บไว้เองกับให้บุคคลอื่นๆ ไปใช้แทน ผมคิดว่า 80% เอาให้เพื่อน พี่น้อง หรือพ่อแม่หรือคนที่รู้จักไปใช้แน่นอน เพราะ ว่าทุกคนรู้จักคุณค่าของเงิน มันเป็นดาบสองคมครับ ถ้าทางราชการ กฎหมาย หรือแม้แต่บริษัท มาบอกมันไม่ถูก ถึงแม้จะไม่ผิดกฏหรือยังไงก็ตาม แต่มันก็อยู่ที่การเห็นคุณค่าของเงิน ถ้าคุณยังยืนกรานคำตอบเดิมมันก็เหมือนการสอนเด็กให้ทิ้งของไปเปล่า มันขึ้นอยู่กับกรณีของคนแต่ละประเภทอาจจะมีทั้งพวกโกงจริงๆ 100 % ก็จริง แต่ถ้าไม่ถึงกับขาดทุนอะไรมากมายนัก ก็ไม่ควรไปบีบรัดมันมากไป (ซึ่งผมว่าพี่แกคงไม่ขาดทุนอยู่แล้ว วันนึงคนไม่ใช้บัตรก็มีซื้อทุกเช้า เย็น มันก็กินกำไรเท่าไหร่แล้ว ซึ่ง + – กับคนโกงแล้วยังไงก็ พอดีกันปแน่นอน )ซึ่งประเทศ ไทยมักจะชอบแบบนี้ กุต้องกำไรมากๆ ตรงไหนช่องโหว่อุดให้หมด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s