ซิงเกิล ดอเนอร์ เพลทเลท

Posted: June 13, 2006 in ทำนั่นทำนี่-เจอนู่นเจอนี่
อา… ช่วงนี้รู้สึกหวั่นไหวง่ายจังฮะ
– ตอนจุดเทียนชัยถวายพระพรก็น้ำตาซึม
– ฟังเพลงสรรเสริญก็ขอบตาร้อนผ่าว
– เห็นรูปประชาชนตอนเข้าเฝ้าที่พระที่นั่งอนันตฯ ก็ขนลุกไปทั้งตัว
เป็นวโรกาสพิเศษที่อบอวลไปทั้งประเทศจริง ๆ
 

 
วันนี้ (14 มิถุนายน) ถ้าผมจำไม่ผิด เป็นวันบริจาคโลหิตโลกฮะ เพราะงั้นก็เลยมีเรื่องเกี่ยวกับวันนี้มาเล่าให้ฟัง (สำหรับฅนที่อ่านข่าวบอลโลกจนเบื่อ–ฮา)
 
หลาย ๆ ท่านก็คงเคยบริจาคโลหิตกันนะฮะ โดยเฉพาะผู้ชาย ตอนเรียนรด. มีวันที่สภากาชาดมารอรับบริจาคโดยเฉพาะเลย การบริจาคโดยปกติก็เป็นการบริจาคเลือดทั้งหมด (whole blood) ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร เจาะเลือด แล้วก็ดูดไปประมาณ 450 cc. (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เรียบร้อย
 
 
บริจาคโลหิตแบบนี้เป็นเรื่องปกติครับ ใคร ๆ ก็ทำกัน แต่ที่ผมทำอยู่ตอนนี้พิเศษออกไปนิดนึงครับ  คือเป็นการบริจาคเกร็ดเลือด
 
ทบทวนชีวะสมัยอนุบาลนิดนึงคับ เลือดประกอบไปด้วย ซีรัม (ส่วนของเหลว) เม็ดเลือดแดง (นำออกซิเจน) เม็ดเลือดขาว (ฆ่าเชื้อโรค) แล้วก็เกร็ดเลือด (ปิดปากแผล) ฅนที่มีเกร็ดเลือดต่ำ ก็จะมีปัญหาเลือดออกแล้วไม่หยุดง่าย ๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายได้ ถ้าเราบริจาคเป็น whole blood ยูนิตนึงจะมีเกร็ดเลือดค่อนข้างน้อยครับ ซึ่งจะไม่พอ ต้องปั่นแยกเกร็ดเลือดออกมา แล้วรวมหลาย ๆ ยูนิตเพื่อเอาไปให้ฅนป่วย
 
ก็เลยเป็นที่มาของการบริจาคเกร็ดเลือด
 
การบริจาคเกร็ดเลือดทำให้การบริจาคแค่ครั้งเดียว ก็ได้เกร็ดเลือดจำนวนมหาศาลฮะ ทำให้ นำไปให้ผู้ป่วยได้เลย และการที่เราใช้แค่ฅน ๆ เดียว ไม่ต้องเอาเกร็ดเลือดจากหลาย ๆ ฅนมารวมกัน ทำให้ลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้ป่วยด้วย (ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ต้องอธิบายกันยาวครับ ใครสงสัยรอนอกรอบแล้วกัน)
 
หลักการทั่ว ๆ ไปเป็นอย่างนี้ครับ
เราจะเจาะเลือดผู้ป่วยออกมา นำไปปั่นแยกเฉพาะเกร็ดเลือดออกมา จากนั้นส่วนที่เหลือก็จะถ่ายคืนให้กับผู้บริจาค เพราะฉะนั้น ผู้บริจาคก็จะเสียเฉพาะเกร็ดเลือดเท่านั้น แต่ได้รับเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวคืนฮะ ผลที่ตามมาก็คือ เกร็ดเลือดสามารถบริจาคได้ทุกเดือน เพราะร่างกายเราสร้างเร็วมาก ไม่เหมือนการบริจาค whole blood ที่ร่างกายต้องรอให้สร้างเม็ดเลือดแดงก่อน ซึ่งจะเสียเวลาถึงสามเดือน
 
ปกติฅนที่จะบริจาคเกร็ดเลือด เขาจะอยากได้ผู้ชายที่เส้นเลือดควาย ๆ เจาะง่ายฮะ เพราะว่าใช้เวลาเจาะนาน ปกติก็จะขอเบอร์ไปแล้วโทร.นัดเรามาเจาะเวลามีฅนไข้ฮะ เพราะเกร็ดเลือดเก็บนานไม่ได้ ส่วนของผมเคยรอโทร.มาเหมือนกัน แต่ไม่เคยว่างเลยสักที(มีเรียนบ้าง อะไรบ้าง) ก็เลยถามไปว่า ถ้าไปบริจาคเอง จะมีปัญหาอะไรรึเปล่า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรฮะ เพราะว่าฅนไข้เยอะมาก เรียกได้ว่าบริจาคเมื่อไหร่ก็มีฅนไข้รอพร้อมใช้ได้เลย ตอนนี้ผมก็เลยไม่ได้รอนัดฮะ อยากไปเมื่อไหร่ก็นัดไปเจาะได้เลย
 
การบริจาคเกร็ดเลือดต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือเยอะพอสมควรฮะ แล้วเจาะทีนึงก็ใช้เวลานานพอสมควร (ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง) ก็เลยต้องนัดกันก่อนว่าเครื่องว่างวันไหน
 
ไปถึงคลังเลือดก็ทำตามขั้นตอนปกติฮะ เซ็นใบยินยอม แล้วก็กรอกข้อมูลว่าเราไม่ได้มีความเสี่ยงใด ๆ เหมือนบริจาคเลือดปกติ วัดน้ำหนัก ความดัน วัดความเข้มข้นของเลือด แล้วก็ขึ้นเตียงได้เลย
 
สมัยก่อนเราจะเจาะเลือดสองข้างฮะ ไหลออกข้างนึง แล้วก็เลือดที่ปั่นแยกแล้วไหลเข้าอีกข้างนึง แต่ตอนนี้วิทยาการก้าวหน้าฮะ เจาะแค่ข้างเดียวก็พอ แล้วเครื่องจะมีคำสั่งอัติโนมัติ เอาเลือดออกไปจำนวนนึงไปพักเก็บไว้ ช่วงที่เลือดกำลังปั่นอยู่ เลือดที่ปั่นออกมาแล้วก็ไหลคืน (คือจะมีช่วงไหลออก กับไหลเข้าสลับกัน) ก็เลยเจาะรูเดียวก็พอ
 
เวลาบริจาคเกร็ดเลือดนี่ เราจะกลายเป็นผู้บริจาค VIP ขึ้นมาทีเดียวฮะ เนื่องจากการบริจาคครั้งนึงนาน (ของผมก็ล่อเข้าไปชั่วโมงครึ่ง) ที่คลังเลือดก็จะมีหนังแผ่นให้เราดูด้วย (ไปบริจาคทีก็ได้ดูหนังเรื่องนึงทีฮะ) ที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่เราบริจาค ก็จะได้ของที่ระลึกด้วย ซึ่งของก็หรูหราอลังการมาก เช่น ปากกาชั้นดี แก้วน้ำแบบเก็บความร้อนได้ เสื้อยืด เสื้อโปโล ร่ม เป้ ฯลฯ (คาดว่าบริจาคไปเรื่อย ๆ อาจจะได้นาฬิกา จักรยาน รถ บ้านพร้อมที่ดินต่อไป–ฮา)
 
บริจาคเสร็จก็ต้องนอนพักต่อฮะ หลังบริจาคก็อาจจะมีการวิงเวียนศีรษะหน้ามืดได้ (แต่สำหรับการบริจาคเกร็ดเลือด เราไม่เสียเม็ดเลือดแดงนี่หว่า ไอ้ที่เวียนหัว ๆ คาดว่าจะอุปาทานไปเอง "- -)
 
แล้วก็นั่งพักกินขนม คุกกี้สองชิ้น น้ำหวาน แล้วก็น้ำเปล่าฮะ นอกจากนี้เขาจะให้ธาตุเหล็กเป็นเม็ด ๆ มาให้ทานสำหรับเพิ่มเม็ดเลือดด้วย ซึ่งผมก็ไม่เคยเอาไปเลย(อ้าว) เพราะว่าเราบริจาคเกร็ดเลือดนี่หว่า ก็ไม่รู้จะเพิ่มเม็ดเลือดแดงไปทำไม
 
บริจาคเกร็ดเลือดทำได้ทุกเดือนฮะ แต่สำหรับผม ทำเดือนเว้นเดือน (ทุกเดือนถี่เกินฮะ เข็มอันควาย ๆ ที่เจาะที่แขนยังตามมาหลอกหลอนอยู่เลย) แต่ด้วยความที่บริจาคได้ถี่กว่าบริจาคเลือดปกติมาก ทำให้ตอนนี้อีกไม่กี่หนก็จะครบ 24 ครั้งแล้ว ซึ่งจะได้เข็มกลัดบริจาคโลหิตอันต่อไป
 
 
ตัวเข็มที่ได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่หรอกฮะ (เคยเห็นแล้ว) แบบก็ธรรมดา ติดจะโบราณด้วยซ้ำ ตัวงานก็ทำไม่ค่อยเนี้ยบเท่าไหร่ เวลาได้มาก็เก็บเข้าลิ้นชัก ไม่เคยเอาไปติดที่ไหน แต่ทุกครั้งที่ได้มาสิ่งที่ได้ก็คือ…"ความภูมิใจ" เล็ก ๆ ฮะ
 
 
Comments
  1. Chayanin says:

    น่าสนใจดีครับพี่ก้อน แต่ป่านไม่รู้จะไหวรึเปล่า ร่างกายออกจะอ่อนแอนิดๆ (ส่วนจิตใจอาจจะมากกว่า lol)
     
    ที่พี่ก้อนรู้สึกตื้นตันก็ไม่แปลกหรอกครับ ตอนที่ในหลวงท่านโบกพระหัตถ์นี่ รู้สึกซึ้ง แล้วก็ขนลุกมากๆ
     
    ขอพระองค์ท่านทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

  2. gibt says:

    เสียดายมากที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพ
    เชื่อไหมว่าอยู่ที่นี่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวหน้าคอมตอนอ่านกระทู้ที่คนเข้าไปโพสต์ไว้ในพันทิพกับดูโฆษณา in my heart
    อยากบริจาคเลือดเหมือนกันตอนนี้ทำน้ำหนักจนสามารถบริจาคได้แล้ว ดีใจจัง
    วันสองวันนี้ที่นี่อากาศร้อนแล้ว แต่ต้องเรียกว่าเป็นหน้าหนาวเมืองไทยมากกว่ามั้ง
     

  3. c e r e a l says:

    ช่วงที่หยุดห้าวัน..มีอยู่วันนึง
    แอ้ใส่ชุดนอนสีขาวลงมาหาอะไรกินหน้าปากซอย
    ปรากฏว่าทุกคนในซอยมีแต่คนใส่เสื้อเหลือง
    เห็นแล้วอยากวิ่งกลับไปเปลี่ยนเสื้อเลย..
     
    ช็อทโบกพระหัตถ์นี่..น่าดีใจยิ่งกว่าไทยได้ไปบอลโลกอีกค่ะ
     
     

  4. Mailodious³² says:

    กลัวเข็มอ่ะ -*-
     
    ใครก็ติ้นตันทั้งนั้นแหละ ในหลวงโบกพระหัตถ์ เหมือนมันมีพลังงานอะไรบางอย่างส่งผ่านมาทำให้รู้สึกเหมือนจะร้องไห้

  5. Ploi says:

    เรื่องในหลวงซาบซึ้งสุดริดอ่ะ ตอนนั่งดูก็ขนลุกๆ น้ำตาซึมๆ แล้วมาอ่านหนังสือ60พระราชดำรัสขอในหลวงเกี่ยวกับสมเด็จย่านี่ ร้องไห้เลย น้ำตาไหลพลั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    อ่านแล้วก็เลยคิดว่าต้องหาเวลามาอยู่กะพ่อกะแม่เยอะๆ หน่อย ในหลวงยังไปกินข้าวเย็นกะสมเด็จย่าอาทิตย์ละ 5 วันเลย ฮือๆๆ ซาบซึ้งๆๆ
    อยากไปบริจาคเลือดบ้าง…… เข็มควายๆ เจาะแล้วเจ็บมั๊ยพี่ก้อน??
     

  6. Jang says:

    นั่งน้ำตาไหลสี่คนพ่อแม่ลูกและลูก บ่ายๆพออาการป่วยทุเลาเลยได้ไปร่วมจุดเทียนถวายพระพรที่สนามหลวง  ก็ร้องอีกตามเคย ซาบซึ้งสุดๆ
    พี่ไม่เคยได้ไปบริจาคอีกเลยอ่ะ น้ำหนักไม่ถึง 
    มันความรู้สึกเดียวกัน ภูมิใจ  เพียงขอแค่คนที่รอดชีวิตเขาจะยังสร้างประโยชน์แก่สังคม ทำความดีต่อไปแก่โลก เราคงมีความสุขสุดๆแล้วล่ะกับการเสียสละ
    ตอนนี้บริจาคหมดทั้งร่างกายเลย เลือดไม่ได้ก็เผื่อส่วนอื่นๆจะได้ใช้สักวัน(ล่ะวะ) อะไรก็ไม่แน่ไม่นอนเนาะ
    ไปงานเมืองทองมา ดีๆปนๆกะน่าเบื่อ  
     

  7. Rata says:

    เป็นคนดีของสังคมที่น่าประทับใจมากมากเลยอ่า TT__TT ส่วนเรากลัวการเจาะเลือดมากมากเลย เคยเจาะอยู่ครั้งนึงโคตรเจ็บเลย มันหวิวๆ เหมือนโดนดูดอะไรไป กรี๊ด คิดแล้วยังกลัวอยู่เลยอ่า
     
    ส่วนงานในหลวง อยากไปมากๆๆๆ เสียดายจังไม่ได้อยู่ไทย TT-TT

  8. praew says:

    ไม่แปลกหรอกค่ะ แพรวแค่ดูถ่ายทอดสดยังทั้งขนลุก เกือบๆจะร้องไห้ไปกับเค้าด้วยเหมือนกัน >_< รู้สึกโชคดีมากๆเลยค่ะ ที่เกิดมาทันได้เห็นภาพในหลวงครองราชย์ยาวนานถึง60ปี (คงเป็นที่แน่นอนว่าจะยาวกว่านี้อีก)
     
    อืม.. บริจาคเกร็ดเลือด ความรู้ใหม่เลยนะคะ
    แต่ว่า.. ตั้งแต่เด็กแล้ว จะโดนเข็มเจาะก็มีอยู่แค่สองอย่างคือ ไม่โดนฉีดยา ก็ตอนเย็บผ้า (อ้อ! แล้วก็ตอนบ่งเสี้ยน)
     
    หลีกเลี่ยงการเจาะเลือดและการให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลมาได้ตลอด17ปี ..ยังไม่เคยกล้าเจาะเลือดเลยค่ะ
    เอาไว้ฮึดสู้เมื่อไหร่ คงจะไปลองบริจาคดูกับเค้าซักทีเหมือนกัน!
     
    พี่ก้อนนี่ช่างกล้าจริงๆ – -"
    (ความรู้สึกที่มีอะไรไหลออกจากร่ายกาย ในขณะที่มีอะไรไหลเข้านี่แค่คิดก็สยองแล้วค่ะ >.< อึ๋ย~)

  9. Sunida says:

    น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูถ่ายทอดสดวันนั้น แต่มาเห็นภาพข่าวทีหลัง ประกอบกับได้ดูสารคดีเทิดพระเกียรติ…
    ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเราถึงรักในหลวง..
     
    บริจาคเลือด มีการแยกเกล็ดเลือดได้ด้วยเหรอพี่ก้อน เพิ่งรู้
    ควาวมจริงตาลก็เคยจะบริจาคเลือดนะ แต่ว่าพอตรวจเสร็จพยาบาลบอกว่าเลือดจาง 555 แล้วก็ให้ยาบำรุงเลือดมากิน
    แต่ก็ไม่ได้กิน ตอนนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าโรคเลือดจางนี่จะหายเองได้รึป่าว

  10. ก้อน Masatha says:

    ▪cW³²Nєяοмιcs▪ >>> ป่านน้ำหนักถึงรึเปล่าอ่ะ (ดูน่าจะเป็นฅนตัวเบานะ)
     
    gibt >>> ไม่ค่อยได้ดูโฆษณาเลย แต่ได้ข่าวว่าซึ้งมาก ๆ (อันนั้นรู้สึกพี่เก้ง จิระเป็นผู้กำกับนะฮะ) อากาศที่นี่ก็เย็นแล้วล่ะ ปนแฉะ ๆ ตามสไตล์หน้าฝน (อีกแล้วเรอะ!)
     
    cereal22>>> วันนั้นนี่ใครไม่ใส่เสื้อเหลืองรู้สึกแปลกแยกแย่เลย (ตอนนี้ดีขึ้นแล้วล่ะ) แต่ถ้าไทยได้ไปบอลโลก…ก็แอบกรี๊ดนะเนี่ย(จะทันก่อนเราตายรึเปล่าหว่า)
     
    pLoi*>>> โอ้ว ได้อ่านบทความนั่นเหมือนกัน ซึ้งมาก ๆ เลยนะ อ่านแล้วอยากกลับบ้านขึ้นมาติดหมัด… เจาะเลือดเจ็บแขนอยู่แล้วจ้า แต่สักหนที่ 3 ที่ 4 ก็จะเริ่มชิน (คล้าย ๆ อกหักน่ะแหละ)
     
    Mailodious >>> อ๊ะถูก วันนั้น รุ่นพี่ที่ไปที่ราชดำเนิน กลับมาตาบวมกันทั้งนั้นเลย
     
    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤>>> คืนนั้นก็จุดเทียนเหมือนกันฮะ เป็นต้นเสียงร้องเพลงสรรเสริญด้วย เวลาร้องเพลงสรรเสริญ (ที่ไม่ใช่ในโรงหนัง) รู้สึกดีชะมัด บริจาคร่างกายก็น่าสนใจดีฮะ แต่ไม่รู้ว่าอันไหนดีกว่ากัน บริจาคเป็นอวัยวะ หรือทั้งตัวเลย
     
    Pum+PiM+>>> อา หลังเจาะเลือดจะรู้สึกดีนะ เหมือนเอาเลือดชั่ว ๆ ออกจากตัว รู้สึกตัวเบาขึ้น(ฮา) อันนี้แล้วแต่ฅนนะ ถ้ากลัวเข็มก็คงไม่ไหวเหมือนกันฮะ
     
    pяãέω³²>>> เวลาเลือดไหลออกไม่ค่อยรู้สึกนะ (จะชา ๆ ตรงที่เข็มเจาะ) แต่เวลาน้ำเกลือไหลเข้านี่รู้สึกชัดเลย (ก็แปลกดี) หลังบริจาคเลือดแล้วรู้สึกเท่.. เหมือนได้เหรียญกล้าหาญยังไงยังงั้นเลย
     
    tanlookchoop>>> เออ ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าเลือดจางจะหายเองได้รึเปล่า แต่ถ้าไม่มีอาการอะไรก็คงไม่มีอะไรละ(มั้ง) ยาบำรุงเลือดไม่เคยกินเลยเช่นกานนนนน

  11. Jang says:

    ดงบังฯ….
      แก่ไปเลยอ่ะ..เฮ้อๆๆ  คาดว่าถ้ามีบัตรคอนเสริทก็ต้องบาย   คงได้ยินแต่เสียงกรี๊ดๆๆ
    จนไม่รู้ว่า  เพลงมันเพราะยังไง
     ชอบฟังเพลง แบบ "สะกด"เราอยู่กับที่ ด้วยเสียงและท่วงทำนอง
     คิดแล้วน่าจะลองไปคอนเสริทแบบวัยรุ่นดูบ้างนะ จะได้เปรียบเทียบได้..ว่าแต่จะ"เนียน"ไปยังไงนี่สิ
    ……..
     
    บริจาคทั้งตัวก็จะเอาไปเป็น อาจารย์ของนศ แพทย์ด้วย ของพี่เป็นแบบนั้นแหล่ะ
    ทางความเชื่อเราไม่ให้บริจาคนะ  ถือว่าเป็นการฝืนพระประสงค์ของพระเจ้า
    แบบ เกิดมาตาบอดก็ให้สู้ทั้งๆตาที่บอด ประมาณนี้  เคยเป็นหัวข้อที่พี่ถกเถียงกะพ่อที่สอนคำสอนและ..พ่อชุมพา
    ยังหาบทสรุปสำหรับตัวเองไม่ได้  แต่รู้สึกว่า  เอาเหอะ พี่คงไม่ได้ขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว  อย่างน้อยให้ใครสักคนใช้ประโยชน์จากเราได้ก็น่าจะดี
    ยังไง จากดินสู่ดิน  จากเถ้าสู่เถ้า..สักวันเหมือนกัน

  12. ก้อน Masatha says:

    ถ้าฟังแบบ สะกด ได้นี่ คงต้องฟังแนว ๆ ออเคสตร้าละมั้งฮะ (แต่ฟังแบบนั้นทีไรผมนั่งหาวทุกที)
     
    ถ้าไม่บริจาคอวัยวะ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อนี่ ผมว่าก็เป็นสิทธิส่วนตัวของฅน ๆ นั้นจริง ๆ นะฮะ แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าฅนที่เรารักพิการ หรือกำลังจะตาย แล้วมีหนทางที่จะช่วยได้ ผมก็ลำบากใจที่จะบอกว่า "อย่าไปรักษาเลย นี่เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าแล้วล่ะ" น่ะครับ 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s