ร้องเพลงในโบสถ์

Posted: June 28, 2006 in Jam
เห ๆ หายไปสองอาทิตย์เต็ม ๆ
 
สัปดาห์ที่แล้ว ตอนออนเอ็ม มีสหายที่น่ารักจากแดนไกลบ่นมาว่าเดี๋ยวนี้อัพบล็อคช้าจัง… ฟังแล้วรู้สึกดีชะมัดที่มีฅนตั้งตารออ่านบล็อคเราขนาดนี้ (นึกว่ามีแต่ป้า ๆ ซะอีก-ฮา)
 
อย่าว่าแต่จะอัพบล็อคให้ได้ทุกสัปดาห์เลยฮะ เอาแค่ว่าลงบล็อคแต่ละที ใส่สีนู้นสีนี้ ใส่อีโมติคอน ใส่ตัวอักษรขนาดต่าง ๆ ก็แย่แล้ว ทำได้แค่พิมพ์อย่างเดียว
 
พอดีตอนนี้อยู่ในช่วงสอบหญ่ายยยยย เอาไว้สอบเสร็จแล้วจะเล่าให้ฟังแล้วกันว่ามันสอบอะไรบ้าง ส่วนวันนี้ไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือแล้ว ก็ว่ามาอัพบล็อคดีว่า (แม้ว่าหัวจะตื้อ ๆ นึกอะไรไม่ค่อยออกก็ตาม)
 

 
ย้ำกันซ้ำ ๆ อีกรอบนะครับ ว่าผมเป็นคาทอลิก (นับถือคริสต์) โบสถ์ที่ผมไปเป็นประจำในวันอาทิตย์ก็คือโบสถ์เซนต์จอห์น (ตรงข้ามกับเซ็นทรัลลาดพร้าว) หลาย ๆ ฅนอาจจะสงสัยว่า ที่ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เนี่ย ไปทำอะไรกันมั่งหว่า
 
 
คำตอบก็คือ ไปทำมิสซา (mass) ครับ เป็นศาสนพิธีอย่างหนึ่ง (คล้าย ๆ กับเวลาเราไปสวดมนต์ที่วัดทำนองนั้น) ซึ่งก็จะมีทั้ง ฟังพระคัมภีร์(ไบเบิ้ล) ฟังคุณพ่อ(Priest ไม่ใช่ Papa นะฮะ)เทศน์ สวด(เป็นภาษาไทย) ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ประกอบพิธีรับปังและเหล้าองุ่น (จำลองเหตุการณ์ the last supper) ฯลฯ
 
 
เอาเป็นว่าใครสนใจก็ติดต่อผมได้ฮะ ยินดีเป็นไกด์ไม่คิดตังค์ (ฮา)
 
 
 
 
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า
 
 
ในปีที่ผ่านมา  ผมได้มีโอกาสได้ตาม ๆ ญาติ ๆ พี่น้อง (ลูกพี่ลูกน้อง) รุ่นราวคราวเดียวกัน ไปช่วยมิสซาในส่วนของการเป็น ‘ต้นเสียง’ เวลาร้องเพลงในโบสถ์ฮะ
 
.
..ถ้ากำลังนึกว่า ผมต้องใส่ชุดคลุมสีขาว ไปยืนเป็นหมู่คณะหน้าแท่นพิธี แล้วต้องร้องประสานเสียงแบบโยกตัวไปด้วย ตบมือหรือดีดนิ้วไปด้วยแบบในหนัง … อันนั้นไม่ใช่เลยฮะ "- –
 
 
ที่ผมทำก็แค่ขึ้นไปบนชั้นลอยของโบสถ์ แล้วเวลาร้องเพลง(ซึ่งร้องกันทุกฅน) ก็ช่วยร้องใส่ไมค์เท่านั้นเอง… จริง ๆ แล้วไปช่วยร้องให้เสียงมันดังขึ้นมากกว่าครับ เพราะต้นเสียงจริง ๆ ก็คือพี่ ๆ ฅนอื่นที่ร้องเพลงกันเก่งมาก ๆ ผมเองก็ไม่เคยไปซ้อม หรือไปช่วยงานอื่น ๆ นอกจากมิสซาเลย ประมาณว่า ขึ้นไปถึงก็รับไมค์มาตัวนึง เพลงไหนร้องได้ก็ร้อง เพลงไหนร้องไม่เป็นก็นั่งนิ่ง ๆ ทำนองนั้น "- –
 
 
 
ปัญหาก็มีอยู่ว่า…. เวลาร้องปกติก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ฮะ แต่เวลาร้องเพลงที่ขึ้นเสียงสูง เสียงผมจะดังขึ้นมั่ก ๆ (เคยใช่ไหมฮะ ที่เวลาเราร้องเพลงเสียงสูง ๆ ถ้าไม่บีบเสียงหรือหลบเสียง ก็ต้องใช้ลมให้มากขึ้น ทำให้เสียงเราดังขึ้นโดยอัติโนมัติ)
 
 
เวลาร้องใส่ไมค์ ซึ่งค่อนข้างไว เสียงที่ดังออกลำโพงมันก็จะหนวกหูชาวบ้านมาก ๆ (โดยเฉพาะฅนที่ยืนข้างลำโพง) พอมีฅนเตือนก็เริ่มรู้ตัวครับ แล้วเวลาร้องเสียงดังก็เอาไมค์ห่าง ๆ ปากมากขึ้น
 
 
 
ก็ดีขึ้นพักนึงครับ แต่ปัญหาก็ไม่จบแค่นั้น การณ์กลับกลายเป็นว่า ถึงจะเอาไมค์ห่างจากปาก เสียงมันก็ยังดังเกินไปอยู่ดี ประมาณว่าร้องไปคล้าย ๆ ตะโกน(ทำนองนั้น) ทำให้ฅนรอบข้างสะดุ้งตกใจ ท่อนไหนพีคมาก ๆ เผลอ ๆ จะกลบเสียงฅนอื่นที่ร้องเข้าไมค์เสียอีก (ฟังดูเว่อร์น่าดู)
 
 
ก็มีฅนเตือนมาอีกรอบครับ แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึกแอบหงุดหงิด แล้วก็ต่อต้านในใจ ถามว่าถ้าจะให้ร้องเบาลงโดยการหลบเสียง หรือบีบเสียงทำได้ไหม… มันก็ได้อยู่หรอก แต่ผมแอบรู้สึกมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้วว่า เวลาร้องเพลงในโบสถ์ ร้องหงุงหงิง ๆ อยู่ในลำคอเบา ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่เท่เอาซะเลย (ทำนองเดียวกันกับร้องเพลงชาติแล้วงึมงำ ๆ อยู่ในคอ ประมาณนั้น) ยิ่งเวลาไปโบสถ์รอบภาษาอังกฤษที่คณะนักร้องร้องกันเต็มที่ก็รู้สึกว่าเท่ชะมัด (เวลาไปโบสถ์ภาษาอังกฤษผมร้องเต็มเสียงได้โดยไม่ต้องออมเลย)  นอกจากนี้ สมัยเรียนร้องเพลงประสานเสียงตอนเด็ก ๆ เวลาขึ้นเสียงสูง อาจารย์ก็บอกว่า ร้องออกมาให้เต็มที่เลย ไม่ต้องไปบีบเสียง…
 
 
เวลามีฅนบอกว่า ร้องเพลง ให้ร้องเบา ๆ อย่าร้องเสียงดัง… มันก็เลยรู้สึกว่า… ช่างขัดแย้งกับเจตนารมณ์ที่เราตั้งมั่นไว้ยังไงก็ไม่รู้แฮะ
 
 
ผมก็ยังดื้อต่อไปสักพักฮะ เพราะคิดว่า อย่างน้อย ๆ เราก็ถอยมาก้าวนึงแล้ว (คือการเอาไมค์ห่างๆ  ปาก เวลาขึ้นเสียงสูง) แล้วก็คิดว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ผิดอะไรนี่นะ ก็น่าจะทำต่อไป …. แต่ทุกครั้งที่มีฅนมาเตือน ก็จะรู้สึกแย่ทุกครั้ง… แล้วยิ่งที ก็ดูเหมือนกับว่า ไม่มีใครเห็นด้วยกับผมเลยว่า การร้องเพลงเสียงดัง ๆ ในโบสถ์เป็นสิ่งที่ดี (ฟังดูแล้วเศร้านิด ๆ แฮะ)
 
 
จุดสิ้นสุดมาถึง ตอนที่มีฅนมาบอกว่า เวลาผมร้องเสียงดัง มันทำให้ฅนข้าง ๆ สะดุ้งและตกใจกลัว… พอรู้อย่างนั้นผมก็บอกตัวเองฮะว่า… พอกันที…. การที่ผมร้องเสียงดังแล้วทำให้ผมผิดประหลาดจากชาวบ้านไม่ใช่สิ่งที่ผมใส่ใจเลย … แต่ถ้าการกระทำใด ๆ ของผมทำให้ฅนรอบข้างเดือดร้อนล่ะก็… ผมรับไม่ได้ที่ตัวเองกลายเป็นฅนสร้างปัญหาให้กับฅนอื่น มันทำให้เรารู้สึกแย่มาก ๆ เลยทีเดียว
 
 
 
หลังจากนั้นก็เปลี่ยนวิธีร้องใหม่ฮะ เวลาขึ้นเสียงสูงก็ใช้วิธีบีบเสียงเอา แรก ๆ ก็ไม่ค่อยชิน แต่หลัง ๆ ก็เริ่มดีขึ้น โชคดีด้วยที่พักหลัง ๆ เพลงที่ใช้ร้องไม่ได้เสียงสูงมากนัก (ถ้าร้องเสียงต่ำธรรมดา ๆ เสียงผมก็ไม่ได้ดังอะไร) ตอนนี้ผมก็ (เข้าใจ)ว่า เสียงผมอยู่ในระดับที่พอเหมาะแล้ว (ก็ไม่มีใครมาเตือนแล้วนี่นะ)
 
ผลที่ได้น่ะเหรอครับ?
 
 
ตอนนี้มีความสุขมาก ๆ  ฅนรอบข้างก็หันมาชมว่าผมร้องดีขึ้น พี่ ๆ ร้องเพลงด้วยดูผ่อนคลายลง ไม่ทำหน้าลำบากใจ หรือกระอักกระอ่วนที่จะต้องเตือนผมเรื่องเสียงดังอีก…. สถานการณ์ดีขึ้นจนผมยังบอกตัวเองเลยว่า "ถ้ารู้ว่าเปลี่ยนตัวเองแล้วทุกอย่างจะคลี่คลายอย่างนี้ ก็คงทำตั้งนานแล้ว ไม่ดื้อรั้นต่อไปหรอก"

ณ ปัจจุบัน … ผมก็ยังไปแจม ๆ อยู่บ้างฮะ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไหร่ เพราะเวลามีค่ายหรือมีงานอะไร ก็โดดกันดื้อ ๆ แล้วตัวผมเองก็ไม่รู้จักเพลงเยอะเท่าพี่ ๆ ฮะ เพลงไหนที่ร้องไม่ได้ก็นั่งเฉย ๆ แต่ก็รู้สึกดีที่ว่า การกระทำของเราไม่ได้สร้างความลำบากให้กับฅนรอบตัว

 
 
ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์นี้….
 
 
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกและเหตุการณ์เดียวครับ.. ยิ่งเติบโตขึ้น พบปะกับสังคมที่แท้จริงมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะพบว่า ความเชื่อ หรือการกระทำใด ๆ ที่เราเคยคิด (และเชื่อถือ) มาก่อนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม พอถึงสถานการณ์หนึ่ง ๆ มันจะกลายเป็นความผิด ไม่ถูกต้อง และไม่สมควรกระทำไป.. สิ่งที่ยากสำหรับผมก็คือ การทำใจยอมรับความคิดที่แตกต่างราว ขาวกับดำ อันนั้น แล้วก็ทำในสิ่งที่ฝืนใจมาก ๆ มาก่อน (แต่ผลตอบรับก็คุ้มค่านะครับ ถ้าเรายังคิดจะอยู่ในสังคมนั้นต่อไป)
 
 
 
เรามักจะถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฮะ ให้มั่นใจในความคิดของตัวเอง ถ้าสิ่งไหนที่คิดว่าทำถูกต้องแล้ว ดีแล้ว ก็ให้มุ่งหน้าต่อไปเลย ไม่ต้องฟังเสียงนกเสียงกา ให้เป็นตัวของตัวเอง… แต่สำหรับผมแล้ว นี่เป็นบทเรียนอันหนึ่งเหมือนกัน ว่าการฝืนทำในสิ่งที่ฅนทั้งโลกไม่เห็นด้วยเพื่อตอบสนองความเชื่ออะไรบางอย่าง อาจจะไม่ใช่ "เป็นตัวของตัวเอง" ฮะ แต่เป็นความ "ดื้อรั้น" มากกว่า … บางทีถ้าเรายอมลดอีโก้ของเราเองเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็จะพบว่า เราก็ไม่ได้เสียตัวตนอะไรของเราไปเลยก็เป็นได้…
 
 
 
ตอนนี้พี่ผมฅนนึงไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วฮะ พี่ผู้หญิงอีกฅนก็กำลังวางแผนจะไป กลายเป็นว่าตอนนี้เราก็ต้องพยายามหาฅนมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน ผมเองก็เชื่อว่า คงไม่ได้ทำต่อไปเรื่อย ๆ หรอกครับ พอมีฅนมาร้องเพลงในจุดนี้ เราก็กลับไปเข้าร่วมมิสซาธรรมดา ๆ เหมือนเดิม
 
แต่อย่างน้อย การที่ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ (แม้จะไม่เต็มตัวเหมือนพี่ ๆ ฅนอื่นนัก) ก็ทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างได้มากเลยทีเดียว
 
 
 
 
 
 
 
 
Advertisements
Comments
  1. praew says:

    ไม่รู้ว่าแพรวโชคดีหรือโชคร้ายที่ไม่ได้ไปโบสถ์St.Johnตอนเช้าบ่อยๆแล้ว (ติดเรียนครึ่งเช้าพอดี)
    ..
    แต่ว่าการที่พี่ก้อนยอมลองเปลี่ยนมาเป็นการบีบเสียงอาจจะทำให้พี่ก้อนค้นพบการร้องแบบใหม่ก็ได้นะคะ เผลอๆอาจจะเพราะกว่าเดิมด้วย.. ก็อาจจะ (หูใครหูมัน ..บางคนก็ชอบไม่เหมือนกันซะหน่อย อันนี้ก็ช่วยไม่ได้)
    เวลาร่วมมิซซาที่ไหนก็ตาม แพรวจะร้องเต็มเสียงเหมือนกันค่ะ ..อาจเป็นเพราะเสียงไม่ดัง ก็เลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่
    อย่างไรก็ตาม แพรวเชื่อว่า ถ้าเราทำสิ่งใดด้วยเจตนาที่ดีแล้ว ผลก็จะออกมาดีเองค่ะ
    อาจมีบ้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสังคมได้ เพราะไปๆมาๆ"ความเก่ง"เพียงอย่างเดียวเนี่ย ไม่ได้ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จตลอดไปหรอกนะคะ ถ้าเราไม่รู้จักผ่อนปรน (ทำนองว่า"เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม") แพรวเชื่อว่า คนที่ทำอะไรโดยยึดเอาตัวเองเป็นหลักตลอดเวลา ได้ตัด"โอกาส"ของตัวเองไปแล้วมากมายโยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพียงเรื่องร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์เล็กๆ (แต่วัดSt.Johnเนี่ย ร้องเพราะจนต้องยกนิ้วโป้งให้เลยนะคะ ทั้งเพราะ ทั้งร้องตามง่าย โดยเฉพาะรอบภาษาอังกฤษจะมีคนฟิลิปปินส์มาร้อง เพราะมากๆเลย <<ไม่เชื่อพี่ก้อนลองตื่นสายกว่าเดิมหน่อย แล้วไปวัดรอบ10.30น.สิคะ — หรือจะเข้าต่อกัน2รอบเลยก็ได้ 555..)
    บางที การที่เอายอมโอนอ่อนผ่อนตามบ้างเล็กๆน้อยๆ เหมือนต้นหญ้าที่พริ้วไปตามสายลมก็ทำให้ยังอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขดีกว่าต้นไม้ใหญ่ที่ไม่สามารถโอนเอนไปตามแรงลมได้ ..เมื่อพายุโหมมาถึง ก็ถูกหัก ถูกโค่นล้มลงในที่สุด.. นะคะ ^^
     
    ปล.จริงรึเปล่าคะที่เค้าว่ากันว่าคนเป็นแพทย์จะมีอีโก้สูงกว่าคนปกติมากๆๆๆๆ..?

  2. c e r e a l says:

    ตอนมอปลาย ไปโบสถ์เซนต์จอห์นปีละครั้ง
    ไปประกวดร้องเพลงประสานเสียงภาษาฝรั่งเศสน่ะค่ะ
    เพลงแต่ละปีที่เตรียมฯเลือกประกวด
    ก็เป็นเพลงประเภทสรรเสริญพระเจ้า
    เสียงสูงปรี๊ดดดด..ไลน์ประสานไฮโซมาก..
    จำได้ว่าตอนร้องๆอยู่ ขนลุกซู่เลย
    เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากๆ
     
    ปล.รับสอนร้องเพลงนะคะ  ไม่คิดตังค์
    หลักสูตร ชื่อ "ร้องอย่างไรให้เสียงเพราะกว่าน้องชาย"
    รีบสมัครนะ เหอๆ
     
     

  3. Mailodious³² says:

    มายด์ว่าการประสานเสียงร้องเพลงจำเป็นจะต้องพยายามสอดประสานเสียงให้เข้ากับคนอื่นด้วยนะครับ ไม่งั้นมันคงออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าเป็นร้องเดี่ยวเราร้องได้ตามใจเรย แต่การประสานเสียงจะเรียกได้ว่าขายความกลมกลืน ก้ได้มั้ง ดังนั้นถึงโดนติก็ทำใจเถอะครับ ถือว่าเสียสละเพื่อส่วนรวมละกัน
     
    จะมั่นใจ มายว่าการมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามีมากเกินไปมันก็กลายเป็นความดื้อรั้น ที่ไม่น่าชื่นชมซักนิดแบบที่พี่ก้อนบอกล่ะครับ
     
    ขอให้คะแนนสอบออกมาดีๆนะครับ

  4. Terawat says:

    แบบนี้ต้องไประบายอารมกับคาราโอเกะนะพี่ก้อน
     
    =    =)*
     
    ไปแหกปากร้องอีโบล่า
     
    555+

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s