Deception point

Posted: August 15, 2006 in Re-writer

นวนิยาย (เป็นเล่ม ๆ) ที่ผมอ่านล่าสุดก็คือเรื่อง Deception point หรือ แผนลวงสะท้านโลก (จัดจำหน่ายโดยแพรวสำนักพิมพ์) หลาย ๆ ฅนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าผมบอกว่าผู้แต่งคือ Dan Brown Da vinci code ทุกฅนคงจะร้องอ๋อ

นี่เป็นผลงานลำดับที่ 4 ที่ผมได้อ่านครับ หลังจากได้อ่านเรื่อง รหัสลับดาวินชี, Angels&Demons, Digital Fortress  เรื่องล่าสุดอันนี้ บอกสั้น ๆ ได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา องค์การ NASA และความรู้เกี่ยวกับ สมุทรศาสตร์ (บอกไม่ได้มากกว่านี้ครับ เดี๋ยวจะสปอยล์)

 พูดถึงเรื่องสปอยล์ อยากจะเตือนขาประจำนวนิยายทุก ๆ ท่านนะครับ ทุกฅนคงจะทราบดีว่า ด้านปกหลังของหนังสือนิยาย มักจะมีเนื้อเรื่องย่อให้เราอ่าน ประมาณว่าให้เรารู้เรื่องคร่าว ๆ ว่าเนื้อหาประมาณไหน เกี่ยวกับอะไร เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ (คล้าย ๆ กับหนังตัวอย่างนั่นแหละ) และที่สำคัญ มันจะไม่ยอมบอกตอนจบของเรื่องเด็ดขาด

 แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมแนะนำว่า ถ้าเราตั้งใจจะอ่านนิยายเล่มนั้นแล้วละก็ อย่าได้ไปอ่านเนื้อเรื่องย่อด้านหลังเชียวล่ะ เพราะว่านวนิยายหลาย ๆ เรื่อง มีการผูกปมทีละปม แล้วก็ไขไปทีละเปลาะ ทีละเปลาะ จนไปถึงปมสุดท้ายที่เป็นจุด climax การอ่านเนื้อเรื่องย่อด้านหลัง จะทำให้เรารู้ปมทุก ๆ ปม (ยกเว้นปมสุดท้าย) ซึ่งจะทำให้เสียอรรถรสในการอ่านมากเลยทีเดียว อย่างเรื่อง Deception point นี่ ถ้าอ่านปกหลังปุ๊บ จะรู้เนื้อเรื่องไปเกินครึ่งเล่มเลยฮะ (อ่านแล้วหมดอารมณ์เอามาก ๆ)

 

ทุก ๆ ฅนที่ได้อ่าน คงจะบอกได้เลยว่าจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ (และฅนเขียนฅนนี้) คือการหาข้อมูลละเอียดยิบระดับเทพเจ้า ข้อมูลเชิงอวกาศ เชิงสมุทรศาสตร์ และเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขนาดฅนไม่มีความรู้อย่างผม ก็ยังบอกได้เลยว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่น่าจะหาได้ง่าย ๆ เลยนะครับ เรียกได้ว่าฅนเขียนเอาใจใส่กับการหาข้อมูลมาเติมเต็มเนื้อหาได้เจ๋งมาก ๆ เลยทีเดียว แค่ข้อมูลที่คุณแดน บราวน์เอามาใส่ในนิยายเรื่องนี้ ก็เรียกว่าคุ้มพอกับค่าหนังสือหลายร้อยบาทที่ต้องจ่ายแล้วล่ะ

 เห็นแล้วก็อดคิดถึงวงการนิยายไทยไม่ได้ การเขียนหนังสือโดยหาข้อมูลแน่นขนาดนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อนปมต่าง ๆ ในนิยายดูจะไม่ใช่วิธีการที่นิยมมากนัก (แน่นอนว่าการเขียนโดยใช้จินตนาการ หรือประสบการณ์เป็นแก่นแล้วหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ลงลึกด้านวิชาการเป็นวิธีที่ง่ายกว่าเยอะ) ลองไปดูก็ได้ครับว่านิยายในตลาดทั่วไปมีกี่เรื่องบ้าง ที่อาศัยข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการแต่งนิยาย ผมค่อนข้างเชื่อว่านี่เป็นลักษณะเด่นของฅนเขียนฅนนี้แล้วละครับ แล้วก็เป็นสไตล์ที่ลอกเลียนแบบกันได้ไม่ง่ายเลยด้วย การที่ฅนเราจะตกผลึกข้อมูลในเชิงลึก ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงวิชาการนั้น ๆ มานาน ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวมากทีเดียว

 ฅนที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าคงประทับใจในจุดนี้ทุกฅนแหละครับ แต่จุดหนึ่งที่ผมสงสัยก็คือ… นิยายเรื่องนี้ไม่ดังเอาซะเลย (เรียกได้ว่า ชื่อผู้แต่งดังกว่าชื่อนิยายด้วยซ้ำ) ผมเอง หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้จบ นอกจากความประทับใจในการหาข้อมูลของผู้แต่งแล้ว ก็ไม่มีความประทับใจอย่างอื่นอีก

เพราะอะไรกัน?

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ผลงานใด ๆ ก็ตามที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมต้องมีสองปัจจัยเป็นตัวเสริมกันครับ นั่นก็คือ ความเป็น original หรือการที่ทลายกรอบความคิดเดิม ๆ และสร้างผลงานที่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมา อีกปัจจัยหนึ่งก็คือความคุ้นเคย (Familiarity) ที่ทำให้ผู้เสพเข้าใจเนื้อหานั้น ๆ ได้อย่างถ่องแท้

 มาดูวรรณกรรมที่เรารู้จักกันดีเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ ความเป็น original ที่ชัดเจนมากก็คือการหักมุมตอนจบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยเจอนะในวรรณกรรมเด็ก รวมไปถึงการเอาเรื่องพ่อมด เวทย์มนตร์ สัตว์ประหลาดซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าลึกลับ ดำมืด น่าสะพรึงกลัว มาพลิกกลายเป็นโรงเรียนสอนเวทย์มนตร์ 

 ส่วนความคุ้นเคย ผมคิดว่าโรงเรียนพ่อมดใช้ระบบแบ่งเป็นบ้าน ๆ ที่เมืองนอกก็มีระบบแบ่งเป็นบ้าน ๆ ตามลักษณะประจำตัวแบบนี้เหมือนกัน แล้วความที่เป็นระบบโรงเรียน มีการเรียน มีการสอบ มีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น อาจารย์ ซึ่งเป็นสิ่งใกล้ตัวมาก ๆ ที่ทุกฅนคงมีประสบการณ์ร่วมกัน ก็ไม่แปลกที่ฅนอ่านจะอินกับความรู้สึกของตัวละครทั้ง ๆ ที่เป็นแนวแฟนตาซีจัดขนาดนี้

 หรืออย่างผลงานเรื่อง Da Vinci Code ที่จับประเด็นเรื่องศาสนามาเล่นก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเอามาก ๆ (โดยเฉพาะใครที่นับถือศาสนาคริสต์) ส่วนความเป็น original เท่าที่ผมเห็นก็คงเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่ตัดกลับไปกลับมา อย่างฉับไว (บางบทมีเนื้อหาแค่หน้าเดียว) จนเล่นเอาวางไม่ลง อีกอย่างก็คือประเด็นที่นำเอาเรื่องเวทย์มนตร์ ยุคกลาง ไสยศาสตร์มาพลิกบทบาทจากผู้ร้าย กลายเป็นพระเอก โดยยกคติเรื่อง feminine มาเป็นตัวชูโรง (เรียกได้ว่าเป็นนวนิยายที่ขายประเด็นล้วน ๆ เลยครับ) ก็เป็นการทลายกรอบความคิดเดิม ๆ ไปเยอะเลยครับ

 ในทางกลับกัน ผลงานชิ้นล่าสุดอันนี้ รูปแบบไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิม ทั้งการดำเนินเรื่อง ประโยคสนทนา ไม่ได้มีการทลายกรอบความคิดดั้งเดิมแต่อย่างใด (ถึงแม้จะเป็นการผนวกเอาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กับจินตนาการผูกเป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างวิเศษ) ในแง่ของเนื้อหา ดูฉูดฉาดมีสีสันก็จริง แต่ก็ห่างไกลจากความคุ้นเคยของผู้อ่านชาวบ้านอย่างเรา ๆ พอสมควร (ใครมันจะไปมีความรู้เรื่องอวกาศ มหาสมุทร ได้อย่างลึกซึ้งละครับ) ข้อมูลที่ได้รับผ่านหนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นข้อมูลใหม่ฮะ ไม่ได้เคยผ่านตามาก่อน ความประทับใจในแง่ที่ว่า อ๊ะ เราเคยรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วนี่นา ก็เลยไม่มี

 สรุปก็คือ หนังสือเล่มนี้น่าอ่านครับ ในแง่ของเนื้อหา และการนำเอาข้อมูลมาใส่ในนวนิยาย เป็นผลงานระดับมาตรฐานของ แดน บราวน์อีกเรื่อง ไม่ถึงกับทำให้วงการวรรณกรรมสะท้านสะเทือนเหมือนผลงานสร้างชื่อของเขา แต่ผมคิดว่า ฅนอ่านที่เป็นแฟน ๆ ก็คงตั้งใจรอคอยผลงานชิ้นต่อไปของนักเขียนฅนนี้แน่นอน

Comments
  1. Ramita says:

    ชอบตรงที่คนๆนี้ แต่งได้หลายแนวอยู่ ไม่ได้หากินกับ settings เดิมๆทุกเรื่องไปกำลังรอเล่มต่อไปของผู้แต่งคนนี้เหมือนกัน แต่คิดว่าอีกสักพัก เพราะข่าวว่า Mr. Brown ขอเวลาสักสองปีในการหาข้อมูลเืสำหรับเรื่องต่อไป ถ้าหากผลงานออกมาพร้อมกับรายละเอียดยิบย่อยมากเท่าที่ผ่านมา ก็น่ารออยู่ ^^PS: มีคนใจดี เอา สารคดี Da Vinci Decoded มาให้ดูฟรีhttp://video.google.com/videoplay?docid=2119365880741187390

  2. Jang says:

    งืมมม
       อ่านแล้วก็เฉยอีก ถ้าก้อนอ่านNG หรือพวกสารคดีด้วย
    เรื่องที่แดน บราวน์เขียนก็จะธรรมดาไปเลย การผูกเรื่องพี่ก็ว่ามันซ้ำซาก อ่านแล้วก็เหมือนเจมส์บอนด์อ่ะ
    ไม่ค่อยน่าสนใจสำหรับพี่ไปแล้วล่ะ (เรื่องนี้อ่านรวดเดียวตั้งแต่ขึ้นเครื่องที่ซานฟราน มาฮ่องกง
    แบบวางลงได้เป็นพักๆ..ฮา พี่โจ้อ่านก่อนครึ่งนึงแล้วเดาตัวการไว้ พอพี่อ่านครึ่งนึงก็มาคุยกัน มาทายกันว่า ใครหนอ…
    เลยทำให้อ่านต่อได้ไม่เบื่อหน่าย )
    พี่ว่าเค้าซ้ำซากดีออกนะ ( ถ้าเป็นหนังเรื่องก็คงประมาณหนังจีนกำลังภายใน มีคนมาฆ่าล้างตระกูลแล้วพระเอกก็ตามไปล้างแค้น
    เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนพระเอก คนร้ายแล้วเดินตามพลอทเดิม ) พี่อ่านไปก็ข้ามกระจาย ไอ้ฉากไล่ล่าบนลานน้ำแข็ง(สปอยล์ไม๊เนี๊ย)ข้ามๆๆๆโลด
    เรื่องนี้พี่ชอบท่านประธานาธิบดี จัง..มันจะมีจริงไม๊นั่น..555
     
    ถ้าเป็นประเภทUnputdownable Mysteryนะ มีนักเขียนหลายคนที่อยู่ในใจ
    แต่ไม่ใช่คนนี้..
         ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลยอ่ะ ได้มาหลายเล่มก็กองไว้อย่างนั้น
    งานยุ่งจนสมาธิไม่มีเลย สนใจอะไรวูบๆ

     เมื่อต้นเดือนก่อน กลับไปอ่านเรื่องสี่แผ่นดิน รอบที่สี่ คงเห็นทีวีเอามาฉายซ้ำมั้ง
    อ่านจบก็เกิดแรงบันดาลใจอยากอ่านประวัติศาสตร์ ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะคำพูดพ่ออ๊อดตัวละครในนั้น
    (อ่านแต่ละครั้งพี่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ตอนนี้สนใจช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง)
    แต่พอตัวเล็กมาทำเรื่องสิ่งประดิษฐ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ไปเสริชหาข้อมูลมาให้เขา เจอเรื่องจุลินทรีย์ชีวภาพ (ก็ใช้อยู่ที่ไร่คุณตานะแต่เกิดอยากรู้ลึกๆไปถึงสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่โครงการชีววิถี ให้ข้อมูลมา )ตอนนี้เลยเลิกสนใจหนังสือไปพักนึง
     
    เรียกว่า แว่บไปแว่บมาตามอารมณ์
     
    อิจฉาจัง  มีเวลาอ่านหนังสือแล้วเหรอ เรา
     
     
     
     
     
     
     
     

  3. Chayanin says:

    ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้เลยครับ ยังไม่ได้ซื้อเลยด้วย
     
    อันที่จริง Angels & Demons ก็ยังอ่านไม่จบดี ( Dan Brown ใช้ภาษายากมากๆ) ส่วน Digital Fortress ก็ยังไม่ได้แตะ
    แต่เคยมีเพื่อน IP ที่เคยยืม DF ของป่านไปอ่าน โดยที่อ่าน DVC กับ A&D มาแล้ว เค้าก็บอกประมาณว่า เดาตัวร้ายของเรื่องได้ง่ายมาก (ป่านยังไม่ได้อ่าน ก็เลยไม่รู้ว่าจริงหรือไม่อย่างไร)
     
    ส่วนเรื่องข้อมูลเนี่ย แรกๆก็ทึ่งเหมือนกันครับ แต่รู้สึกว่าเรื่องแบบ DVC กับ A&D มีจุดจับผิดมาเยอะเหลือเกิน ก็เลยเริ่มไม่มั่นใจกับ Dan Brown แล้วเหมือนกัน
     
    แต่ที่ยอมรับก็คือ Dan Brown เป็นนักเขียนที่ดึงดูดนักเขียนได้ดี และดึงประเด็นมาเล่นได้น่าสนใจไม่ใช่น้อยครับ

  4. ก้อน Masatha says:

    mcmurz >>> เห็นด้วยนะ ๆ นักเขียนฅนเดิม ก็มักจะเขียนฉาก พื้นหลัง เนื้องเรื่องวนกับประเด็นที่ตนเองเชี่ยวชาญ แต่แดน บราวน์เลือกเรื่องได้ฉีกแนวดี กว่าจะเขียนนิยายแต่ละเรื่อง ก็คงกินเวลาเป็นปี ๆ อยู่
     
    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> NG หรือ สารคดี เป็นสื่ออย่างท้าย ๆ ที่คิดจะอ่านเลยละครับ ของแบบนั้นมันได้เนื้อหาดีอยู่หรอก แต่มันแห้งแล้งชะมัดเลย อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่าน่าสนใจแต่อย่างใด (เป็นนิสัยที่แย่เหมือนกัน ไม่งั้นคงหนุกหนานกับการอ่าน text ไปแล้ว) อย่างน้อย ๆ ของแดน บราวน์ก็สอดแทรกเนื้อหาอย่างไม่แห้งผากนักละครับ ซึ่งผมก็ชื่นชมในจุดนี้อยู่ (นิยายในสกุลไทยที่ใส่เนื้อหาวิชาการมา มันไม่เนียนเลยครับ แยกโดดออกจากเนื้อหาหลักยังกะน้ำกับน้ำมัน เวลาอ่านข้ามเป็นย่อหน้า ๆ ได้เลย)
     
    เรื่องรูปแบบ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อันนี้ผมก็ไม่เถียงฮะ คาแร็คเตอร์ของพี่เค้าแบนสุดกู่จริง ๆ เรื่องหน้าถ้าเพิ่มมิติของตัวละครได้คงน่าสนใจมากขึ้น (แต่เรื่องเหมือนนิยายกำลังภายในอันนี้เถียงหัวชนฝาฮะ พี่แจงคงไปอ่านแต่งานขยะ ๆ อ่ะดิ อ่านงาน master piece แล้วผมว่าถึงจะกำลังภายในเหมือนกัน แต่ก็ฅนละแนวเลยนะครับ)
     
    จะมาอิจฉาผมทำไมครับ ทีพี่แจงยังมีเวลาอ่านสี่แผ่นดินรอบที่สี่เลย…
     
    cW_Nєяοмιcs>>> ถ้าคิดจะอ่านแดน บราวน์เพื่อสนุกกับการคาดเดาว่าใครเป็นตัวร้ายแล้ว…พี่ว่าไปอ่านนิยายสืบสวนดีกว่าแฮะ นักเขียนฅนนี้เดาตัวร้ายได้ง่ายจริง ๆ นั่นแหละ (แต่เราอ่านงานของเขา ไม่ใช่เพราะอยากรู้ว่าตัวร้ายคือใครแค่นั้นไม่ใช่เหรอ?) พี่ว่าอ่านนิยายก็เหมือนกับดูหนังนะ เราต้องรู้ว่าจุดสนุกของเรื่องนั้น ๆ อยู่ที่ไหน รู้ว่าฅนเขียนฅนนี้อ่อนด้านนี้ ก็ปล่อยผ่าน ๆ แต่ไปชื่นชมกับจุดเด่นด้านอื่น (เป็นวิธีที่ช่วยให้ไม่เสียดายตังค์ได้ดีมาก)
     
    นิยายภาษาอังกฤษ เดี๋ยวนี้ถ้าเป็นเรื่องยาก ๆ อ่านแบบแปลหมดฮะ ไม่งั้นตายหยังเขียด (ไม่ได้ฝึกภาษาอังกฤษก็จริง แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า เราอ่านเอารสนี่นะ ไม่ได้อ่านเอาเป็นเอาตาย มักง่ายนิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็นไร)
     
    เรื่องจุดจับผิดไม่รู้แฮะ ถ้าไม่ได้ไปอ่านตามเว็บที่เขาเอาจุดผิดมาตีแผ่เป็นข้อ ๆ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ (บางทีรู้น้อยก็ทำให้ได้อรรถรสในการอ่านเหมือนกัน–ถ้าอ่านไปแล้ว อ๊ะ ตรงนี้ไม่จริง อ๊ะ ตรงนี้ฅนเขียนมั่ว คงทำให้อ่านสนุกน้อยลงไปเยอะ) แต่การที่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอะไรก็ประดับหัวสมองดีเหมือนกันนะ

  5. gibt says:

    ไล่อ่านของแดน บราวน์มาตั้งแต่ Da Vinci Code, Angel&Demon, Digital Fortress, Deception point รู้สึกว่าความทึ่ง กับความสนุกจะลดระดับลงเรื่อยๆ แต่ก็อ่านได้พอเพลิน ช่วงนี้เริ่มพยายามอ่านวรรณกรรมเป็นภาษาอังกฤษ แบบว่าอยากฝึกภาษา บวกมีแรงบันดาลใจส่วนตัว ส่วนเรื่องประเภทที่ชอบจริงๆมักจะอ่านภาษาอังกฤษไม่ไหว เพราะว่าชอบ military thriller อ่านทีไรเจอศัพท์วุ่นวายปวดหัว ประมาณว่ากว่าจะอ่านไปครบร้อยหน้า ก็มีฉบับแปลภาษาไทยออกมาพอดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s