Love Love

Posted: October 6, 2006 in Love Series

พิ่งไปดูหนังมาสองเรื่องครับ Death Note แล้วก็ Cars จริง ๆ แล้วก็อยากจะเขียนวิจารณ์ลงในบล็อกของตัวเองเหมือนกัน

แต่พอไปเสิร์ชดูที่เขาโพสท์ ๆ กันไว้ในกระทู้ Pantip แล้วก็รู้สึกเฟ้อครับ เพราะมีฅนเขียนวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นกันเต็มไปหมด อ่าน ๆ แล้วก็รู้สึกว่าเจาะลึก แ้ล้วก็ได้เรื่องได้ราวกว่าที่เราคิดทั้งนั้น จุดที่เราคิดไว้ก็มีฅนแสดงความคิดเห็นไปหมดแล้ว เลยหมดอารมณ์จะเขียนถึงครับ เอาไว้ถ้ามีแง่มุมใหม่ ๆ ที่จะอรรถาธิบายหนังได้ดีกว่านี้ แล้วค่อยมาเขียนถึงทีหลังแล้วกัน



วันนี้ที่จะเขียนถึง ตั้งใจจะเขียนนานแล้วครับ

เรื่องก็มีอยู่ว่า เคยมีเพื่อนสนิทถามเหมือนกัน ว่าทำไมถีงยังชอบใครฅนนั้นอยู่ล่ะ ประทับใจอะไรตรงไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นฅนสวยหรือหน้าตาดี

ตอนนั้นยอมรับว่าตอบไม่ได้ครับ… อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน (ทั้ง ๆ ที่ถ้าให้แจกแจงความคิดของตัวเอง ปกติจะพูดได้เป็นฉาก ๆ)

ตอนนี้ ความคิดตกตะกอนพอสมควรแล้วครับ คิดว่าถึงวาระที่จะตอบสักที (หวังว่าฅนถามคงเข้ามาอ่านนะ) ก็ขออภัยจริง ๆ ที่ใช้เวลาตั้งปีหนึ่ง ถึงจะตอบคำถามนี้ได้

ถ้าให้แจกแจงไปว่า ผมมีรสนิยมแบบไหน ชอบผู้หญิงสไตล์ไหน หน้าตาประมาณไหน ฯลฯ เอาเข้าจริง ๆ ก็ตอบไม่ยากหรอกครับ แต่ก็บอกได้เลยว่ามันไม่จริงทั้งหมด

จริง ๆ แล้ว คำตอบที่ผมพอใจ (ที่เพิ่งจะนึกออก) ก็คือ แต่ละช่วงเวลา ผู้หญิงที่ผมชอบก็มีลักษณะแตกต่างกันไปครับ ขึ้นอยู่กับว่า ชีึวิตช่วงนั้น คิดว่าตัวเองขาดอะไรไป หรือมีปมอะไรบางอย่างอยู่ ถ้าเจอสุภาพสตรีที่มีลักษณะที่มาตอบโจทย์ในจุดนี้ได้ ก็จะตกหลุมในทันที

แล้วก็คิดว่า เป็นทฤษฎีที่ใช้ได้กับผู้ชายหลาย ๆ ฅนด้วยครับ

(ลักษณะที่ผมกำลังจะเล่าถึงนี่ เรียกได้ว่าชอบจริง ๆ จัง ๆ นะครับ แบบที่ว่าชอบกันข้ามปี เป็นปี ๆ ก็ยังชอบอยู่ ไอ้ประเภทที่แบบว่าเผลอใจรายวัน หรือพวกไปน่ารักไกล ๆ หน่อย อันนี้ผมไม่นับครับ)

เริ่มตั้งแต่ม.ต้นเลย สมัยนั้น พูดอย่างไม่อายก็บอกได้เลยครับว่าชอบผู้หญิงที่ ถ้าได้เป็นแฟนแล้ว ‘อวดได้’ ดูดีนี่เป็นคุณสมบัติที่มาอันดับหนึ่งเลย ไม่ต้องขนาดดาวโรงเรียนหรอก (ถ้าได้ก็ดี) แต่ก็ต้องน่ารักพอที่เราควงแล้วยืดได้ ยิ่งถ้ามีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น มีเพื่อนเยอะ นิสัยดี ไม่มีใครเกลียด ก็ยิ่งดีใหญ่ ส่วนเรื่องที่ว่า นิสัยเข้ากันได้รึเปล่า คุยกันรู้เรื่องไหม ส่วนแย่ ๆ ของอีกฝ่ายรับได้รึเปล่า อันนี้นอกจินตนาการมากไปหน่อยครับ ชีวิตม.ต้นไม่เคยสนิทกับผู้หญิงมากพอที่จะรับรู้เรื่องราวแบบนั้นแน่นอน

ขึ้นม.ปลายมา ช่วงนั้นมีปัญหากับ identity ของตัวเองครับ ภาพลักษณ์ของตัวเองที่ฅนภายนอกมอง เหลื่อมล้ำกับตัวตนจริง ๆ ของเราจนรู้สึกอึดอัด (ดูรายละเอียดได้ใน เอนทรี เครากับอัตลักษณ์ของผม ฉบับเดือนมกราคม 2006)


ตอนนั้น ผมก็เลยประทับใจกับผู้หญิงที่ อยู่ด้วยแล้วเป็นตัวของตัวเองฮะ สามารถทำตัวบ้า ๆ บอ เวลาพูดอะไรไม่ต้องระมัดระวังจนไม่เป็นตัวของตัวเอง วางตัวได้ตามสบาย ไม่เกร็ง ไม่มีความคาดหวังอะไรที่แบกอยู่บนบ่า ความประทับใจนี้ก็เลยลากยาวมาจนถึงเข้ามหาลัย

พอเข้ามหาลัยไป คราวนี้ทุกอย่างสวิงกลับครับ เข้ามหาลัยไป ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ (ทั้งไว้ผมยาว แต่งตัวไม่แฟชั่น สะพายย่าม ไว้หนวดเครา รวมไปถึงเลือกสาขาที่ไม่มีใครเรียนกัน) ไม่มีปัญหากับ identity ของตัวเองอีัก เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นตัวจริง ๆ แท้แน่นอนแบบไม่มีเสแสร้งเลย


แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า พอเป็นตัวของตัวเองมากไป ไม่ได้ทำตามบริบทของฅนหมู่มาก ก็จะโดนมองด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วก็ช่วยไม่ได้ ที่จะรู้สึกว่า เราแตกต่างจากฅนอืน ความรู้สึกที่เป็นพวกเดียวกัน หรือมีอะไรเหมือนกัน ๆ กันก็จะทอนลงไป ถ้าในระดับภาพลักษณ์ภายนอก หรือระดับบุคลิกภาพก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ แต่พอมาเลือกเรียนจุลชีววิทยาด้านการแพทย์ ซึ่งฉีกจากเพื่อน ๆ เอามาก ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า มุมมอง วิถีชีวิต คุณค่าที่ยึดถือมันชักจะถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ (ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเพื่อน ๆ หรอกนะครับ แต่แค่รู้สึกว่าชักจะคุยกันฅนละภาษาแล้วล่ะ)


ถึงตอนนี้ ผู้หญิงที่ประทับใจเป็นพิเศษ ก็เลยกลายเป็นฅนที่เรารู้สึกว่าเป็น ‘เผ่าเดียวกัน’ ครับ พูดคุยกันรู้เรื่อง ไม่ได้หมายความว่ามีจุดสนใจร่วมกัน หรือว่าชอบอะไรแนว ๆ วิทยาศาสตร์ เหมือนกันนะครับ แต่หมายความว่า เวลาคุยกัน เวลาเราตั้งประเด็นอะไรขึ้นมา ก็จะเข้าใจว่า อ๋อ เราหมายถึงอย่างนี้นะ เน้นตรงจุดนี้ ๆ เหมือนกัน คือสื่อสารกันรู้เรื่อง หรือเวลาคุยงานแล้ว รู้เลยว่า มองเห็นจุดโหว่ในตัวงานเหมือน ๆ กัน (ไม่ใช่ว่าเราคิดอีกอย่าง อีกฝ่ายคิดกันฅนละทาง) เรียกง่าย ๆ ว่าตามความคิดกันทัน เวลาคุยอะไรก็ลงรายละเอียด มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยกรอบคล้าย ๆ กัน ได้มากกว่าเรื่องสัพเพเหระหรือเรื่องดินฟ้าอากาศธรรมดา สิ่งผมยอมรับว่า หาเจอยากมาก ๆ ครับ (ยิ่งถ้ามีพื้นฐานตอนเด็ก ๆ แตกต่างกันด้วยแล้ว) เวลาเจอที ก็จะรู้สึกว่า โอ้ว หายากเหลือเกิน ได้เจอกันทั้งทีก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดไป กลายเป็นแค่ฅนรู้จักเฉย ๆ


ซึ่งจริง ๆ แล้วตั้งแต่เด็ก ๆ (หมายถึงตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย) ผมก็ตั้งใจว่า ถ้าจะจีบใครสักฅน เรื่องหน้าตาไม่ใช่ประเ็ด็นสำคัญครับ (คือเป็นเรื่องแรก ที่ทำให้เรารู้สึกสนใจใครฅนใดฅนนึง แต่เป็นเรื่องสุดท้าย ที่ทำให้เราตัดสินใจว่า อยากพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้) ถ้ามีแฟน ก็อยากจะได้แฟนที่.. ผมใช้คำว่า ‘บุคลิกภาพซ้อนทับ กับตัวเอง พูดให้โรแมนติคหน่อย ก็อยากจะได้ฅนที่เป็นเหมือน ตัวเองอีกครึ่งหนึ่ง นะครับ


ซึ่งน่าจะหายาก เพราะขนาดฅนในครอบครัวเอง ไม่ว่าคุณแม่ หรือน้องชาย ก็มีเรื่องที่คุยกันได้ถูกคอ ลงรายละเอียดลึก ๆ ได้ในหลาย ๆ เรื่อง … แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง เวลาผมมีแฟน ผมก็ไม่หวังมากขนาดนั้นหรอกครับ ไม่ต้องคุยกันทุกเรื่องก็ได้ ขอแค่ลงรายละเอียดในเรื่องที่เรารู้สึกว่าสำคัญได้ก็พอ…. ไม่ใช่ว่าคุยกันทีไร ก็หนีไม่พ้น…วันนี้ทำอะไร/เสาร์อาทิตย์ไปไหนรึเปล่า/ไปดูหนังเรื่องนี้มา หนุกดี ฯลฯ แล้วพอไปแตะเรื่องอื่นทีไรที่ลึกหน่อย (เช่น แรงบันดาลใจในชีวิตคืออะไร งานที่ทำอยู่มีจุดอ่อน จุดโหว่ตรงไหนที่อยากจะปรับปรุง หรือ เป้าหมายในชีวิตสูงสุดคืออะไร) ก็พาลทำให้ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบื่อ จนอยากตัดบทสนทนา


ซึ่งฅนแบบที่ผมว่า… ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ…


แต่มีมาเมื่อไม่นานนี้เองครับ ที่ผมชักลังเลว่า… เออ เราอาจจะหวังมากไปสักนิดนะ ไอ้ผู้หญิงที่จะมาคุยเรื่องพรรณนี้ได้อย่างมีอรรถรส ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้หรอก แต่แค่รู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ระดับที่ ‘แฟน’ จะมาคุยกันแล้ว นี่มันระดับ ‘คู่ชีวิต’ มากกว่า


ซึ่งถ้ามองจากมุมมองของผมเอง กว่าผมจะได้ลงหลักปักฐานทำงานอย่างเต็มตัว ก็คงไม่พ้นอายุขึ้นเลข ๓ เพราะตอนนี้ (และอีกหลายปีข้างหน้า) ยังใช้ชีวิตในระดับที่เรียกว่า วัยเรียน อยู่เลย ซึ่งในระดับนี้ ผมว่าการมีแฟนมันคือความรื่นรมย์อย่างหนึ่งของชีวิตครับ มีแล้วชุ่มชื่นหัวใจ มีความสุขที่ได้คุยกัน ไม่ใช่มีแล้วเพิ่มความจริงจังในชีวิต แบ่งปันความเครียด แชร์ปัญหาส่วนตัวของกันและกัน อันนั้นมันน่าจะเป็นระดับสามี-ภรรยากันมากกว่า


นี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมยังไม่มีแฟนละมั้งครับ ความคาดหวังของผมมันค่อนข้างจะล้ำหน้าไปสักหน่อย ถ้าคิดอยากจะมีความรักในช่วงนี้จริง ๆ อาจจะต้องวางมุมมองให้สบาย ๆ ชิล ๆ มากกว่านี้


อีกเรื่องที่สำีคัญก็คือ ผมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะมีแฟนครับ ทั้งในแง่วุฒิภาวะ และในแง่สังคม ยังรู้สึกว่า จิตใจและอารมณ์ของตัวเองยังแกว่งไปแกว่งมา ไม่นิ่งและเป็นผู้ใหญ่พอเท่าไหร่


ที่สำคัญก็คือ ผมรู้สึกว่าในช่วง ๕-๖ ปีมานี่ ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมากครับ ไม่ถึงกับเปลี่ยน ‘แก่น ก็จริง แต่มุมมอง การใช้ชีวิต การวางตัว ค่านิยม กรอบต่าง ๆ ถูกพลิกกลับไปกลับมาแทบจะถอนรากถอนโคน แถมเกิดขึ้นหลายหนด้วย (พูดให้เห็นภาพก็คือ ลอกคราบตัวเองมาไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ครั้งแล้ว) ฅนภายนอกอาจจะดูไม่รู้สึกหรอกครับ เพราะผมก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองในใจตนเอง


แล้วก็ค่อนข้างมั่นใจครับ ว่าอีก ๑๐ปี.. ไม่ถึงด้วยซ้ำ แค่ ๕ ปีด้วยเอ้า! ตัวผมในตอนนั้น คงจะต่างจากตอนนี้ แทบจะสิ้นเิชิงเลย (แม้กระทั่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่)


อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นครับ ว่าผมจะประทับใจผู้หญิงแบบไหน ก็อยู่ที่ว่าช่วงนั้น มีปมอะไรอยู่ในใจ ซึ่งถ้ากรอบและมุมมองการใช้ชีวิต รวมไปถึงวิถีชีวิตของเรา เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แทบจะรายปีอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ผมก็ไม่มั่นใจหรอกครับ ว่าจะสามารถประทับใจใครได้มากพอ และยาวนานพอที่จะพัฒนาสัมพันธภาพไปได้มากกว่าคำว่า ‘เพื่อนสนิท


แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้ผมไม่เคยชอบใครนะครับ ผมว่าผมออกจะใจง่ายด้วยซ้ำ เคยชอบ เคยพยายามจีบ แล้วก็ล้มเหลวอยู่เป็นนิจครับ

พราะจริง ๆ แล้วความสามารถในการหลีหญิงของผม.. เด็กอนุบาลมันยังเรียกว่า ‘น้อง เลย (แปลว่า ทำอะไรลงไป ผู้หญิงจะรู้สึกแย่มากกว่ารู้สึกดี) พอล้มเหลวซ้ำซากเข้า ก็เลยชักจะรู้สึกว่า ถ้าพยายามทำอะไรไปแล้วชีวิตมันติดลบล่ะก็ อยู่เฉย ๆ ให้มันเป็นศูนย์น่าจะเวิร์คกว่า


ทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมา ก็เพื่อจะอธิบายว่า ไฉนตอนนี้ถึงยังไม่(มีปัญญา)มีแฟน รวมไปถึงจะได้อธิบายด้วยว่า ฅนอย่างผมชอบผู้หญิงแบบไหน? ต่อไปในอนาคต อาจจะไม่ต้องถามว่า ทำไมผมชอบผู้หญิงฅนนี้? แต่อาจจะถามว่า ชีวิตผมตอนนี้เป็นยังไงถึงได้ชอบผู้หญิงฅนนี้? มากกว่า


สุดท้ายนี้ ก็ขอยกประโยคปลอบใจ ที่ใช้ย้ำกับตัวเอง เวลาที่สงสัยตัวเองว่า ทำไมตรูถีึงไม่มีหวานใจกับเค้าสักฅน(วะ) ดังนี้ครับ

‘ไม่ต้องเสียใจที่ลูกยังไม่มีแฟนหรอก ไว้ถึงเวลาที่เจอฅนที่เรารักจริง ๆ แล้วลูำกจะดีใจ ที่ยังครองตัวเองเป็นโสดจนถึงวันนั้น’

(จะได้ไม่เข้าทำนอง พบไม้งามเมื่อขวานบิ่น ก็จริง แต่ผมคิดว่า มันจะกลายเป็น พบไม้งามเมื่อขวานผุ มากกว่า-ฮา)

Comments
  1. gibt says:

    โห ไม่น่าเชื่อว่าคราวนี้เราได้เป็นคนแรกที่คอมเมนต์ เอาเป็นว่าก่อนอื่นขอให้กำลังใจก่อนแล้วกัน ผู้หญิงในโลกนี้มีมากมาย รับรองว่าคนอย่างมษฐาต้องได้เจอคนที่สามารถรับรู้ เข้าใจตัวตนของตัวเองได้อย่างแน่นอน ของอย่างนี้บางทียิ่งอยากมีมันยิ่งไม่มี พอไม่คิด หรือคิดว่าไม่อยากมี เดี๋ยวก็ผ่านเข้ามาซะอย่างนั้น แต่คำแนะนำที่อยากจะให้มากๆก็คือ ถ้ามีโอกาสใดๆแล้ว หมายถึงว่ารู้สึกว่าเจอคนที่ใช่ ก็อย่าชักช้า บางครั้งเสียใจที่เค้าไม่คิดเหมือนกับเรา ดีกว่ามานั่งเสียใจว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำอย่างที่ใจอยากทำ คำแนะนำประสบการณ์ตรงตอนนี้คือ เราดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ถึงแม้ว่าผลที่ออกมาคือเรากะเค้าก็ยังเป็นเพื่อนกันต่อไป แต่อย่างน้อยก็มีเพื่อนดีๆเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน และก็ไม่ได้เสียใจเลยที่บอกคนๆนั้นว่าชอบ แค่อย่าทำให้เค้ารู้สึกอึดอัดก็พอ
     
    ในความคิดเรา คนเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ ตัวเราเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้เราเปลี่ยนไปพอสมควร มองโลกในอีกแง่มุมหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนที่จะมาคู่กับเราจะยอมรับเราที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือเปล่า อย่าคาดหวังให้เค้าเปลี่ยนตามเราก็พอ แค่ต่างฝ่ายต่างต้องยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น ถ้ารับไม่ได้ก็เลิกเป็นแฟนเท่านั้นแหละ (ถึงเราจะยอมรับว่าตัวเราเองก็คาดหวังกับการมีแฟนว่าจะต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยได้ตลอดชีวิต ประมาณว่าเป็นคู่ชีวิตเหมือนกับที่ก้อนหวัง) แต่อย่างที่บอก บางครั้งมันก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าให้ใครคาดหวังว่าก้อนจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (แม้ว่าจะมีคนเคยพูดว่าถ้ามีแฟนคนแรกคงตามใจตายเลย) ไม่มีใครทนเปลี่ยนตัวเองทั้งหมดเพื่อคนอีกคนได้ตลอดชีวิตหรอกนะ
     
    จบห้วนๆอย่างนี้แหละ หนาวจัง มือชาแล้ว

  2. gibt says:

    Let me add another comment about your font! It’s really small, even smaller than my handwriting la. Could you please change the size ja?

  3. ก้อน Masatha says:

    … นี่ถ้า gibt ไม่มาเมนท์นี่ ผมถือว่าเอนทรี่นี้ fail เลยนะฮะถ้าเจอฅนที่ใช่จริง ๆ ก็ไม่รู้สึกเสียดายที่จะบอกหรอกครับ… แต่ปัญหาจริง ๆ สำหรับผมก็คือ เมื่อไหร่ถึงจะรู้สึกว่า ‘ใช่’ มากกว่าถ้าจะมีความรู้สึกพึงใจระดับนั้นได้ ผมว่าต้องมีการพูดคุย ใช้ชีวิตร่วมกัน (ซึ่งไม่ได้แปลว่าอยู่-กินก่อนแต่ง) แลกเปลี่ยนตัวตนซึ่งกันและกันมากพอสมควร แล้วชีวิตผมที่ ๑๒ ชั่วโมง อยู่ใน lab จะหาโอกาสแบบนั้นมาจากไหน (วะ)ที่แย่กว่านั้นก็คือ ผมมีความอดทนในการจีบหญิงค่อนข้างต่ำครับ ถ้ารู้สึกว่า การพยายามโทร.ไปคุย นัดออกไปกินข้าว หรือดิ้นรนที่จะเอาตัวเองเข้าไปใกล้ เป็นเรื่องเสียเวลา ชีวิตชั้นมีเรื่องอื่นมากมายที่ต้องทำนะยะ… ก็จะหมดแรงจูงใจเอาได้ง่าย ๆ เคยคิดว่า ใครได้ผมเป็นแฟนก็น่าจะโชคดี (เพราะคงตามใจตายอย่างที่บอก) แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับฅนรัักเป็นลำดับท้าย ๆ มาทีหลังเรื่องเรียน มาทีหลังกิจกรรม และมาทีหลังครอบครัว … จะทำให้ผู้หญิงมีความสุขได้แค่ไหนกันเชียว?หรือจริง ๆ แล้วมันก็แค่ว่าเรายังไม่เคยเจอใครที่ทำให้เรารักได้มากพอ?จบห้วน ๆ เหมือนกัน (ปล. แก้ฟอนท์ให้แล้วนะจ๊ะ พอดีมันก๊อปมาจาก word ยุ่งยากนิดหน่อย)

  4. Chayanin says:

    คิดว่าประสบการณ์ยังไม่ถึงที่จะเข้าใจเอนทรี่นี้ได้อย่างเต็มที่
    ว่าแต่พี่ก้อนเคยเจอประเภท ขอเป็นแฟนแบบ(ทั้งคนขอและคนตอบรับ)ไม่รู้ตัวบ้างมั้ยฮะ แบบที่ว่า มาย้อนคิดตอนหลังแล้วถามตัวเองว่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง

  5. Chayanin says:

    อ๊าก ลืมไปเลย จะบอกว่า
    เมื่อวานไปดูหนังเรื่อง snakes on a  plane มา
    พี่ก้อนได้ดูรึเปล่าครับ
     

    "Enough is enough. I have had it with these motherfucking snakes on this motherfucking plane!"

  6. Korn says:

     
     
    มาอ่านแล้วนา ผมว่า entry ยาวแล้ว แต่ของนายยาวกว่าอีกแฮะ ไว้จามาเม้นยาวๆถ้ามีเวลาเน่อ เตรียมตัวไว้วันเกิดไอ้น้ำกะอิฐปลายเดือนละกัน  แต่แน่อาจจะชวนไปงานหนังสือกันก่อน  เจอกานๆ

  7. May-ya says:

    +++ งืมมมม เมว่านะพี่ก้อน เมก็คิดเหมือนกะพี่ก้อนอะแหละ ว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่า "หวานใจ" เนี่ย มันก็ควรจะเป็นคู่คิดกันได้ด้วยอะ ไม่ใช่ว่าคุยกันแต่เรื่องสัพเพเหระ (ได้เป็นวันๆ) เอาแต่ขำกันไปขำกันมา แต่ลงท้ายพอจะพูดอะไรจริงจังที จะปรึกษาถกปัญหาอะไรแปลกๆทีก็ดันคุยกันไม่ได้ซะงั้น แบบนั้นเมเซ็งแย่เลยอะนะ 5555
    +++ จริงๆสำหรับเม เมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแสนไกลขนาด "คู่ชีวิต" อะ สำหรับเมแค่เป็นแฟนกัน มันก็ควรจะไปด้วยกันได้ใน หลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแนวคิด ถ้าเกิดมันคิดไม่เหมือนกัน แถมยังไม่รับฟังกันอีก เมว่ามันก็เห็นอนาคตรำไรอะนะว่าจะไปกันไม่ไหวแน่ๆ (อีกอย่างที่ออกความเห็นแบบนี้เนี่ย เพราะปกติเวลาเมคุยกับคนที่สนิทกันระดับนั้นจริงๆ ก้อจะเพ้อแนวคิดประหลาดๆออกมาซะส่วนใหญ่อะค่า 5555 ดังนั้นถ้ารับกันไม่ได้ ก็บ๊ายบายเลย)
    +++ ว่าแต่ว่าสิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดคือการเข้ามาจีบแบบ.. โคดดดดจะบ่งบอกเลยว่า "จีบอยู่นะเว้ย" 555 น่าเตะให้กระเด็นเนอะ
    +++ ว่าแต่พี่ก้อน.. ถ้าพบไม้งามเมื่อขวานบิ่น ก้อซื้อขวานตัดไม้ใหม่จิ เอิ๊กกกก

  8. c e r e a l says:

    หืม…. เค้าว่ากันว่าอากาศหนาวๆทำให้คนเรายิ่งเหงา
    เพิ่งจะเห็นข้อพิสูจน์จริงจังก็คราวเนี้ยแหละค่ะ
     
     
    พบไม้งามเมื่อไรก็ขอให้โชคดีนะคะ
    แต่อย่าพบใน "ป่าเดียวกัน" ก็พอ อิอิ
     
     

  9. ก้อน Masatha says:

    -ςω™- >>> จะว่าไป
    ประสบการณ์แบบนั้นก็เคยเจอนะ งง ๆ เหมือนกัน
    แต่พอนึกภาพออกว่าป่านคงไปทำอะไรให้อีกฝ่ายประทับใจโดยไม่รู้ตัวแหละ เรื่อง snakes on a plane ไม่ได้ไปดูอ่ะ ไม่ใช่แนวหนังที่ชอบ คงไม่คุ้มเท่าไหร่ ‘- – KnightZ>>>
    ่ช่วงปลายเดือนโคตรยุ่งเลยอ่ะ (แต่แค่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงไม่น่ามีปัญหานะ)
    ไม่ได้คุยกับเพื่อน ๆ นานแล้วชักคิดถึงแฮะSailoMay>>>
    เห็นด้วยกับเราโคตร ๆ เลยอ่ะ
    ไอ้เรื่องหาฅนที่เราจะเพ้อได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวประหลาดนี่ยากชะมัด
    (รึเด็กคณะวิทย์เป็นงี้ทุกฅนวะ?)
    ใจจริงอยากได้แฟนที่ไม่ได้เรียนอยู่ในฟีลด์เดียวกันนะ แต่คงจะยากว่ะ เอิ๊ก
    ๆ Cereal22>>> ช่วงนี้พี่ว่าไม่ค่อยหนาวนะ ร้อนกับแฉะซะละมาก เรื่องเจอไม้ป่าเดียวกัน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกลัวแล้วอ่ะ พอโตขึ้น ก็ชักจะพอรู้ว่าควรรับมือยังไง … เนอะ

  10. แองเจิ้ณ says:

    v.v
    อืมมมมขาดประสบการณ์ซะด้วยซิ่เรื่องพวกนี้  แต่ก็เห็นด้วยเรื่องที่ว่าสเป็กจะเปลี่ยนไปตามปมในใจ
    คงจริงมั้ง เพราะตอนนี้กำลังบ้าผุ้ชายเกาหลีอยุ่><  (ได้ข่าวว่าไม่เกี่ยว- -")
     
    ขอให้หาผู้หญิงคนนั้นเจอละกันค่ะ(โดยไม่ชักช้าด้วยนะ)  นี่คงเป็นคำอวยพรที่น่าจะเวิร์กที่สุด
     

  11. Jang says:

    เพิ่งกลับมาค่ะ
      อ่านจบก็..นี่แหล่ะ..ก้อนล่ะ
    เรื่องบางเรื่องสำหรับเรามันน่าค้นหานะ..แต่การค้นหาความเป็นตัวเองมันสำคัญกว่าอีก
    การค้นหาตัวเองเจอ..เราจะรู้ว่า"เราต้องการสิ่งใด"คืออะไร
     
    อะไรที่เข้ามา อะไรที่ผ่านชีวิตเราไป สำหรับพี่แล้วมันเป็นการเรียนรู้
    รู้แล้วเติบโตขึ้น หรือรู้แล้วก็เหมือนไม่รู้…อันนี้ก็แล้วแต่คน
     
    พี่ผ่านช่วงที่ก้อนกำลังเป็นมาแล้ว
    ผ่านวันเวลาที่ย่ำแย่กับความรัก และวันเวลาที่ดีที่สุดที่พี่ ถือครอง อยู่ตอนนี้
    พี่ว่าสักวัน
    ก้อน..จะรู้สึกเช่นเดียวกับพี่
    และอาจจะพูดประโยคเดียวกับคุณแม่..ในวันเวลาข้างหน้านะ
     
    คนรัก..อาจเป็นได้ทั้งส่วนที่เราขาดหาย เป็นส่วนที่เติมเต็ม หรือเป็นความแปลกใหม่สำหรับชีวิต
    แต่การที่จะอยู่เคียงข้างไปจนวันตาย มันมีหลายเหตุผลที่ซับซ้อน
    ขึ้นอยู่กับว่า เราเอาสิ่งใดนำทาง  และเขาเอาสิ่งใดนำทาง
    แม้จะอยู่กันจนตาย…มันก็ไม่ได้มีความหมายไปมากกว่า..
    ได้มีวันเวลา..เช่นใดร่วมกัน
     
    บางคนต้องใช้เหตุผลและความอดทนมากมายในการประคับประคองซึ่งกันและกัน
    แต่บางคนกับมีแค่ความรักอย่างเดียวก็อยู่รอด
    มันเป็นเรื่องที่พิเศษ….ไม่ได้เกิดเหมือนกันทุกคน
    บอกกันไม่ได้…สอนกันไม่ได้
     
    มันเป็นเรื่องที่สำคัญกับคนหลายๆคนเสมอล่ะไอ้เจ้าความรัก คนรักนี่หนะ
    ขนาดเมื่อได้มา เรายังไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดจบยังไง
    เหมือนกับต้องเรียนรู้ไปตลอดเวลา
    อย่าเลือกเพราะเหตุผลเดียวว่า..มันต้องมี เท่านั้นเป็นพอ
    (พี่ว่าก้อนคงไม่ใช่และไม่ใช้แน่ๆนะคะ)
     
     
     
    ปล.รู้สึกเหมือนกันว่า..ก้อนกำลังมองหาคู่ชีวิตเลยนะ หุหุ
    ปล.2 ก็อยากเห็น"ผู้หญิง"ของก้อนอยู่ดีนั่นแหล่ะค่ะ 555
    ปล.3 ดอกไม้ในสเปซ คือพุทธรักษา  สีส้มๆ ส่วน ข้างซ้ายบน คือหวายพันธุ์นึงไม่รู้จักชื่อเหมือนกัน (กล้วยไม้) ส่วนดอกขาวๆคือดอกแก้ว
    "กาสะลอง"เป็นชื่อที่พี่ใช้ในพันทิปเฉพาะคลับเส้นสายลายพฤกษ์ค่ะ พี่เอามาทำเป็นลายน้ำบนรูป
    กาสะลองเป็นภาษาเหนือที่ใช้เรียกต้นปีบ ดอกไม้ที่พี่ชอบรองจากดอกบัวค่ะ
     
    …..อย่างน้อย  ก้อนก็รู้จักดอกบัว…^_^
     
     
     
     
     
     

  12. ก้อน Masatha says:

    AnGeL_HipZ>>> เป็นคำอวยพรที่ถูกใจมากจ้า ขอให้เหมือนกันนะ
    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> จะว่าไป มันก็อยู่กับช่วงเวลาเหมือนกันฮะ อย่างพอว่าง ก็จะฟุ้งซ่านถึงเรื่องพวกนี้ แต่อย่างตอนนี้ที่กลับมายุ่ง ๆ ก็จะรู้สึกว่า … เออ ไม่มีก็ดีเหมือนกันว่ะ ไม่งั้นก็คงดูแลไม่ได้
    ขอบคุณสำหรับคำอธิบายเรื่องดอกไม้นะฮะ
     
    ส่วนเรื่องมีเพราะว่าต้องมี… ตอนนี้อาจจะไม่คิดอย่างนั้น แต่พอสักใกล้ ๆ ๔๐ อาจจะมีเพราะ ‘ต้องมี’ ก็ได้นะฮะ

  13. pяaeω³² says:

    "เผ่าเดียวกัน"
    "ลอกคราบตัวเอง" ..พี่ก้อนนี่ ช่างมีความสามารถประดิษฐ์ศัพท์ใหม่ได้อย่างเหลือร้าย
     
    เห็นด้วยกับทฤษฏีที่ใช้ตอบคำถามค่ะ เวิร์คมากกกก..
    แพรวว่าจะให้ดีนะ คงต้องหาคนที่พี่ก้อนเคยประทับใจทั้งหมดมาเทรวมกันแล้วเขย่าๆ ผสมๆ กันจะได้ผู้หญิงในอุดมคติเลยหล่ะค่ะ อิอิ
    แต่ก็นะ คนอย่างนั้นหาย๊ากยาก แพรวเป็นผู้หญิงแพรวยังว่าหายากเลย
    เจอแล้วก็แย่ปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆสิคะ สู้หน่อย คิดจะเอาจริงต้องสู้ๆๆๆ (ยุซะงั้นหล่ะ)
     
    จริงๆนะ แพรวว่าเวลาเราคบไปเป็นแฟน ก็มันจะมองไปถึงอนาคตอยู่แล้วนี่คะ ..ยกเว้นที่ม่อๆแล้วนะ
    มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่เราจะคาดหวังว่า คนๆนั้นจะต้องสามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด
    คือไม่ใช่แค่อยู่ข้างกัน แต่ก็ต้องสามารถแชร์ไอเดียกันได้ด้วย คุยกันได้ อะไรเทือกๆนั้นมากกว่า
    อย่าว่าแต่พี่ก้อนเลย แพรวว่าหลายๆคนก็มองหาเหมือนกันแหละ
    แต่เพรียบพร้อมขนาดนั้นก็ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะตกลงมาจากฟ้า.. โอ้ ชีวิตหนอ ยากแท้แสนลำบาก
     
    ปล.ขอโทษค่ะที่มาตอบช้า ..เมาค้างกับข้อสอบไปหลายวัน เอิ้กๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s