พ่นการเมือง ตอน ความชั่วร้ายที่จำเป็น

Posted: December 16, 2007 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

เซ็งที่สุดครับ

 

อย่างที่เคยบอกไปว่า เวลาอยู่ที่คณะจะไม่สามารถอัพบล็อกได้ รวมไปถึงคอมเมนท์ไม่ได้เหมือนกัน (ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร) เวลาจะอัพที ก็ต้องย้ายมานอนที่สีลมที ซึ่งปกติถ้างานยุ่ง ๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเหนื่อยกับการเดินทาง

 

ตอนนี้สิ่งที่ทำคือ เวลามีไอเดียอะไรก็อัพแล้วก็เซฟไว้ในเมล์ เพราะเคยเซฟดร๊าฟในสเปซ แล้วข้อมูลมันก็หายเฉย ๆ

 

แต่ขอโทษครับ ตอนนี้มันแย่ยิ่งกว่านั้น  เพราะว่าเวลาเซฟ คงเป็นเพราะว่าฟอนท์มันประหลาดพิกล พอกลับมาเปิดเครื่องที่สีลม ก็กลายเป็นภาษามนุษย์ประหลาดเลย เจ็บใจจริง

 

สุดท้ายก็ตัดสินใจพิมพ์ใหม่หมด คงย่นย่อกว่าเดิม

 

 

เพิ่งไปอ่านสเปซของข้าวตูมาครับ เลยมีกะจิตกะใจจะอัพเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมั่ง ก็เลยมีสถานการณ์จำลองมาเล่าให้ฟัง (เกี่ยวไม่เกี่ยวยังไงเชิญทัศนา)

 

สมมติว่า ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ระดับชั้นประถม

อาจารย์ประจำชั้นแนะนำว่า เทอมนี้ จะมีนักศึกษาฝึกสอนมาสอนนักเรียนวิชาเดียวกัน จำนวนสองฅน แบ่งสอนกันฅนละครึ่ง ครูฝึกสอนทั้งสองท่านจะเป็นฅนดูแลนักเรียนทั้งหมด ทั้งวางแผนการสอน ให้คะแนนความประพฤติ ทดสอบย่อย ทดสอบใหญ่ รวมไปถึงตัดเกรด (ทำทุกอย่างเองว่างั้น)

 

จุดสำคัญก็คือ หลังจากประกาศคะแนนสอบแล้ว จะให้นักเรียนทั้งห้องเป็นฅนโหวต ว่าชอบครูฝึกสอนท่านไหนมากกว่ากัน  ฅนที่โหวตได้คะแนนมากกว่า จะได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำที่นี่ และใช้คะแนนโหวตจากนักเรียนอย่างเดียวเป็นตัวตัดสิน (ไม่ใช้การประเมินผลอย่างอื่นเลย)

 

ครูฝึกสอนฅนแรก ใจดี สอนง่าย ให้โจทย์ง่าย ๆ ทุกฅนทำได้ การบ้านก็น้อย เวลาทดสอบย่อยก็ได้คะแนนดีกันทุกฅน สอบปลายภาคก็ข้อสอบไม่ยาก ตัดเกรดให้ได้เกรดดีกันทั้งห้อง คะแนนความประพฤติก็ให้สี่หมดทุกฅน

 

ครูฝึกสอนฅนที่สอง สอนละเอียด สอนยาก มีการบ้านทุกวัน ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหนัก มีรายงานที่ต้องส่งเป็นกลุ่มด้วย แบบทดสอบย่อยออกลึก ข้อสอบปลายภาคนักเรียนทำไม่ค่อยได้ คะแนนก็เลยไม่ค่อยดีกัน ประเมินผลความประพฤติก็ให้ลดหลั่นกันไป ไม่ได้สี่หมดทุกฅน

 

หมดภาคการศึกษา คิดว่านักเรียนจะโหวตให้ใครครับ?

 

ถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ผมว่าอาจมีสิทธิลุ้นนะครับ เพราะม.ปลายเกิดคิดได้ว่า ถ้าอาจารย์สอนง่าย ๆ ตื้น ๆ แล้วพวกเราไม่มีความรู้ ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ยาก หรือแข่งกับฅนอื่นลำบาก ก็อาจจะมีฅนโหวตให้ครูฝึกสอนฅนที่สอง แต่ถ้าเป็นนักเรียนเด็ก ๆ ยังเยาว์วัยอยู่ สนุกไปวัน ๆ มองอะไรสั้น ๆ ชอบได้เกรดดี ๆ แต่ไม่ได้มองไกลไปว่า จำเป็นจะต้องมีความรู้อะไรมากมาย ผมว่าครูฝึกสอนฅนแรกคงชนะขาดลอย

 

นี่อาจจะเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยก็ได้นะครับ เพราะเรายึดถือการโหวตเป็นปัจจัยสำคัญโดยไม่สนใจคุณสมบัติอื่น ๆ ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า การโหวตมันจะเหมาะกับสังคมที่มีวุฒิภาวะสูง มองการณ์ไกล ยอมลำบากวันนี้เพื่อที่จะสบายในวันข้างหน้า แต่ถ้าเป็นสังคมไร้เดียงสา มองเห็นแค่ประโยชน์เฉพาะหน้า สิ่งที่เราเลือก อาจจะก่อให้เกิดภาระในระยะยาวก็ได้

 

ผมไม่ได้โจมตีพรรคไหน หรือนโยบายไหนเป็นพิเศษนะครับ มองในมุมกลับกัน ถ้าเรามีนโยบายแบบนี้ แล้วชาวบ้านเลือก ยังไงก็ต้องทำ คงไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะเสนอนโยบายที่หวังผลในระยะสิบปี แต่ไม่มีใครเลือก

 

เพราะงั้น ผมคิดว่า เราเองจะโทษผู้แทนไม่ได้หรอกครับ ที่เราบ่น ๆ กันว่า นักการเมืองมันห่วยอย่างโน้น มันห่วยอย่างนี้ ผมคิดว่า ประชาชนเป็นอย่างไร มันก็สะท้อ นคุณภาพของนักการเมืองออกมาอย่างนั้น  

 

แต่ถ้าถามผมว่า งั้นมีวิธีไหนที่จะเลือกผู้แทนได้ดีกว่านี้ล่ะ? ผมก็นึกไม่ออกครับ เพราะยังไง ๆ ประชาชนที่หัวก้าวหน้าก็ชอบการโหวตมากที่สุด ด้วยเหตุผลอันเป็นอมตะว่า จะดีจะชั่วอย่างไร นี่ก็เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง โว้ย)

เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ฅนยอมรับมากที่สุด แต่มันไม่ได้ทำให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด เคยมีฅนบอกว่า มันก็เป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น น่ะครับ (อาจฟังดูแรง แต่ถ้ามันดีจริง ทำไมเรายังได้นักการเมืองที่โกงกินประเทศอยู่เล่า หรือนี่คือดีที่สุดที่เราจะมีแล้ว?)

 

ถ้าประชาชนเรายังคุณภาพต่ำอยู่ (ไม่ใช่ใครที่ไหร… ก็เรา ๆ ท่าน ๆ ผู้มีสิทธิออกเสียงนั่นแล)

 

 แล้วเรายังจะไปหวังอะไรกับนักการเมือง?

 

 

ปล. เรื่องห้องเรียนเนี่ย เหมือนเป็นจินตนาการสุดโต่ง แต่ก็มีเค้านะครับ อย่างที่ภาควิชาผมเอง เคยมีการให้นักศึกษาประเมินผล แล้วก็เอาคะแนนมาเป็นการคัดเลือกอาจารย์ที่จะสอนปีถัดไป พอน้อง ๆ บอกว่า อาจารย์ท่านนี้สอนดี สอนเข้าใจ ก็เพิ่มชั่วโมงสอนให้ ใครที่สอนยาก สอนลึก นักศึกษาไม่ชอบ ก็ลดเวลาสอนลง ปรากฏว่า เห็นผลเลยครับ ปีถัดมา พอมีทดสอบรวม เทียบกับคณะอื่น ผลคือรุ่นน้องได้คะแนนรวมเป็นที่โหล่ เพราะเรียนกับแบบผิว ๆ พอข้อสอบลงลึกก็ตายหมู่ ผู้บริหารเต้นผางเลยครับ เปลี่ยนใหม่ ให้อาจารย์เป็นฅนเลือกกันเอง ไม่อิงกับการประเมินของนักศึกษาแล้ว … ถามว่า ทำแบบนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตยรึเปล่าครับ?

 

Comments
  1. Paul_012 says:

    เวลาส่งอีเมล ต้องระวัง encoding ดี ๆ ครับ ไม่แน่ใจว่า Hotmail เวอร์ชันใหม่ใช้ Unicode หรือยัง แต่ถ้าส่งแล้วมันเพี้ยนก็หาทางเปิดเป็น encoding เดิม แล้ว copy ไปแปะใหม่ได้ครับถ้ามีปัญหาเปิด WLS จากที่คณะไม่ได้แต่ส่งอีเมลได้ ทำไมไม่ลองใช้ email publishing ดูล่ะครับ (ตั้ง settings ให้ส่งเมลเข้าหา address ที่กำหนดแล้วโผล่ในบล็อกเลย)เรื่องประชาธิปไตย… ก็อย่างที่ผมเคยบอกแหละครับ "ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
    ตราบใดที่ประชาชนยังโง่อยู่ การปกครองก็โง่ตาม ประเทศชาติก็ไม่อาจพัฒนาได้"ตอนนี้ผมยังสนใจคำถาม "Why democracy?" อยู่… น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้มีโอกาสดู series นี้ใน BBC World

  2. ก้อน Masatha says:

    เอ้อ… WLS คืออะไรครับ?

  3. Paul_012 says:

    Windows Live Spaces ครับ

  4. Zerothman says:

    ตายละ อย่าให้บ่นเชียวเกลียดประชาธิปไตยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เพราะอยู่เมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม(ไว้เขียนบล็อกๆ)สังคมนิยมจงเจริญ!(จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ก็ชอบกว่าประชาธิปไตยแหละ)

  5. May-ya says:

    +++ ตอบว่าคิดผิด ได้ปะคะ 55555
     
    +++ ตอนม.6 เมไม่ใช่คนแบบนี้นี่หน่า.. ตอนนั้นหัวด้านศิลปะไม่มีวิวัฒนาการจากตอนป.หนึ่งเลยทีเดียว ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นศูนย์ซะอีก เกลียดประวัติศาสตร์ ภาษา นั่นนี่ ปัจจุบันกลายเป็นคนละคนชอบทุกอย่างที่เคยเกลียด และเกลียดทุกอย่างที่เคยชอบ 55555
     
    +++ เอนทรี่พี่ก้อนเมยังไม่ได้อ่าน เดี๋ยวเข้ามาอ่านอีกรอบแล้วจะมาเม้นให้นะค้าาาา

  6. Chayanin says:

    ยังไงผมก็ยังพอใจกับระบบที่อำนาจการตัดสินใจกระจายมากกว่ารวมศูนย์ (central planning) ครับ เพราะถ้าการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ก็ยิ่งผ่านมุมมองน้อยมุมมองแต่ละคนให้ค่าแต่ละสิ่งไม่เท่ากันครับ อย่างตอนนี้ การตัดสินใจรวมศูนย์ ก็เอามุมมองแบบคนที่ครองอำนาจตอนนี้ไปมอง คนที่ให้ค่าไม่เหมือนกับเขาอย่างพวกผม ก็ทำอะไรไม่ได้ผมพยายามจะไม่มองว่าประชาชนโง่ครับ เพราะจริงๆแล้ว ก็มีแต่คนที่มีผลประโยชน์ต่างจากเรา คนในเมืองใหญ่ กับชาวบ้านนอกเมือง ผลประโยชน์มันไม่ตรงกันครับ ลงท้ายก็ได้กล่าวหากันไปมา ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า คิดตื้น คิดโง่ๆ เอาแต่ผลประโยชน์ตรงหน้า อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ก็ไม่เคยมีชีวิตลำบาก สุขสบายกับสังคมที่ได้ประโยชน์จากการคงอยู่ของอำนาจศักดินา จะไปเข้าใจอะไร ลงมาอย่างนี้มันก็ลำบาก (จะว่าไป ความคิดเรื่องนี้ของผมก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันครับ)ถ้าปัญหาตรงหน้ายังแก้ไม่ได้ จะหวังให้มองเห็นปัญหาไกลๆมันก็ยากอยู่นะครับ ยังไงก็ยังไม่ convinced กับระบบของมาร์กซ เลนิน และเหมา ครับ

  7. EIG says:

    ขอปรบมือให้กับป่าน 31 ที
    เห็นด้วยเป็นที่สุดครับ!
     
    คนที่เลือกอาจารย์สอนง่าย
    อาจจะเลือกด้วยเพราะ ความคิดที่ลึกซึ้งไปด้วยปรัชญาแห่งชีวิตแบบเต๋า ที่ไม่คิดว่า คนอื่นๆ ควรตะต้องมาถูกเคี่ยวกรำด้วย ความรู้ไร้ค่าบางอย่าง ปล่อยไปตามธรรมชาติดีกว่า
    หรืออาจจะ อาจจะเพราะ เค้ามีความต้องการศึกษาอะไรบางอย่าง นอกหลักสูตรที่สุดยอดมาก แต่ต้องใช้เวลา และการทำการบ้านนี้ มันทำร้ายการเรียนรู้อีกแบบของเค้า
    ไม่มีทางที่จะเข้าใจคนที่เราไม่เคยมีไปประสบการณ์แบบเค้า หรือคุยกับเค้า 
    (อย่าว่าแต่ คนบางคนแม้จะคุยแล้วด้วยกันแล้วมากมาย ก็ยังไม่เข้าใจกันอยู่ดี)
     
    เมื่อไตร่ตรองดูแล้วนั้น ผมคิดว่า สิ่งที่ใครก็ตามเลือกนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเสมอ (ในมุมมองนั้น)
    (แม้ในทางปฏิบัติในชีวิตจริง ผมเองก็ยังไม่สามารถจะไม่เป็นแบบนั้น)
     
    คือมันต่างจาก บริษัท หรือ กลุ่ม หรืออะไรที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาเริ่มต้นของใคร ที่มีสิทธิ์กำหนดเกณฑ์ในการตัดสินใจกลางได้
    ประเทศ มันไม่มีเกณฑ์ ต่างคนก็ชีวิตเค้า
     
    ทีนี้ถามว่า เราจะทำอย่างไร ถ้าเรามองต่างกันแบบนี้  จนทำให้เวลาสังคมจะตัดสินใจโหวตอะไรซักอย่าง มันถึงช่างรู้สึกว่า อีกฝ่ายมันช่าง….
    สิ่งที่สังคมต้องการคือ โครงสร้างกลไกอะไรบางอย่างที่ทำให้เราต่างถูกทำให้เข้าใจในมุมมองของทุกฝ่าย มากขึ้น
    เมื่อเข้าใจกันมากขึ้น ทิศทางของการตัดสินใจ มันก็จะค่อยๆ หันเหไปสู่ ทางที่ทำให้ผลรวมrevenue มัน max เองอะครับ
     
    ถามว่า กลไกที่ทำให้ คนถูกทำให้เข้าใจ โดยอัติโนมัติ นั้นมีไรบ้าง ผมนึกไม่ออกเหมือนกัน (อาจจะต้องเพิ่งกฎหมาย?)
    ที่เราพอจะทำได้ตอนนี้ ก็แค่ พยายามกระจายความคิดเห็น ให้กับคนอื่นๆ ด้วยความหวังดี และไตร่ตรองแล้วด้วยเหตุผล

  8. Jang says:

    รักป่าน…^_^55555อาจจะคิดต่างจากก้อนนะ
    พี่ระมัดระวังความคิดแบบนี้มากเลยนะเพราะการคิดด้วยตรรกะแบบนี้ ทอนค่าความเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคลให้  "ไม่เสมอกัน.."ด้วยบรรทัดฐาน ที่ตัวเอง..คิด..การให้ค่าของสิ่งต่างๆของคนเราไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราตีค่าว่า มีค่า ก็ไม่ได้หมายความว่า มีค่า สำหรับอีกคนเสมอไป Eig ยกตัวอย่างได้ชัดแจ้งมากถ้านักเรียนบางคนคิดว่าการเรียนเพื่อเข้าสู่ระบบที่สังคมมีมาตรฐานเพื่อคัดสรรต้องพึ่งพา การสอนจากอาจารย์ที่เข้มงวด เขาควรเลือกอาจารย์ที่เข้มงวดการคิดแบบนี้ก็มี"ผลประโยชน์"สำหรับชีวิตเขาแต่นักเรียนสักคนหนึ่งที่อาจคิดว่า การคัดสรรโดยระบบของสังคมแบบนี้ ตีกรอบคุณค่าการเรียนรู้ให้จำกัดจำเขี่ยสำหรับชีวิตเขาเกินไป เขาเลือกอีกคนที่ทำให้เวลาการเรียนรู้ในแบบของเขาเปิดกว้าง มันก้เป็น ผลประโยชน์สำหรับชีวิตเขาเช่นกันมันไม่มีคนไหนคิดผิดนะแถมคนที่คิดว่า คนที่เลือกอาจารย์ไม่เข้มงวดหน่ะไม่ฉลาดเอาเสียเลย อาจคิดได้ไม่ "ลุ่มลึก" เท่า็ก็ได้มันจริงเป็นเรื่องจริงว่า การนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปได้ย่อมต้องอาศัยผู้นำที่ต้องมีความเป็นเลิศในหลายๆทางแต่คนที่นำเรามาแต่ละยุคแต่ละสมัย ก้ไม่ได้รักประชาชนไปมากกว่าตัวเองเลยแล้วมันจะแปลกอะไรถ้าคนที่จะเลือก เลือกในสิ่งซึ่งทำเพื่อตัวเองบ้างมันก้แค่การหาประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งพี่คิดว่าเมื่อผลประโยชน์มันไม่ลงตัวสักวัน(ก็อาจแค่สี่ปีหรือเร็วกว่านั้นอย่างที่ผ่านมา)ทุกอย่างมันก็กลับเข้าสู่กระบวนการคัดสรรใหม่พี่กลับมองว่า นักการเมืองที่ชาญฉลาด ควรจะรู้ว่าการกอบโกยนั้นมันต้องเผื่อที่ไว้ให้ได้กินครั้งต่อๆไปและการเผื่อที่ไว้กินต่อๆไป มันจะเอื้อกับ คนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมที่มีวุฒิภาวะสูง  ให้เขาได้มีชีวิตต่อไป(และเพื่อเอื้อประโยชน์กับคนในสังคมที่มีวุฒิภาวะสูง ต่อๆไปด้วย)มันเป็นลูปของการเมืองการปกครองไปแล้ว และมีมาทุกสมัย ทุกที่แหล่ะ อาศัยแค่อำพรางตัวเองในชื่อต่างๆแต่ทว่าแท้จริงแล้วสังคมไม่ว่าจะอยู่ในชื่อไหนของการปกครองมันก้ยังเป็นรูปปิรามิดเสมอคนในสังคมก็ยังมีการแบ่งชั้น กันตามการ"ตีค่า" ของแต่ละบุคคล แต่ละกลุ่มเสมอมาพี่ไม่ชอบการตีค่าแบบนี้นะ พี่คิดว่าคนเราเสมอภาค มีค่าความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีสิทธิ์แห่งการมีชีวิตอยู่ การเลือกที่จะเป็นเท่าๆกันเราไม่มีสิทธิ์คิดว่า เราเก่ง เราเจ๋ง เราฉลาดกว่าใครเรื่องๆหนึ่งเราอาจรู้มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า อีกคน โง่กว่าเรา วันนึงเมื่อเขาเรียน..และสามารถมีโอกาสรู้ได้เท่าๆเราเขา..มีโอกาสฉลาดเท่าเราแต่ตรงคำว่าโอกาสนี่แหล่ะ..ที่คนในสังคมที่คิดว่าตัวเองมีวุฒิภาวะในด้านต่างๆเป็นเลิศ..กว่าคนอื่นจะมี"สำนึก" ในการหยิบยื่นให้กับคนอื่นหรือเปล่าฉลาดแต่งก อวดฉลาดแต่ไม่รู้จักแบ่งปัน  รู้แต่เอาเปรียบ ..พี่ว่าคนแบบนี้ "ไร้ค่า" ต่อการพัฒนาประเทศกว่านะ(แต่ต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน พี่ก็ต้องยอมรับว่า "การตีค่า" ความเป็นคน มันจะมีเสมอและแตกต่างกันออกไปในสังคมและต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า มันจะมีหนึ่งเสียง  เท่าๆกับพี่ด้วย)การคิดในแง่ที่เหยียดระดับสติปัญญา มันจะไม่สามารถทำใหทั้งสองฝ่ายเติบโตขึ้นมาสู่ความมีวุฒิภาวะ สูง ขึ้นมาได้พี่กลับเชื่อมั่นว่า การล้มลุกคลุกคลาน มันจะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง มีพัฒนาการและเติบโตในความคิดทางการเมืองขึ้นมาได้ต่อให้ทีละเล็กละน้อย มันก้ดีกว่า โง่งมอยู่ทั้งปีทั้งชาติโดยการปิดหุปิดตาเลือกผิด ก็ดีกว่า ไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง(ตรรกกะที่ว่า ความผิดพลาดจะสอนเราได้)ร้อยนึง มันน่าจะมีสักสิบคน ล่ะก้อนที่จะฉลาดขึ้นในการเลือกครั้งต่อไป ต่อให้ร้อยนึงมันจะฉลาดขึ้นอีกคนพี่ก็ว่าคุ้มคนที่คิดว่า เฮ้ย มันโง่กว่าเรา อย่าให้มันทำงาน อย่าเลือกเข้ากลุ่ม อย่าให้มันตัดสินใจคนประเภทนี้..น่าหมั่นไส้ในอันดับต้นๆ..555เห็นด้วยมากๆกับน้องEig ตอนนี้เราน่าจะมองหากลไกบางอย่างที่ทำเราน่าจะเรียนรู้การมองปัญหา และความความแตกต่างอย่างสร้างสรรได้(ชื่นใจนะที่มีคนรุ่นใหม่มองอะไรแบบนี้บ้าง)(นี่พี่เห็นแต่ พอเริ่มถกปัญหาแล้วมีคนคิดแตกต่างจากเรา ก็เริ่มอารมณ์เสียกันแล้ว เห็นตั้งแต่อนุบาล ยันอาจารย์ในมหาวิทยาลัย)กว่ากระบวนการนี้จะแทรกซึมเข้าไปในปัญญา ของชนทุกระดับ มันคงต้องอาศัยเวลาที่นานมากแต่พี่ยังสนับสนุนการคิดแบบประชาธิปไตยอย่างน้อยที่สุด เนื้อแท้ของมันก็ไม่ตีค่าความเป็นมนุษย์ของเราให้แตกต่างกันมันเป็นความคิดเดียวที่ มนุษย์จะเสมอภาคเมื่อถึงเวลาที่เราได้ใช้สิทธิ์อันควรได้ของเราจะว่าไปแล้วทุกวันนี้มันก้เป็นสังคมนิยมที่แฝงอยุ่ในชื่อประชาธิปไตยอยู่แล้วไม่ใช่หรือ..^_^คนไทยก็ยังยึดตัวบุคคลมากกว่าระบบ ตราบใดที่แก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้การเอื้อผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองและประชาชน (ที่มีวุฒิภาวะทางความคิดต่ำ ^_^)มันก็ยังมีให้ก้อนเห็นไปเรื่อยๆแหล่ะสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ พี่เห็นด้วยอย่างมากกับน้องEig เมื่อมีโอกาสที่จะแบ่งปันความคิดควรทำด้วยความไตร่ตรอง และเหตุผลระบบการโหวต มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องปิดหูปิดตาทำตามเสียงส่วนใหญ่ แต่เิปิดโอกาสทางความคิดของเราที่จะเรียนรู้ความแตกต่างอย่างมีใจเป็นนักกีฬา(ทำไมต้องนักกีฬาเนาะ)รู้จักเรียนรู้ข้อดีข้อเสียของความคิดตัวเองและผู้อื่นยังมีเสียงให้โหวต มันไม่ดีกว่าเหรอก้อนวันนึงถ้ามันเป็นเผด็จการหรือสังคมนิยมแบบชนกลุ่มน้อยที่มาปกครองเรา ตีค่าความเป็นคนของเรา ต่ำตะโกนให้ตายยังไง…มันก็ไม่ดัง

  9. katachi says:

    ประชาธิปไตยที่แท้จริง จะเกิดไม่ได้เมื่อประชาชนยังท้องหิว
       อันนี้ได้ยินมา
    แต่ความเห็นข้าวตูนะ คิดว่า จะไปโทษชาวบ้านว่าโง่ไม่ได้ เพราะเค้าแค่อาจจะรู้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเนื่องมาจากถูกปิดหูปิดตาด้วยประชานิยมรากหญ้า
    สมมติว่าพี่ก้อนหาเช้ากินค่ำได้เงินวันละร้อยสองร้อย แต่มีกองทุนหมู่บ้านตึ้งพรึ่บ ให้กู้เฉยๆเงี้ย มีรึจะไม่ชอบ
    แปลว่ารัฐบาลนั้นดี ชอบ   แต่อีกมุมหนึ่ง เรารู้ เราได้ฟังข่าวว่ารัฐบาลนี้ได้ทำอะไรมาบ้าง เราพูดว่า บ้ารึเปล่าเลือกไปได้ยังไง
    ชาวบ้านก็เถียงว่า แกนั่นแหละบ้า รัฐบาลเค้าดีจะตาย …
                    …หรือว่าปัญหามันเกิดจาก การไม่รู้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s