นี่เป็นการทดสอบการประกาศค่าทางอีเมล์ครับ

 

มีแค่ 8 คอมเมนท์นะ แต่มีคุณภาพอย่างแรง ขนาด ณัชเอาไปเขียนต่อในบล็อกของตัวเอง อ่านได้ที่(http://www.zerothman.com)

ส่วนอันนี้เป็นของพอ แต่พออ่านได้เพราะเรื่องพอจะเกี่ยวเนื่องกัน

http://paul012.blogspot.com/2007/08/my-long-belated-take-on-politics.html

 

ตอนแรกก็ว่าจะตอบทีหลังครับ แต่อารมณ์มันค้าง ไม่ตอบตอนนี้ ขืนรอตอบหลังเลือกตั้งคงจืดหมด แต่ก็เสียเวลาพอดูครับ เพิ่งรู้ว่าการอัพเรื่องแบบนี้ดูดพลังงานอย่างรุนแรง (แต่ก็ติดใจนะ ไว้มีประเด็นอะไรใหม่ ๆ จะเอามาลงให้ถกกันอีก)

 

ตอบ ณัช และ พอ >>> เข้าใจความรู้สึกมาก ๆ เลยนะ ที่ไม่ชอบวิธีการโหวต โดยเฉพาะเวลาที่ฅนอื่น ๆ โหวตแล้วไม่รับผิดชอบ ต้องให้เรามาคอยตามล้างตามเช็ดเนี่ย มันเป็นอะไรที่เซ็งในอารมณ์มาก ๆ
(พูดถึงเรื่องกิจกรรมนะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง) แต่อีกด้านก็เห็นด้วยกับที่ฅนเขาพูด ๆ กันนะว่า ถ้าตีตราว่าอีกฝ่ายโง่ ไปซะตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว อาจจะพลาดโอกาสในการเรียนรู้อะไรไปบางอย่างก็ได้….

 

ตอบ อิ๊ก >>> คำตอบของอิ๊กเป็นอะไรที่นอกเหนือจากที่พี่จินตนาการไว้มากเลยนะ เพราะไม่นึกว่าจะมีเด็กประถมฅนไหนความคิดลุ่มลึกขนาดนั้น (ฮา) ถ้ามีฅนที่คิดได้ขนาดนั้นว่า
การเรียนในห้องเรียนมันจำกัดการพัฒนาความสามารถเรา เรียนรู้เองได้ประโยชน์มากกว่า พี่ก็อนุโมทนาสาธุนะครับ แต่พี่ว่า ถ้าพี่เป็นพ่อแม่ แล้ววันดีคืนดี ลูกงอแง บอกว่า ไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว พี่คงไม่คิดว่ามันอยากพัฒนาความสามารถนอกห้องเรียนหรอก คงคิดว่ามันขี้เกียจมากกว่า (ฮา)

ถ้ามีเหตุผลอันสมควร พี่ก็ยอมรับได้นะ แม้มันจะมองคุณค่าต่างกัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว จะมีสักกี่ฅนที่คิดได้ขนาดนั้น?

ฅนที่ไม่ไปเรียนหนังสือ โดยเอาเวลาไปพัฒนาความสามารถของตนเอง กับฅนที่ไม่ไปเรียนหนังสือ แต่เอาเวลาไปกินเหล้า เล่นเกม การกระทำเหมือนกัน แต่ผลบั้นปลายผมว่าไม่เหมือนกันหรอกนะครับ (แล้วอย่ามาบอกล่ะว่า เขาได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองแล้ว ถ้างั้น
จะมาร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนอาจารย์ขอโอกาส เวลาตัวเองโดนรีไทร์ทำไม?
อันนี้แม่ผมเจอบ่อยครับ)

 

ตอบอิ๊กในบล็อกของณัช: การโหวตเนี่ยมันเป็นแบบ winner takes all ครับ แปลว่าถ้าชนะแม้เพียงเสียงเดียว ก็ชนะไปเลย สมมติว่ามีสองมติ
พอโหวตปุ๊บ มติที่ชนะก็ได้ไป ไม่มีการแบบว่า ชนะแบบไป 70
% แพ้แบ่งไป30% เพราะงั้นตามความคิดของผม มันไม่ใช่การ max sum of revenue ซะทีเดียวหรอก เพราะถ้าประนีประนอมกันได้ การโหวตคงไม่เกิดขึ้น (เอ๊ะ ผมเข้าใจถูกรึเปล่าครับเนี่ย)

 

ตอบป่าน>> เรื่องที่ฅนเมือง (ไพร่กระฎุมพี) กับฅนชนบท (รากแก้ว) เลือกผู้แทนต่างกัน เพราะว่ามีกรอบพื้นฐานในการตัดสินใจต่างกันเนี่ย ไม่ใช่ประเด็นที่พี่พูดถึงในบล็อกนี้นะครับ (อ้าว)
แต่พอดีเนื่องจากว่าพยายามจะไม่แตะตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม อ่านไปอ่านมาก็เลยชวนให้เข้าใจเป็นงั้นไป

เรื่องสองนคราประชาธิปไตยเนี่ย ตอนนี้นักวิชาการดูจะไม่ค่อยเถียงกันไปแล้วครับ (เห็นจะมีแต่วงนอกอย่างเรา ๆ เนี่ยล่ะที่ยังเถียงกันอยู่) เท่าที่ตามอ่านบทความที่ตีพิมพ์ทางสื่ออยู่เรี่อยๆ  เหมือนกับว่า ต่างก็ยอมรับแล้วนะครับ
ว่าค่านิยมในชีวิตมันต่างกันจนเอามุมมองของอีกฝ่ายมาประเมินไม่ได้จริง ๆ ฝ่ายหนึ่งก็ต้องการผู้แทนที่ทำให้ตัวเองเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ อีกฝ่ายก็ต้องการผู้แทนที่ไม่โกงกิน ไม่คอรัปชั่น (หรืออย่างน้อย ๆ ก็ไม่ให้น่าเกลียดเกินไป) ตอนนี้รูปแบบที่ดูเหมือนจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายก็คือการถอยกันมาฅนละก้าว โอเค คุณเสียงมากกว่า
จะเลือกใครมาเป็นผู้แทนผมไม่ว่า แต่ขอให้โปร่งใส ตรวจสอบได้นะ อีกฝ่ายก็ โอเค คุณจะตรวจสอบก็ตรวจสอบไป แต่เวลาผมเลือกแล้วชนะ ก็ต้องยอมรับดี ๆ นะ ไม่ใช่จ้องจะล้มรัฐบาลโดยใช้วิธีนอกกติกา… ถ้าเป็นแบบนี้ผมว่าเราอยู่ร่วมกันได้นะครับ

 

เรื่องประชาชนโง่ไม่โง่นี่ไม่เท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเป็นแบบทั้ง ๆ ที่รู้ก็ยังเลือกเนี่ย ผมทำใจลำบากนะครับ ตอนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ฅนในบ้านผมก็บอกว่า เลือกพรรคนี้ เพราะว่าขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้ ปั๊ดธ่อ ถ้าบ้านเราอดมื้อกินมื้อนี่จะไม่ว่าเลย
แต่นี่ก็พออยู่พอกิน รู้ทั้งรู้ว่า เงินที่เอามาเพิ่มให้ก็ต้องตัดจากงบประมาณส่วนอื่น แทนที่จะเอาไปดูแลฅนด้อยโอกาสกว่าเรา แต่กลับต้องเอามาขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการช่วงก่อนการเลือกตั้งก็เพราะข้าราชการเป็นฐานเสียงใหญ่ นี่มันเรื่องคะแนนนิยมชัด ๆ –เจอฅนรอบตัวที่เต็มใจให้หลอกง่าย ๆ แบบนี้ผมก็เซ็งนะครับ
(ใครว่ามีแต่เฉพาะฅนจนที่มองแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ผมนี่เถียงขาดใจ เราต่างก็โดนมอมเมาด้วยกันทั้งนั้น หลากหลายรูปแบบ รู้ตัวรึเปล่าอีกเรื่อง)

 

ระบบอำนาจแบบกระจายตัว ดีกว่าแบบรวมศูนย์ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าฅนที่ได้รับอำนาจนั้นไป ไม่ตระหนักในความสำคัญของอำนาจนั้น … ผมว่ามันก็เสียเปล่าครับ

ตอบพี่แจง >>
แนวความคิดของพี่แจง ที่บอกว่า การให้ค่าของสิ่งต่าง ๆ ของคนเราไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น
สิ่งที่เราตีค่าว่ามีค่า ก็ไม่ได้หมายความว่า มีค่าสำหรับอีกคนเสมอไป
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ไป ตีค่าของบุคคลอื่น

 

ความคิดนี้เป็นความคิดที่โรแมนติคมากเลยครับ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันเหมาะมากที่จะให้ตรรกะแบบนี้ แล้วปล่อยให้แต่ละฅนมีทางเดินชีวิตตามที่ตนเองเห็นว่าถูกต้อง

 

แต่ตรรกะแบบนี้เวลาเอามาใช้กับเรื่องที่เราต้องตัดสินใจร่วมกัน และเรื่องที่มีผลกระทบต่อทุกฅน ผมว่ามันเป็นไปได้ยากนะครับ เพราะฅนเราก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมในสิ่งที่ส่วนรวมเลือกขึ้นมา แล้วยิ่งจะมาหวังว่า เลือกผิดคราวนี้ คราวหน้าจะได้ฉลาดขึ้น ค่อย ๆ
สอนกันไปทีละเล็กละน้อย ผมว่ายิ่งยากครับ เพราะถ้าเราบอกว่า นี่มันเลือกผิดนะ แต่อีกฝ่ายบอกว่า เค้าเลือกของเค้าถูกแล้ว อย่างนี้เลือกกันไปร้อยหน ก็ไม่ทำให้ใครฉลาดขึ้นมาได้หรอกครับ (ความผิดพลาดจะสอนเราได้ก็จริงครับ แต่ถ้าบอกว่า การให้คุณค่าของเราต่างกัน เพราะงั้น ไม่มีใครถูกใครผิด ถ้าทุกฅนถูกหมด
แล้วอย่างนี้แล้วจะเริ่มต้นเรียนรู้จากความผิดพลาดได้อย่างไรครับ?)

 

 

สารภาพว่า เวลาเลือกตั้งทีไร ผมเป็นเสียงส่วนน้อยตลอดเลยครับ ฅนที่ผมเลือก ไม่เคยชนะสักที แล้วฅนที่เป็นผู้แทนเสียงข้างมาก ก็อ้างตลอดว่าประชาชนเป็นฅนเลือกเข้ามา แล้วก็เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของเสียงส่วนน้อยมาโดยตลอด
นี่ก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ผมรับได้กับรัฐประหารครับ เพราะจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ สังคมเราก็ไม่มีที่ยืนให้กับส่วนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ดี

 

 การมีเสียงจะมีประโยชน์อะไรกันครับ ถ้าเวลาเราเป็นเสียงข้างน้อยแล้ว…ตะโกนอย่างไร.. ผู้แทนเสียงข้างมากก็ไม่ได้ยิน….

 

เอนทรี่นี้ผมไม่ได้มาบอกหรอกนะครับว่า ฅนเมืองฉลาดกว่าฅนชนบทอย่างไร หรือว่าผลประโยชน์ของฅนเมืองกับฅนชนบทแตกต่างกันอย่างไร ผมเพียงแต่ต้องการจะบอกว่า การใช้เสียงข้างมาก มันไม่ได้แปลว่าคุณจะได้สิ่งที่ดีที่สุดกลับมานะครับ (ส่วนอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด
อันนี้ต้องไปเถียงกันอีก มันนอกสโคปของเอนทรี่นี้นะอิ๊กนะ)  การอาศัยเสียงข้างมาก ถ้าทำไม่ดี ก็มีโอกาสกลายเป็น
พวกมากลากไปได้
ผมคิดว่าทุกฅนคงเคยมีประสบการณ์ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจในการโหวต แต่ผลโหวตออกมาเวลาใช้จริงกลับเละเทะไม่เป็นท่า (ลองนึกภาพว่าคุณครูให้นักเรียนโหวตกันว่า จะให้มีการสอบ หรือจะให้ทุกฅนได้สี่หมด ก็ได้ครับ) สิ่งที่ได้มาจากการโหวต ไม่แน่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีในระยะยาวเสมอไป ในทางกลับกัน อะไรที่ไม่ได้มาจากการโหวต
ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเลวร้ายเสมอไป ผมอยากให้ฅนที่เข้ามาอ่านตระหนักด้วยว่า การโหวตเองก็มีข้อจำกัดของมันเหมือนกัน มิใช่ว่า พอโหวตปุ๊บ ก็ใช้อ้างยันกับทุกฝ่าย ทุกเรื่องได้หมด

 

ผมไม่ได้รังเกียจการโหวตครับ แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่าการตัดสินใจควรอยู่ในมือใคร ทุก ๆ ฅนก็มีสิทธิเท่า ๆ กันนั่นแหละครับ แต่ถ้ารู้ว่า ให้โหวตอิสระ มันเจ๊งแน่ มันเละเทะแน่ ก็น่าจะมีมาตรการอะไรมากรองส่วนเน่า ๆ ออกเสียบ้าง (ผู้แทนฅนไหนซื้อเสียงก็ควรจะกรองออกไปครับ
ไม่ใช่จับมาอยู่เข่งเดียวกับผู้แทนที่ไม่ซื้อเสียง แล้วก็หวังว่าสักวันประชาชนจะเรียนรู้ได้เอง แบบนั้น ต่อให้ผ่านไปอีก 75ปี ฅนที่ซื้อเสียงก็ชนะอยู่วันยังค่ำ– เว้นแต่ว่าคุณจะบอกว่าการซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ดี ควรจะสนับสนุน เพราะนั่นเป็นผลประโยชน์ของเค้า นั่นมันก็อีกเรื่อง)

 

สุดท้าย ผมสนุกกับการดีเบตนะครับ ความคิดเห็นที่แตกต่างเปิดมุมมองได้ดี แต่ผมก็ไม่ชอบใจหรอกนะครับ ที่ฅนที่บูชาประชาธิปไตย จะคิดว่าตัวเองฉลาดกว่า/มีวุฒิภาวะมากกว่า/หรือดูหมิ่นความคิดของฅนอื่นคิดว่าตนเองถูก อีกฝ่ายต่างหากที่ผิด… ถ้าการเป็นประชาธิปไตย
แปลว่ายอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างได้แล้ว… ทำไมถึงจะใจแคบ ไม่ยอมรับความคิดที่
ไม่เป็นประชาธิปไตยเล่าครับ?


Be a better friend, newshound, and
know-it-all with Yahoo! Mobile. Try it now.
Advertisements
Comments
  1. Zerothman says:

    จะว่าไป ว่าจะพูดประเด็นนี้ด้วย (ลืม)เคยดู The West Wing (เป็นซีรีส์การเมืองอเมริกา)มีตอนนึง อยู่ๆ มีเด็กกลุ่มนึงพยายามโต้แย้งขึ้นมาว่า ทำไมเด็กเลือกตั้งไม่ได้ทั้งๆ ที่เด็กจะเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาวมากกว่าอารมณ์ว่า ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อาจจะสนแค่เฉพาะผลประโยชน์ของตัวเองในระยะที่ตัวเองจะมีชีวิตอยู่ (20 – 40 ปี)แต่ถ้าเป็นเด็ก จะต้องรับผิดชอบอะไรที่นานกว่านั้น (60 – 80 ปี)

  2. Jang says:

    มันเหมือนก้อนกำลังจำกัดขอบเขตให้กับคนอื่นในการใช้มาตรฐานการเลือกของเขาเช่น..ถ้าเกิดนักเรียนคิดตื้นๆล่ะ
    ถ้าเกิดส่วนใหญ่คิดตื้นๆล่ะ จริงไหม
    พี่ก้แค่จะบอกว่า..หลักการของประชาธิปไตยคือการใช้เสียงโหวตส่วนใหญ่
    อย่าเพิ่งคิดถึงจุดที่ว่าใครคิดดีกว่ากันเอาเป็นว่าคิดดีเหมือนกัน
    นั่นมันคือการเคารพความคิด เสียงของคนอื่นนะ….โรแมนติคไปเหรอ
    ก้อนก็บอกว่า
    มันก็อาจจะไม่ได้สิ่งที่ดีเสมอไป.ก็ถูกแล้ว..(แล้วถ้าไม่โหวตจะให้ทำยังไง)>>>
    พี่บอกว่าออกมาถ้ามันไม่ดีมันก็จะสอนคนรุ่นต่อๆไปเอง
    ก้อนว่าความคิดโรแมนติคของพี่จะสอนคนให้คิดได้เมื่อไหร่..สอนได้เลย
    แต่จะสำเร็จได้มากแค่ไหนพี่บอกไม่ได้เหมือนกัน..แต่พี่ใจเย็นรอได้..

    เมื่อไหร่ที่เริ่มคิดว่าเราเป็น..ส่วนน้อย..เราไม่ยอมรับ..รับไม่ได้กับคนที่คิดต่างจากเรา มันจะเป็นอคติมากมายต่อการทำงานร่วมกัน
    พี่บอกไปแล้วว่า…เด็กที่เลือกอาจารย์ที่สอนง่ายๆสบายๆ…อาจจะไม่ได้คิด"ตื้น"..อย่างที่มาตรฐานของ"บางคน"  วางไว้
    อาจารย์ที่บอกว่าจะเลือกสอบหรือจะให้ได้สี่ทุกคน 
    ถ้าเป็นเด็กๆประถมอาจจะเย้กันยกใหญ่
    แต่ไม่เกินวันพี่ว่าเรื่องจะถึงอาจารย์ใหญ่ 
    มันเหมือนนโยบายขายฝันที่ซ้ำซากในประเทศเรา
    แล้วนโยบายแต่ละพรรคที่ขายฝันพี่ว่ามันก็จะใช้ไม่ได้เรื่อยๆแล้วในสมัยนี้ 
    รอดูไหมล่ะว่า
    พรรคไทยร่ำรวยจะได้กี่เสียงเพราะเขาบอกว่าเลือกเขาคนไทยจะร่ำรวยทุกคน..จะได้รู้กันไปเลยว่า
    เหตุผลในการเลือกของคนไทยที่…คนที่ใช้ตรรกะเดียวกับก้อนกลัวกัน
    ว่ามันจะเละเทะไม่เป็นท่า มันจะมีสักกี่มากน้อย
    ถ้ามันทำไม่ได้อย่างที่พูด เราก็เห็นเอง บางพรรคมันก็ทำไม่ได้มาแล้ว มันก็มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว
    เมื่อนโยบายมันทำให้ปชชเห็นในแง่รูปธรรมไม่ได้ มันก็คงไม่มีเด็กประถมทั้งประเทศมาเลือกซ้ำซากหรอก
    ถ้าคนไม่ดีในสายตาเรา ได้รับเลือกซ้ำซาก นั่นเท่ากับว่า เขาสามารถทำให้ปชชส่วนหนึ่งที่เลือกเห็นได้ว่าเขาสามารถทำได้จริงๆ

    ..ไม่มีที่จะให้เรายืน..
    มันจะดีกว่าไหมถ้าเรา..จะเรียนรู้จักการยืน..และเอาชีวิตรอดในท่ามกลางคนที่เห็นต่างจากเรา..คิดให้ต่างจากการ หลิ่วตาตาม หรือไหลตามน้ำนะ..

    หลังโหวตแต่ละครั้งพี่ก็ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ทุกครั้ง
    แต่ไม่เคยคิดล้มกระดาน
    หรือไม่ร่วมทำงานกับเสียงข้างมากเพราะพี่ถือว่ามันเป็นงานของเรา
    การที่จะบอกว่า
    จะปฏิวัติหรือระบอบไหนไม่มันไม่สำคัญเพราะไม่มีที่ให้เสียงส่วนน้อยยืน
    ถ้าก้อนเป็นลูกชายพี่..พี่จะให้หันกลับไปใหม่แล้วให้ไปหาที่ยืนใหม่ 
    ต่อให้ต้องแบกอีกคนไว้บนบ่าเพื่อที่เราจะได้ยืน จงทำ 
    เพราะมันเป็นงานที่เราต้องรับผิดชอบ…อย่านิ่งงันงอมืองอเท้าในความคิดที่ว่า
    ก็ชั้นคิดไม่เหมือนกลุ่มจะช่วยอะไรได้
    หรือทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองเพราะพวกแกคิดไม่เหมือนชั้น 
    มองว่านี่เป็นเรื่องส่วนรวมเป็นงานที่เราต้องทำ
    วิธีการทำคนอื่นคิดไม่เหมือนเรา มันอยู่ที่เราจะปรับตัวเองให้คิดวิธีการทำงานอย่างไรให้สอดคล้องกับพวกเขา  โรแมนติคอีกไหม^_^
    ตัวอย่าง…พี่ไปงานสวดศพของชาวพุทธ
    พี่เดินไปบอกเจ้าภาพว่าเรามาร่วมแสดงความเสียใจแต่เราเป็นคาทอลิค
    ขอให้เราไปนั่งตรงไหนก็ได้ที่ไม่เป็นที่สะดุดตาหรือทำให้พิธีเขาสะดุด
    มีส่วนไหนที่เราช่วยได้และไม่ขัดกับความเชื่อของเรา ยินดีช่วยทุกอย่าง
    หรือถ้าพี่บอกเขาไปตั่งแต่มาเชิญว่าคงไปร่วมงานไม่ได้เพราะฉันเป็นคาทอลิค..พี่คงมีแค่เพื่อนที่เป็นคาทอลิคเท่านั้นแหละ..ตัวอย่างมันเบาบางไปไหม

    แม้ในสิ่งที่เลวที่สุดมันก็จะมีอีกด้านที่ดีให้เราเห็นเสมอ ถ้าเราเรียนรู้และเปิดใจรับมัน

    อย่างเช่นการทำรัฐประหาร..
    ถึงแม้ว่าโคตรไม่ชอบถึงขนาดเกลียดมากที่สุด..แต่พี่เลือกมองส่วนดีของมันว่า
    อย่างดีที่สุดมันก็เป็นอีกบทเรียนให้คนไทยได้เรียนรู้ถึงข้อดีข้อเสีย
    เรียนรู้การเมืองขึ้นมาอีกบทนึง
    มันก็ทำให้บ้านเมืองสงบในสภาวะหนึ่ง ต่อให้มีบางส่วนต้องสูญเสียอะไรไป
    เหตุผลที่พี่ไม่อยากให้เกิด..แน่นอนว่าเพราะสิทธิ์ของพี่ในการตะโกนมันถูกริดรอนอย่างไม่สมควร 
    ไม่มีระยะเวลา(โชคดีนะที่เรามีคณะรัฐประหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจริธรรม
    ไม่งั้นพี่คงรอนานกว่านี้)
    ต่างกับการเลือกตั้ง ต่อให้กลายเป็นเสียงส่วนน้อย พี่ก็รู้ว่าสักวันพี่จะได้ตะโกน…
    ประชาธิปไตยของพี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในโลก แต่เป็นทางเลือกทางการเมืองเดียวที่พี่เห็นว่ามันยังมีทางออกให้กับปชช  ดีที่สุดที่เราจะมีได้
    เพราะส่วนยอดๆของปิรามิด มันมีหนทางเปลี่ยนแปลงได้(การปกครองนะ..)
    ถ้าวันนี้มันจะกลายเป็น..สมบูรณาญาสิทธิราชแล้วบ้านเมืองสงบ ปชชสามัคคีกลมเกลียว..พี่ก็ยินดีเพราะรู้ว่าส่วนยอดสุดที่เรามี ดีที่สุดในสายตาพี่..แต่มันเป็นไปไม่ได้นี่
    การปฏิวัติสำหรับพี่
    มันเหมือนอะไรดีล่ะ..เหมือนกำลังจะสอนลุกให้กินข้าว..ลูกทำไม่ได้
    ข้าวหกกระจัดกระจาย 
    อยู่ดีๆปู่ตาย่ายายโผล่จากไหนไม่รู้เอาช้อนตักข้าวป้อนให้ลูกเฉยเลย
    พี่เสียเวลาสอนลูกไปอีกวันนึงแล้ว จริงๆแล้วลูกพี่อาจจะกินเองได้ในช้อนต่อไปแล้วก็ได้..ไม่รู้สินะ

    แม้ว่า การโหวตเราอาจจะไมได้สิ่งที่ดีที่สุด
    แต่..พี่เห็นว่ามันเป็นทางออกที่สงบและปกติ..สำหรับสังคมที่สุดในโลกแล้วล่ะ  ในความคิดของพี่นะ
    ยังเหลือแค่ว่า…จะมีใครเปิดใจกว้างยอมมายืนในผืนดินเดียวกันถึงจะเห็นต่างกัน คิดต่างกัน
    แล้วพวกที่ฟาดหัวฟาดหางไม่ยอมรับความเห็นส่วนใหญ่ด้วยตรรกะและมาตรฐานที่เหนียวแน่นของตัวเอง…มันก็สุดแล้วแต่ว่า
    เขาทำเพื่อใคร  ที่สุดแล้วพี่ก็ยังคิดแบบโรแมนติคอยู่นั่นแหล่ะว่า…การกระทำมันจะส่งผลแก่ผู้กระทำเอง
    พี่ว่าก้อนเข้าใจคนละประเด็น..การตีค่าของ สิ่งต่างๆมันแตกต่างกันได้ แต่พี่รู้สึกว่า การตีค่าที่ไปทอนค่าของความคิดของผู้อื่นว่าด้อยกว่าเรานั้น
    มันเป็นเรื่องที่พี่รับไม่ได้..ก้อนเองก็รับไม่ได้ไม่ใช่เหรอ 
    พี่ไม่ได้ตีค่า..ความคิดของก้อนว่าด้อยกว่า แต่กำลังจะบอกว่าคุณกำลังตีค่า
    คนอยู่นะ
    สรุปพี่รับไม่ได้หากก้อนจะคิดว่า การโหวตที่มาจากพลเมืองที่มีวุฒิภาวะต่ำกว่าเป้นการเลือกที่ใช้ไม่ได้  .รับไม่ได้ค่ะ  ไม่ชอบใจเช่นกัน เพราะเป็นความคิดที่เหยียดและแบ่งแยกชนชั้นตามมาตรฐานของคนบางกลุ่ม 
     ถ้าจริงๆแล้วก้อนไม่ได้ต้องการสื่อในลักษณะนี้ พี่ก็ขอโทษด้วยแล้วกัน

    พี่รู้สึกแปลกๆกับประโยคนี้นะ…ทำไมคนที่คิดแบบประชาธิปไตยถึงไม่ยอมรับคนที่ไม่คิดแบบประชาธิปไตย..>>คิดไม่ประชาธิปไตยในแง่ไหน
    ในแง่คนต้องไม่เท่ากัน ต้องมีศักดินา ต้องมีชนชั้น อะไรทำนองนี้หรือเปล่า
    ถ้าอีกฝ่ายไม่ไปริดรอนสิทธิของอีกฝ่ายมันก็คงไม่มีปัญหา หากคนที่ไม่อยากประชาธิปไตยกับเราไม่เอาปืนไล่ยิงกระบาลชาวบ้าน
    ไม่ออกมาปิดถนนตะโกนด่าอีกฝ่าย (ทุกฝ่ายที่ทำนะ
    พี่ไม่ชอบการกระทำเยี่ยงนี้ และไม่ชอบใจที่ใครบอกว่า
    สะใจ..เป็นความคิดที่ไม่สร้างสรรเลย)  อยากจะเป็นเผด็จการหรือสังคมนิยมก็เชิญหาวิธีอยู่กันเอง แต่ถ้าก้าวล้ำสิทธิของพี่เมื่อไหร่พี่ก็สู้ตายค่ะ
    ที่บางคนรับไม่ได้กับคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะคนที่คิดแบบไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคยรู้จักยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นไง..
    ง่ายๆ ตะแบง พาล พอไม่ได้ดั่งใจ เป็นต้น…
    มีไม่เป็นประชาธิปไตยแบบฟังความเห็นของคนอื่นด้วยเหรอ…เช่นเผด็จการ
    ก็เห็นโต้งๆ สังคมนิยม ส่วนหัวๆที่ปกครองก็ยังต้องครอบงำคนข้างล่าง 
    อยากเห็นตัวอย่าง????

    สรุปแล้วก้อนไม่ชอบระบอบประชาธิปไตย?
    หรือชอบระบอบประชาธิปไตยแต่รับไม่ได้กับตรรกะการรับโหวตเสียงข้างมากในวิธีที่เป็นอยู่>>’งงว่าถ้าไม่เป็นการโหวตเสียงข้างมาก
    มันจะยังเป็นประชาธิปไตยอยู่อีกเหรอ
    หรือต่อให้บอกว่าให้คนเก่งที่สุดในกลุ่มเป็นหัวหน้า
    ก็ต้องมีการโหวตหรือขอเสียงความเห็นเพื่อรับรองอยู่ดี
    ไปๆมาๆก็ต้องโหวตอยู่ดี
    ให้รับแบบไม่โหวตก็คือทุกคนเห็นตรงกันนั่นแหล่ะ..มันจะไม่โหวตได้ยังไง

    มีคนฝากถามมาว่า…แล้วทำไมเสียงส่วนน้อยไม่เริ่มเรียนรู้จักการยอมรับเสียงส่วนใหญ่….พี่ว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจนะ

    อีกสรุป..เอาว่าความคิดแบบEigบอกไว้ ดีที่สุดแล้วสำหรับคนตัวเล็กๆแบบเรา
    ทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้แม้เป็นสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดในสังคม
    เช่นการขยายความคิดแบบมีเหตุผล และตั้งบนเมตตาต่อกัน
    ดีกว่าไม่ยอมแม้แต่จะทำในสิ่งที่เราต้องทำ
    เพียงแค่ริษยาต่ออีกฝ่าย>>>อันนี้บอกทั่วๆไปนะคะไม่ได้เจาะจงว่าใครหรือกลุ่มการเมืองใด

    ปล.ประเด็นที่น้อง Zerothmanเขียนพี่คิดเหมือนกันนะอยากให้เป็นจริงมากๆ อาจจะคิดแตกต่างจากผู้ใหญ่บางคนที่ว่า
    เด็กๆไม่มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจเท่าผู้ใหญ่..>>>นี่ก็เป็นตรรกะที่ไม่เห็นด้วย..เพราะแอบคิดแบบโรแมนติคอีกว่า..
    เด็กๆมีความคิดหลายอย่างที่ไม่อิงกับผลประโยชน์ทางการเมืองและถ้าสอนให้คิด..เขาน่าจะคิดได้ดี
    จากหลายๆเด็กที่สัมผัสมา..ในนี้ก็มีหลายคน 
    และเท่าๆที่แชทและคุยตัวต่อตัวกับเด็กๆระดับมหาลัย และระดับม.ปลาย ในสเปซ
    น่าดีใจว่า
    เฮ้ย..เด็กๆสมัยนี้มีมุมมองทางการเมืองน่ายกย่องกว่าผู้ใหญ่ที่รู้จักบางคนอีก
    (มันเลยให้พี่อดคิดแบบโรแมนติคอีกไม่ได้ว่า..พี่เชื่อว่าความผิดพลาดมันสอนคนได้นะ..แค่อย่าเพิ่งใจร้อนเอาข้าวยัดปากหลานไปก่อน..^_^)

    มีความคิดที่จะพูด..ยาวๆ  แค่นี้แหละ

  3. Chayanin says:

    ผมคิดว่า ทุกคนน่าจะยอมรับว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ทางออกอุดมคติหรือสมบูรณ์แบบโดยไม่มีปัญหา (หรือถ้าจะพูดแบบแซม กอร์ดอน ก็อาจจะบอกว่า ระบบที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งนำไปสู่คำพูดที่ว่า ไม่มีระบบที่สมบูรณ์แบบ ในแง่ที่ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์) จากประโยคที่ว่า "ทำ​ไม​ถึง​จะ​ใจแคบ​ ​ไม่​ยอมรับ​ความ​คิดที่​ ‘ไม่​เป็น​ประชาธิปไตย’ เล่าครับ​?" ผมเห็นด้วยกับน้าแจงนะครับ คือ แนวคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มักละเลยการเคารพสิทธิของผู้อื่น มันอาจจะเป็นพาราดอกซ์ ในแง่ที่ว่า ถ้าเราบอกว่าเราสนับสนุนการเคารพความเห็นของทุกคน ก็ย่อมแปลว่า เราก็ต้องยอมรับแนวคิดที่ไม่ยอมรับสิทธิของคนอื่นด้วย ในแง่สามัญสำนึกแล้ว ผมคิดว่าคำตอบของคนหลายคนคงออกมาเหมือนกัน ถ้าการโหวต นำมาซึ่งการได้รับประโยชน์ของคนส่วนใหญ่บนต้นทุนของคนส่วนน้อยเกินสิ่งที่เรียกได้ว่ายุติธรรม (ซึ่งก็ยังคงเป็นอัตวิสัยอยู่ดี) ผมคิดว่า ระบบนั้นก็คงยากที่จะเป็นประชาธิปไตย เพราะมันไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียม เช่น ถ้า 98 คนบอกว่า เราควรกั้นน้ำให้ท่วมที่อีก 2 คนที่เหลือ อีก 98 จะได้ไม่เดือดร้อน ทำให้อรรถประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น คนส่วนน้อยก็คงไม่เห็นด้วยแน่นอน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ จำนวนมากก็คงเห็นด้วย เพราะได้ประโยชน์ จะบอกว่า ประชาธิปไตยจะต้องยอมรับแนวคิดทุกแนวที่แตกต่าง ก็คงเป็นไปได้ยาก เช่น ถ้าคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการทำแท้งเป็นบาป และไปใช้ความรุนแรงในการต่อต้านเรื่องนี้ ประชาธิปไตยคงไม่ยอมรับเรื่องนี้แน่นอน เพราะถ้าประชาธิปไตยยอมรับ มันก็จะขัดกับหลักการยอมรับความแตกต่างของประชาธิปไตยเอง (คิดไปคิดมา มันก็เหมือนเป็นพาราดอกซ์อย่างหนึ่ง) ดังนั้นแล้ว ประชาธิปไตยจึงยอมรับทุกแนวคิดที่แตกต่าง ที่จะปฏิบัติต่อตเอง โดยไม่ไปละเมิดสิทธิอย่างเดียวกันของคนอื่น ดังนั้นแล้ว นักประชาธิปไตยนิยมจึงมักไม่ยอมรับหลายแนวคิดที่ต่างออกไป เพราะแนวคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจำนวนมาก มีลักษณะเช่นนั้นครับ หากมีผู้ที่ไม่นิยมการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย ยอมรับว่าผู้นิยมประชาธิปไตยสามารถมีแนวคิดของเขาได้ และยอมรับว่า เป็นแนวทางที่คนส่วนใหญ่ต้องการแล้ว ผมก็ถือว่าคนคนนั้นเป็นผู้ที่นิยมประชาธิปไตยคนหนึ่งเหมือนกัน ส่วนนักประชาธิปไตยที่คิดว่าตนเองเก่งกว่า ดีกว่า แล้วไม่ยอมรับแนวคิดอื่นเลย ก็คงยากที่จะเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว (จริงๆลักษณะแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็เป็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะควบคุมได้ดีแค่ไหน) คงเหมือนกับชาวพุทธบางคนที่มักลืมตัวไปติเตียนผู้อื่นที่ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ โดยลืมหลักการพื้นฐานของพุทธศาสนาหลายๆอย่างไปถ้าดูบลอกที่ผมเขียนไปเมื่อปีก่อน รู้สึกว่าผมก็เคยหมดความเชื่อถือกับระบบเสียงส่วนใหญ่ไปเหมือนกัน ตอนนี้ก็ไม่ได้เชื่อว่า สิ่งที่เสียงส่วนใหญ่เลือก "ดี" หรือ "ถุกต้อง" ที่สุด แต่ก็คิดว่า อย่างน้อยก็เป็นระบบที่เหมาะสมระบบหนึ่งครับ

  4. May-ya says:

    +++ อ่านเอนทรี่ที่แล้วแล้วหละพี่ก้อน เลยมาเม้นตามสัญญาค่ะ
     
    +++ เม้นแค่นี้แหละ เพราะเมเป็นคน apathetic เรื่องการเมือง เหมือนอยู่คนละโลก และจะไม่สนใจมันด้วยไม่ว่าใครจะว่ายังไง เหอๆ

  5. khajirat says:

    เกือบจะไม่เมนท์แล้วเอนทรี่นี้น่ะ… กลัวแสดงความโง่ออกมา –" (5555)
    วันนี้ผลการเลือกตั้งออกแล้วอ่ะ แต่คณะรัฐบาลยังไม่สรุปว่าพรรคไหนบ้าง…
    ขอข้ามเรื่องนี้ไปละกัน ถ้าพูดคงยาว..
    แต่ให้อารมณ์อย่างนึงตอนที่ดูคณะเสียงในกท และต่างจังหวัด
    เหมือนๆคนชนบทตั้งรัฐบาล แต่คนเมืองเป็นคนล้มรัฐบาลนะ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าคนชนบทเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างงั้น
     
    ระบอบประชาธิปไตยก้มีข้อเสียแบบนี้ล่ะ นับเสียงส่วนใหญ่ แต่ในบรรดาเสียงส่วนใหญ่นั้นมันก็สามารถมาได้จากหลายๆวิธี
    ซื้อเสียงบ้างล่ะ เลือกคนรู้จักบ้างล่ะ ไม่มีเหตุผลในการเลือกเลยก็มี เป็นประเภทเลือกตามน้ำไป ฯ
    แต่ข้อดีของระบบประชาธิปไตยก็คือ เราได้แต่หวังว่า คะแนนเสียงข้างมากจากคนส่วนใหญ่จะช่วยอุดรอยรั่วเหล่านี้
    อย่างที่รัฐบาลพยายามโปรโมทว่า "คุณคือคนที่กำหนดอนาคต/ทิศทางของประเทศ"
    (เพราะฉะนั้นก้น่าจะต้องคิดให้ดีๆก่อนจะเลือกว่างั้น)
     
    จริงๆก็ไม่น่าจะมีใครโง่นะ เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนกำหนดทิศทางของประเทศอาจจะยังไม่ได้รับการศึกษา การปลูกฝัง และข้อมูลที่เพียงพออย่างทั่วถึงกันเท่านั้น ถ้าจะแก้กันจริงๆ
    คงต้องใช้เวลานาน..และรัฐบาลต้องลงมาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะได้ไม่ผิดซ้ำผิดซากอีก(รวมถึงลองผิดถูก)
    และต้องแก้ตั้งแต่ระบบรากแก้วของแผ่นดินโน่นเลย
     
    ปล. เขียนเองงเองแฮะ.. อ่านแล้วงงก็ช่างมันเหอะนะ (อินเตอร์เนตช้ามากไม่ทันเท่าสมองคิด แต่ไม่อยากพิมพ์ใหม่แล้ว–")

  6. ก้อน Masatha says:

    ตอนแรกคิดว่าจะตอบสั้น ๆ ครับ แต่คิดไปคิดมาก็คงตอบยาว ๆ  อีกจนได้ (ฮา)
     
    เท่าที่อ่านดู ประเด็นเก่า ๆ ไม่ค่อยมาถกกันแล้วละครับ มีแต่ประเด็นใหม่ ๆ มาขยายต่อมากกว่า  ไม่ตอบเป็นฅน ๆ แล้วกันนะฮะ คงตอบเป็นรวม ๆ
     
    ประเด็นแรก เรื่องพาราด็อกซ์ของป่าน ผมคิดว่าน่าสนใจครับ เพราะป่านบอกว่า -แนวคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มักละเลยการเคารพสิทธิของผู้อื่น- และเป็นไปได้อยากที่นักประชาธิปไตยจะยอมรับแนวคิดที่ไม่ยอมรับสิทธิของผู้อื่น
     
    มีเรื่องสมมติอีกสักเรื่องมาเล่าครับ ดูมันพาราดอกซ์ดี
     
    สมมติว่า ชมรมหนึ่ง กำลังประชุม เพื่อคัดเลือกประธานชมรมฅนใหม่ หัวข้อที่ประชุมก็คือ จะใช้วิธีไหนในการคัดเลือกประธานชมรมฅนต่อไปดี แล้วก็ได้มาสามแนวคิดดังนี้
    1.     ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นฅนเลือก
    2.     ให้คณะกรรมการรุ่นก่อนหน้าเป็นฅนเลือก
    3.     ให้สมาชิกทุกฅนโหวต
    จากนั้นก็ทำการลงมติ ผลปรากฏว่า แบบที่หนึ่ง ชนะ
    คำถามก็คือว่า ฅนที่เลือกแบบที่ 3 (ที่ดูจะเป็นวิธีที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด) จะทำอย่างไรดีครับ?
    ถ้ายอมรับผลลงมติ จะบอกว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยได้รึเปล่า? เพราะว่าตัวเองยอมรับแนวคิดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยไป (ให้อำนาจการเลือกอยู่กับฅน ๆ เดียว ไม่น่าจะเป็นประชาธิปไตยแน่ ๆ)
    แต่ถ้าไม่ยอมรับผลลงมติ จะบอกว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยได้ไง เพราะตัวเองก็ไม่ยอมรับมติเสียงข้างมาก?
     

  7. ก้อน Masatha says:

    ประเด็นที่สอง ทั้งพี่แจง ทั้งป่านถามว่า – มีไม่เป็นประชาธิปไตยแบบฟังความเห็นของคนอื่นด้วยเหรอ-
    โอ้ว คำถามนี้ตอบง่ายมาก ๆ ครับ
    ตัวอย่างเช่น สมัยผมทำกิจกรรมชมรมตอนมหาลัย ที่ผมเคยอยู่มันจะเป็นงี้ครับ คณะกรรมการรุ่นพี่ (ประมาณ 5-6 ฅน) จะมีสิทธิในการเลือกประธานชมรมฅนถัดไป แล้วประธานชมรมก็จะไปเลือกคณะกรรมการฅนอื่น ๆ ในปีบริหารของตัวเอง
    เวลาเลือก รุ่นพี่ก็จะเรียกรุ่นน้องมาคุย (ทีละฅนบ้าง เป็นกลุ่มบ้าง แล้วแต่ความฟิต) ว่าฅนไหนเหมาะสมจะเป็นประธาน ฅนไหนทำงานดี ฅนไหนเพื่อน ๆ ชอบ/ไม่ชอบ พอได้ข้อมูลมา ก็จะเอามาประมวล แล้วก็ทำการเลือก
    นี่มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่ ๆ ครับ เพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือฅนไม่กี่ฅน  แต่ถามว่า นี่รับฟังความคิดเห็นของฅนอื่นไหม รับฟังแน่นอนครับ ถึงแม้ว่า ถึงเวลาจริง ฅนที่รุ่นพี่เลือก อาจจะไม่ใช่ฅนที่ป๊อปปูล่าร์ที่สุดในรุ่นถัดไปก็เป็นได้
     
    หรือแม้กระทั่งการเลือกอธิการบดี ผมไม่แน่ใจของมหาวิทยาลัยอื่น แต่อย่างของเกษตร จะให้คณะกรรมการสรรหาเป็นฅนเลือก โดยซาวน์เสียงจากฅนในมหาวิทยาลัย แล้วก็เลือกฅนที่ได้รับคะแนนสูงสุดไป (กี่ฅนจำไม่ได้) ให้คณะกรรมการเลือกอีกที ถามว่ารับฟังความคิดเห็นรึเปล่า? แน่นอนครับ เพราะฅนที่จะมาเป็ฯตัวเลือกได้ ก็ต้องได้รับความนิยมจากสมาชิกมหาลัยประมาณนึง แต่ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอำนาจในการเลือกอยู่กับแค่กลุ่มฅนไม่กี่ฅน  ฅนที่ได้รับคะแนนมากที่สุด (จากการซาวน์เสียง) อาจจะไม่ได้รับเลือกก็ได้
     
    แต่ว่า การเลือกแบบนี้ ต้องมีเหตุผลมาอธิบายให้ฅนอื่นฟังได้ครับ ว่าทำไมถึงเลือกฅน ๆ นี้ ไม่ใช่ฅนอื่น  ส่วนตัวแล้ว ผมว่ามันยังอธิบายเหตุผลได้มากกว่าการโหวตอีกนะครับ เพราะถ้าเป็นการโหวตน่ะ สนใจแต่ปริมาณอย่างเดียว ไม่สนใจคุณภาพเอาเสียเลย (แปลว่า ฅนที่เลือกโดยการหลับตาจิ้มเอา กับฅนที่เลือกโดยการไตร่ตรองมาอย่างดี ก็ได้คะแนนเท่ากัน)
     
    สรุปว่า ผมเองก็ยังงง ๆ นะครับ กับการจำกัดความคำว่าประชาธิปไตย เพราะผมคิดว่า ถ้าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ฅน ๆ เดียว แล้วล่ะก็ มันก็ไม่น่าใช่ประชาธิปไตย แต่ถ้าบอกว่า การยอมรับความคิดเห็นของฅนอื่นเป็นประชาธิปไตยแล้ว…. เป็นเผด็จการก็ยอมรับความคิดเห็นของฅนอื่นได้นะครับ

  8. ก้อน Masatha says:

    อันสุดท้าย พี่แจงถามว่า เมื่อไหร่ฅนที่เป็นเสียงส่วนน้อยถึงจะยอมรับเสียงส่วนมากได้สักที?
     
    ผมก็ไม่ทราบครับ แต่ผมแน่ใจอย่างนึงว่า เสียงส่วนน้อยที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนมาก ก็เพราะว่าผลของการโหวต มันไปกระทบกับผลประโยชน์ หรือสิทธิของเสียงส่วนน้อยเองนั่นแหละ
     
    ป่านบอกว่า ถ้าฅน 98 ฅน โหวตให้กั้นน้ำไปลงพื้นที่ของฅนอีก 2 ฅน อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยหรอกเพราะว่าไปลิดรอนสิทธิของผู้อื่น… แต่ผมว่า ฅนครึ่งค่อนประเทศคิดว่า นั่นแหละคือประชาธิปไตยแล้วนะ แล้วก็บอกว่า ให้ยอมรับมติของส่วนรวม อย่าตีรวน เพื่อให้ประเทศชาติมันเดินหน้าต่อไปได้
     
    มีตัวอย่างใกล้ตัวครับ สมัยอยู่โรงเรียน เอะอะ ๆ อะไรก็โหวตตลอด แล้วการโหวตเนี่ย ทั้งเป็นหัวหน้าห้อง ประธานชมรม หัวหน้าโครงการนู้น โครงการนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่ทุกฅนอยากเป็นเลยครับ เวลาโหวตทีไร ก็จะมีฅนซวยต้องโดนเลือกทุกที ถ้าได้รับเลือกแล้วทุกฅนให้ความร่วมมือ มันก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่ ขอความร่วมมืออะไรก็ไม่มี ทำอะไรไม่ดีก็โดนด่าโดนว่า ทะเลาะกัน มีปัญหากัน พอเถียงว่า ทำไมมรึงไม่มาทำเอง ก็โดนตอกกลับมาว่า ธุระไม่ใช่ เค้าเลือกมรึงให้มาทำ มรึงก็ทำไปสิ มติเสียงข้างมากน่ะ รู้จักรึเปล่า แล้วด้วยความที่เราไม่ยอมให้มันเละตุ้มเป๊ะ  ก็จะพยายามเต็มที่ เหนื่อยสาหัสไม่ใช่เล่น ฅนซวยที่ต้องเป็นคณะกรรมการมันมีไม่กี่ฅนหรอกครับ แต่ฅนอื่น ๆ (ที่เป็นเสียงส่วนมาก) ก็ลอยตัวเหนือภาระหน้าที่ใด ๆ ไป
     
    เจอแบบนี้เข้าก็เซ็งจิตเลยครับ พอมีงานอะไรมาแล้วอาจารย์เอ่ยว่า เอ้า งานนี้ให้ใครรับผิดชอบดี โหวตดีมั้ย ผมก็ทำหน้าเมื่อยทุกที ประมาณว่า เดี๋ยวกูก็โดนอีกเชื่อดิ (ไม่ใช่ผมฅนเดียว มีหลาย ๆ ฅนที่ตกชะตากรรมซวยซ้ำซวยซากแบบนี้) ส่วนตัวแล้วผมชอบให้อาจารย์เป็นฅนเลือกมากกว่านะครับ เพราะอาจารย์ก็จะดูว่า ฅนนี้เคยทำให้แล้วฅนอื่นบ้าง หรือว่าฅนนี้ทำมาหลายงานแล้ว แบ่ง ๆ ให้ฅนอื่นไปมั่งดีกว่า แต่ถ้าให้เพื่อน ๆ โหวตปุ๊บ ไม่ค่อยคิดอะไรครับ มักง่ายเข้าว่า ฅนนี้เคยเป็น เอ้า งั้นให้เป็นอีกละกัน ง่ายดี
    เพราะงั้นพี่แจงบอกว่า ถึงจะเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็ต้องหาที่ยืนในสังคมให้ได้ ต่อให้แบกฅนอื่นก็เอา อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ถ้าเป็นเสียงส่วนน้อย แล้วต้องมารับผิดชอบเสียงส่วนใหญ่ ตามล้างตามเช็ดแก้ปัญหา โดยที่เสียงส่วนใหญ่เริงร่า วิ่งเล่นไปมา หรือนั่งเฉย ๆ มองเราอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ ลอยตัวเหนือจากความรับผิดชอบทั้งปวง…. อันนี้ผมเห็นใจเสียงส่วนน้อยนะครับ เออ ถ้าตัวเองโหวตแพ้ แต่ก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไรไป(เสียแต่หน้า) แล้วมาตีรวน โวยวายประท้วง อันนี้ค่อยสมควรโดนด่าหน่อย
     
    ขยับไปเป็นการเมืองระดับประเทศหน่อยก็ได้ เวลาฅนออกไปประท้วงฅนที่มันโกง แล้วฅนก็ประณามว่า ฅน ๆ นี้เค้าได้รับเลือกมาแล้ว จะไปเอามันลงทำไม ทำไมไม่ยอมรับมติส่วนมาก ตอบแบบตื้น ๆ การที่นักการเมืองโกง ก็แปลว่า เขาเอาเงินของประเทศเข้าเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบใช่ไหมครับ
     
    แล้วเงินของประเทศส่วนใหญ่มาจากไหน… ก็มาจากงบประมาณแผ่นดิน… แล้วงบประมาณแผ่นดินเอามาจากไหน …ส่วนใหญ่ก็มาจากการเก็บภาษีอากร
     
    แล้วคงไม่ต้องเตือนความจำกันนะครับ ว่าฐานเก็บภาษีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ พนักงานกินเงินเดือนทั้งหลาย ไม่ใช่จากชาวรากแก้วที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
     
    ถ้าพูดให้สุดโต่งไปเลย ก็บอกได้ว่า ถึงจะเป็นเสียงส่วนน้อยก็จริง แต่เงินที่พวกมันเอาไปกินล้างกินผลาญ ก็เงินของพวกผมทั้งนั้น การที่จะเรียกร้องให้ใช้เงินของผมอย่างถูกทำนองคลองธรรม ผมทำผิดตรงไหน?
    (ประโยคพวกนี้ผมก็ฟังเค้ามาอีกทีน่ะครับ ไม่ได้เห็นด้วย 100% เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ทุ่มให้เงินเดือนข้าราชการและพนักงานของรัฐนี่แหละ แต่ที่ยกมา ก็อยากจะบอกว่า การที่เสียงส่วนน้อยไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ มันมีอะไรมากกว่าการที่เสียงส่วนน้อยคิดว่า ตัวเอง –ฉลาด-กว่าฅนอื่นนะครับ ถ้ามีเหตุผลแค่นั้น มันคงไม่ลุกขึ้นมาประท้วง สร้างความวุ่นวายให้เปลืองเนื้อเปลืองตัวหรอก โดยปกติ ใคร ๆ อยากอยู่อย่างสงบทั้งนั้น)
     
    เพราะ มันง่ายครับที่จะตัดสินว่า เสียงส่วนน้อยที่ตีรวน คือฅนที่ยึดมั่นถือมั่น เอาแต่ตนเองเป็นที่ตั้ง คิดว่าตนเองฉลาดกว่า เหนือกว่าฅนอื่น บลา ๆ ๆ แต่ผมเชื่อว่า ฅนทุกฅนก็มีเหตุผลของตัวเองนะครับ อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับฟังเหตุผลอันนั้นรึเปล่า  และอยู่ด้วยว่า เราจะตีค่าการให้เหตุผลของฅนอื่นอย่างไร

  9. ก้อน Masatha says:

    ส่วนเรื่องรัฐประหาร ฅนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่จะให้ความเห็นแบบพี่แจงนั่นแหละครับ ว่าการรัฐประหารทำให้สังคมสูญเสียโอกาสการเรียนรู้ไป ส่วนฅนที่รับได้อย่างผม ก็จะคิดอีกมุมมองหนึ่งว่า ทุกอย่างที่เราได้มา จะต้องมีการสูญเสียไปเสมอ… ถ้าสังคมไทยได้-เรียนรู้-จริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่แลกไปมันจะคุ้มรึเปล่า ก็เท่านั้นเองครับ (ถ้าผมมีลูก แล้วลูกทำท่าจะเอานิ้วจิ้มปลั๊กไฟ ผมคงดึงตัวลูกออกมาก่อนน่ะครับ เพราะถ้าจะให้เรียนรู้ว่า การโดนไฟดูดมันเป็นยังไง ลูกผมอาจจะไม่มีชีวิตให้เรียนรู้อย่างอื่นต่อ-ฮา)
     
    ผมอาจจะคิดตื้นไปก็ได้นะครับ ว่าถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ จนเหตุการณ์มันบานปลาย มีความรุนแรงเกิดขึ้น มีการนองเลือดเกิดขึ้น สุดท้ายทหารก็ต้องออกมาปฏิวัติอยู่ดี งั้นสู้ปฏิวัติก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นมันไม่ดีกว่าหรือ? (แต่การที่จะคาดเดาว่า ถ้าไม่มีปฏิวัติแล้ว สังคมไทยจะเกิดอะไรขึ้น หรือรู้ได้ไงว่า ถ้า…อย่างโน้น มันจะ….อย่างนี้  อันนี้อภิปรายได้อีกยาวครับ แต่ส่วนตัวผมเห็นว่า ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะมาถกเถียงกันในสิ่งที่มันผ่านมาแล้ว)
     
    สุดท้าย ผมย้ำอีกครั้งนะครับว่า ผมไม่ได้รังเกียจวิธีการแบบประชาธิปไตยแบบจะเป็นจะได้ แล้วก็ไม่เคยบอกด้วยว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ (ย้ำ) ปัญหาอย่างเดียวของผมก็คือ การนำไปใช้… ผู้มีอำนาจมักจะบอกว่า ผมได้รับเลือกมาแล้ว หรือว่า วิธีนี้ได้รับการโหวตมาแล้ว เพราะงั้นดีที่สุด ห้ามถาม ห้ามสงสัย ห้ามไม่เห็นด้วย ให้ก้มหน้าก้มรับมันไป แต่ถ้าผมบอกว่า วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็จริง แต่ผลลัพธ์มันอาจจะไม่ดีที่สุดนะเว้ยเฮ้ย ผลที่ได้มันต่างกันกับการบอกว่า วิธีที่ดีที่สุด ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนะครับ เพราะแบบหลัง คุณจะหมดสิทธิถกเถียง แก้ไข ปรับปรุงใด ๆ เลย แต่แบบแรก โอเค ผมยอมรับในวิธีการเลือก แต่พอเลือกเสร็จแล้ว มันไม่จบแค่นั้น มันต้องมีการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไขอยู่เรื่อย ๆ  คือประเด็นที่ผมจะสื่อ ไม่ใช่มาบอกว่า รับหรือไม่รับ  คำตอบก็คือรับนั่นแหละครับ (ผมไม่เคยบอกว่า ไม่ยอมรับมติเสียงข้างมากเลยนะครับ อ่านดี ๆ) แต่รับแบบยอมจำนน  หรือรับแบบตระหนักรู้ว่า เราทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นสิ่งที่ผมอาจจะอยากพูด แต่พูดไม่เคลียร์ก็ได้ครับ
     
    อ้อ พี่แจงถามว่า ผมยังคิดว่าพี่แจงโรแมนติคอยู่อีกรึเปล่า… หลังจากอ่านคอมเมนท์จบ… ผมยอมรับนะครับ ว่าพี่แจง โรแมนติคยิ่งกว่าที่ผมเคยคิดเสียอีก (ฮา)

  10. Chayanin says:

    ถึงจะอัพอันใหม่แล้ว และตัวเองก็ยังทำงานไม่เสร็จ แต่มันก็รู้สึกค้างๆคาๆ1. พาราดอกซ์เรื่องการคัดเลือกประธานชมรม ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นพาราดอกซ์มากนักนะครับ ลองนึกดูในแง่การบริหารประเทศ น่าจะมีงานหลายอย่างเหมือนกันที่อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคนสูงสุดหนึ่งคน (ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี กษัตริย์) จะบอกว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะประชาชนเอง เป็นคนตกลงใจว่า ในกรณีเช่นนี้ จะมอบอำนาจนี้ให้กับบุคคลคนนี้ หรือกลุ่มๆเดียวนี้ คิดดูแล้ว สส.เขตก็เปรียบเสมือนตัวแทนหนึ่งคน (ปัจจุบันอาจจะถึงสามคน) ของคนทั้งเขตนั้นๆ ไปโหวตในสภาฯ สิทธิของคนทั้งเขตนั้นๆในการโหวตกฎหมายก็ไปตกอยู่กับคนๆเีดียว แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครบอกว่า วิธีนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่?2. จริงๆผมไม่ได้ถามนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่าจะไม่มี (สังเกตว่า ผมชอบใช้คำกำกวมประเภท มักจะ น่าจะ เสมอ เป็นการป้องกันตัวเองในระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้ต้องโดนตัว False แปะไปทั้งประพจน์ ๕๕๕) จากตัวอย่างที่ให้มา อาจจะไม่ได้เป็นประชาธิปไตย (บอกลำบาก เพราะคำแบบนี้ ไม่เคยมีนิยามที่แน่นอน) ถามว่าคนที่ไม่ได้สนับสนุนเสรีประชาธิปไตย แต่ยอมรับความคิดเห็นและระบบมีไหม ก็มีครับ อย่างในหลายประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย คนก็ยอมรับได้ พรรคนี้ก็ไปลงเลือกตั้งตามระบบเหมือนพรรคอื่นๆ ถามว่าพรรคแบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ผมว่าก็อาจจะเป็น เพราะกลุ่มนี้ได้อำนาจมาแบบประชาธิปไตย (หากเขาได้เสียงเลือกตั้ง) ถ้าเขาจะมีอำนาจ ก็มีอำนาจจากการที่ประชาชนต้องการให้เขาเข้ามาส่วนกรณีของกิจกรรมชมรม หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัย ถามว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ก็คงไม่ เพราะกลุ่มที่มีหน้าที่คัดเลือกสามารถเลือกได้โดยตามใจว่า จะฟังและไม่ฟังเสียงใคร ซึ่งการไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นคนละเรื่องกับการเป็นระบบที่ "ไม่ดี"  ผมเชื่อว่าการบริหารองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบประชาธิปไตยอยู่แล้ว และเชื่อว่ามันไม่ใช่อะไรที่จะำนำมาใช้จริงๆด้วย กรณีนี้แตกต่างจากการบริหารประเทศ เพราะทุกคนเลือกที่จะเข้ามาอยู่ชมรม มหาวิทยาลัย บริษัทได้ และเลือกที่ไม่อยู่ก็ได้ แต่ประเทศ คนส่วนใหญ่คงไม่ได้เลือกมาอยู่ และคงไม่ได้เลือกหนีไปง่ายๆเหมือนกัน ดังนั้น จะให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือคนไม่กี่คน แล้วบอกว่า ไม่อยากอยู่ก็ออกไป คงจะไม่ได้สรุปตรงนี้ 2.1 การรับฟังความเห็น เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ไม่ได้แปลว่าเป็นของประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว และไม่ได้แปลว่าุถ้ามีสิ่งนี้จะเป็นประชาธิปไตยเสมอ 2.2 ถ้าจะคุยเรื่องแบบนี้ โดยตีความทั้งทางการปกครองและปรัชญา สงสัยเรื่องจะไม่จบ เพราะมันแย้งไปแย้งมาได้เยอะ และคงจะเจออีกหลายพาราดอกซ์อยากเขียนเรื่องอื่นๆต่อเหมือนกัน แต่ว่า พอก่อน ดีกว่ามั้ง ตอนแรกก็กะจะไม่ต่อแล้วนะ แต่เห็นตอบซะยาว เลยอดไม่ได้ (ฮา) ขอไปทำการบ้านต่อละกันครับ

  11. EIG says:

    ผมรู้สึกว่า เราจะสามารถคุยกันได้อย่าง มีทิศทางที่แน่นอน กว่านี้ถ้า
     
    1. เราใช้คำ ประชาธิปไตย(ซึ่งดูจะถูกกันใช้เยอะมากจากทุกคน) โดยนิยามก่อน สำหรับผม(ซึ่งจำได้จากไหนไม่ทราบครับ) ประชาธิปไตย มี 2 องค์ประกอบครับ- การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของทุกคน- การเคารพสิทธิ เสรีภาพของคนทุกคน(2 องค์ประกอบนี้เป็นแบบ "ถ้า..แล้ว" ทิศทางอย่างที่ป่านว่า  ไม่ใช่ว่า แบบอื่นจะมีองค์ประกอบใดไม่ได้)
     
    ฉะนั้น พออ่านเรื่องเลือกตั้งชมรมในตัวอย่างของพี่ก้อน ผมก็รู้สึก มันประชาธิปไตยเลยนี่ส่วนการเลือกหัวหน้างานในชั้น โดยที่ไม่ถามความสมัครใจของคนถูกเลือกนี้มัน ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย
     
    อย่างงั้นก็ตาม การโหวตแบบทุกคนออกเสียง ซึ่งดูจะเป็นข้อหัวที่แท้จริงในการคุยนี้ (ว่ามันไม่ดีอย่างไร)สำหรับผมเป็นคนละเรื่องกับคำว่าประชาธิปไตย เลย… พอเป็นแบบนี้ ก็เลยไม่รู้ว่า งง ว่าไงต่อดี
     
    2. เราน่าจะอภิปรายกันโดยตั้งกรอบว่า พูดถึงบริบทไหนสมมตินะครับ …โหวตอาจจะห่วยมากกับทุกบริบท ยกเว้นประเทศก็ได้ ถ้าเราเล็งผลถึงระดับประเทศอยู่  แต่มีการยกตัวอย่างโดยใช้บริบทอื่น ที่โหวตมันสุดห่วยเต็มไปหมดเราก็จะได้พบกับเหตุและผลที่พาเราไหลไป โดยที่แท้อาจจะไม่สามารถใช้ได้เลย ถ้าพูดในระดับประเทศ
     
    …ไม่รู้สิครับ หรือผมเอง ที่กำลังหลงกันแน่
    __________________________________
     
    อีกประเด็น ผมรู้สึกสนใจว่า
    การเคารพความเห็นของคนอื่น ไม่ควรเคารพ ความเห็นที่ไม่เคารพความเห็นคนอื่น หรือไม่หรือควร เคารพอย่างไม่มีเงื่อนไขกันแน่…  
    หรือ ควรเคารพแบบมีเงื่อนไข แต่เป็นเงื่อนไขอื่น เช่น มนุษยธรรม(กว้างไปป่าว)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s