สกุลไทยไอเลิฟยู

Posted: January 7, 2008 in Re-writer

 

รู้จักนิตยสารชื่อว่า สกุลไทย รึเปล่าครับ?

 

ไม่รู้จักไม่เป็นไรครับ ดูจากฅนที่มาอ่านบล็อกนี้แล้ว น่าจะยังเกิดกันไม่ทัน(ฮา) เท่าที่ผมเคยเห็นมา สกุลไทยนี่จะอยู่ในกลุ่มนิตยสารรุ่นเดอะ ชวนให้นึกถึงพวก ดิฉัน พลอยแกมเพชร ขวัญเรือน หรืออะไรทำนองนี้ (ถูกรึเปล่าก็ไม่ทราบ)

 

จุดเด่นของสกุลไทยอย่างหนึ่งก็คือ หน้าปกจะเป็นนายนางแบบแบบใช้ผ้าไทยครับ ญาติผม(พี่สาว) เคยค่อนขอดว่า ชอบเอาดารามาแต่งตัวแก่ ๆ ผมก็ว่างั้นแหละครับ (ฮา) ดาราทุกฅนที่มาขึ้นปกจะรับประกันได้เลยว่า ทุกฅนแต่งตัวเรียบร้อยมาก ๆ ไม่มีชุดเซ็กซี่วาบหวิวใด ๆ อย่างแน่นอน (เรต ทุกเพศทุกวัยเลยครับ) เวลาแพนเค้กมาขึ้นปกเนี่ย เรียกป้าได้เลยทีเดียว (ฮา)

 

ครั้งแรกที่อ่านสกุลไทยเนี่ย จำได้ว่าอยู่ป. 5 ครับ เพราะจะมีหนังสือเล่มนี้วางกระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน (แม่ก็อ่าน ป้า ๆ ทุกฅนก็อ่าน พ่อผมก็ยังอ่านครับ แต่อ่านแต่คอลัมน์ดูดวง)

 

วันนั้นจำได้ว่าหยิบมาเปิดดูผ่าน ๆ ตามประสาเด็กอยู่ไม่สุขครับ เปิดไปเปิดมา ก็ไปสะดุดตากับ นิยายเรื่องหนึ่ง

 

โดยปกติแล้ว ในส่วนของนิยาย จะมีการโควตเอาประโยคในตอนนั้นที่สำคัญ ๆ มาขึ้นเป็นตัวใหญ่ ๆ ให้สะดุดตา ผมอ่านแล้วก็สะดุด แล้วก็ลองอ่านเนื้อหา (ที่เป็นตัวเล็ก ๆ) ดู ปรากฏว่ารู้เรื่องแฮะ! เข้าใจว่าเพิ่งยังเป็นตอนแรก ๆ อยู่ (ประมาณตอนที่ 3-4) เนื้อหาเลยยังไปไม่ไกลนัก พอจะตามทัน ก็เลยอ่านมาเรื่อย ๆ จนจบตอน ก็รู้สึกสนุกดี พอสัปดาห์ถัดมา มีเล่มใหม่ ก็เลยหยิบมานั่งอ่านต่อ

 

นิยายเรื่องนั้นคือเรื่อง คุณชายของ ว. วินิจฉัยกุลครับ

 

พออ่านไปได้สักเรื่องหนึ่งแล้ว ก็พาลอยากอื่นเรื่องอื่นต่อครับ ตอนนั้นคุณแม่ก็แนะนำเรื่อง เสราดารัล ของกิ่งฉัตร บอกว่าสนุกดี จำได้ว่า นี่เป็นเรื่องที่สองแหละที่อ่านแล้วติด หลังจากนั้นก็จำไม่ได้แล้วครับว่าอ่านเรื่องอะไรบ้าง

 

อ่านตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้แหละครับ นิยายในสกุลไทยมีอยู่ 10 กว่าเรื่องในแต่ละเล่ม ตอนนี้ก็อ่านเกือบหมดทุกเรื่อง (เว้นแค่บางเรื่อง) เวลากลับไปบ้านที่ก็ไปแย่งอ่านกับคุณแม่

 

เคยหยิบติดตัวไปอ่านตามที่ต่าง ๆ เหมือนกันครับ ก็จะโดนผู้หลักผู้ใหญ่แซวว่า อ่านหนังสือแก่จัง ยายที่บ้านพี่ก็อ่าน บลา ๆ ๆ (รุ่นเดียวกันไม่ค่อยแซวครับ คงเป็นเพราะว่าที่บ้านไม่มีฅนแก่ ๆ ที่อ่านสกุลไทยเป็นแน่-ฮา) ตอนแรก ๆ ก็เขินครับ หลัง ๆ ก็ชิน หยิบมาอ่านบนรถไฟฟ้าได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

 

บางฅนบอกว่า เอ๊ะ มันมีแต่นิยายผู้หญิง หรือ นิยายประโลมโลก(โลกย์) ไม่ใช่เหรอ? อ่านเข้าไปได้ไง

 

นิยายผู้หญิง… ผมว่าก็มีส่วนถูกนะครับ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอผู้ชายฅนไหนอ่านสกุลไทยเลย มีแต่ผู้หญิง… ผู้หญิงแก่ ๆ ด้วย(ฮา) อ้อ เพื่อนผมที่อ่านก็มีเหมือนกันนะครับ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังอ่านอยู่รึเปล่า

 

พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกได้ ตอนสัมภาษณ์เข้าคณะตอนปีหนึ่งน่ะครับ กรรมการที่สัมภาษณ์ผมก็มี 3 ฅน เป็นอาจารย์หนุ่ม ๆ สองฅน อาจารย์หญิงอีกหนึ่งฅน สองฅนแรกจะเป็นฅนถามกับชวนคุยครับ ส่วนอาจารย์หญิงมีอายุเล็กน้อยจะนั่งจดอะไรยุกยิก ๆ อยู่บนโต๊ะ (เข้าใจว่าคงเป็นการให้คะแนน) พออาจารย์หนุ่มถามว่าเวลาว่างทำอะไรบ้างล่ะ‘ ‘อ่านหนังสือครับ‘ ‘แล้วอ่านพวกไหน?’ ‘ก็… มีการ์ตูนครับ ถ้าเป็นนิตยสาร ก็มีอ่านสกุลไทย

 

ถึงประโยคนี้ปุ๊บ อาจารย์หญิงเงยหน้าขึ้นมา ตาเป็นประกายเลยครับ ถามว่า อ่านด้วยเหรอ ชอบนักเขียนฅนไหน ตอนนี้ชอบเรื่องอะไรมากสุด ฯลฯ

 

รู้เลยครับว่าอาจารย์ก็เป็นแฟนสกุลไทยเหมือนกัน หุหุ

 

ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นนิยายประโลมโลกเนี่ย…

 

ผมจะเถียงก็เถียงไม่ออกครับ เพราะว่า นิยายที่ลงเนี่ย เอาไปทำเป็นละครอยู่บ่อยมาก ๆ ทั้งช่องสาม ช่องเจ็ด แล้วแต่ละเรื่องก็เน่าได้อีก…. แต่ยืนยันนะครับว่า ตัวนิยายจริง ๆ กับตัวละคร บางทีก็ต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหว

 

ส่วนที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ สกุลไทยจะให้ความรู้สึกเป็นหนังสือหัวโบราณน่ะครับ (โบราณไม่โบราณ เคยมีหน้าปกสกุลไทยครั้งหนึ่ง เป็นดาราที่เป็นแฟนกันยืนโอบเอว พอฉบับต่อมามีนักอ่านหลายท่าน ที่น่าจะรุ่นเดอะพอ ๆ หนังสือเขียนไปต่อว่าว่าหน้าปกไม่เหมาะสมที่ให้ทั้งคู่ยืนโอบกัน เพราะยังไม่ได้แต่งงานกัน….. ผมอ่านบรรณาธิการตอบขอโทษขอโพยกลับมา แล้วสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกก็…อืม ได้ใจว่ะ) นอกจากนี้ยังมีคอลัมน์ยามภาษา ที่จะเอาสำนวนภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมาอรรถาธิบายให้ฟังว่า สำนวนนี้มันมีที่มาอย่างไร แล้วปัจจุบันใช้ผิด ๆ อย่างไร หรือมีสำนวนอะไรใหม่ ๆ ที่ใช้กันอยู่บ้าน… อ่านแล้วก็เหมือนนั่งคุยกับครูภาษาไทยแก่ ๆ ใจดีเลยครับ อ้อ ตัวเลขในสกุลไทยใช้ตัวเลขไทยหมดเลยนะครับ ตั้งแต่หน้าปกยันหน้าสุดท้าย (ไม่นับหน้าที่เป็นโฆษณา) ผมเองก็เคยพยายามใช้เลขไทยในบล็อกเหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จ เหอะ เหอะ

 

 

คอลัมน์ของสกุลไทยมีดี ๆ เยอะครับ ทั้งออกแนวประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องในรั้วในวัง ถ้าเปิดผ่าน ๆ ไปก็จะพบว่า มีทุกคอลัมน์ที่แม็กกาซีนสำหรับผู้หญิงพึงมีนะครับ ทั้งเรื่องสุขภาพ อินเตอร์เน็ต การทำอาหาร สัมภาษณ์บุคคลสำคัญ แนะนำร้านอาหาร จัดดอกไม้ ฟังเพลง แนะนำธุรกิจเบเกอรี่ไปกระทั่งคอลัมน์ตอนปัญหาชีวิต หรือเรื่องย่อละครก็ยังมี .. แต่ไม่รู้สิครับ เวลาผมอ่านในสกุลไทยแล้ว แต่ละคอลัมน์เป็นคอลัมน์คุณภาพทั้งนั้น เมื่อเทียบกับเล่มอื่น ๆ ที่เคยอ่าน จะเน้นไปที่รูปภาพสวย ๆ กับโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า แต่ของสกุลไทยเน้นสาระเป็นหลักจริง ๆ (อาจจะไม่เหมาะสำหรับฅนที่ชอบดูแต่ภาพ ไม่ชอบอ่านตัวหนังสือ แต่สำหรับผมแล้ว รูปเท่าที่ลงในสกุลไทย กำลังดีแล้วครับ ไม่ใช่ว่าหนาเตอะ แต่มีแต่รูปเหมือนนิตยสารแฟชั่นอื่น ๆ)

 

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ผมชอบมากที่สุดก็คือส่วนที่เป็นนิยายนั่นแหละครับ นิยายของสกุลไทยจะออกเป็นแนวโรแมนติค แฮปปี้เอนดิ้ง แล้วก็เดาเรื่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบก็จริง แต่ก็ไม่ได้หวานแหววแต๋วแตกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มีส่วนผสมของแนวอื่น ๆ ที่มากพอสมควรครับ

 

นักเขียนส่วนใหญ่อายุจะเยอะครับ มีนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ ก็จริง แต่ผมว่า อายุเฉลี่ยก็คงพอ ๆ กับอายุเฉลี่ยของนักอ่านนั่นแหละ(ฮา) ตัวเอกของนิยายแต่ละเรื่องจะทำงานแล้วกันทั้งนั้นครับ มีอยู่ในวัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยบ้างก็ประปราย วัยเด็กมัธยมนี่แทบไม่มีเลย (หรือถ้ามี เรื่องก็ยาวไปจนถึงตอนโตจนได้) เพราะงั้นถ้าหวังจะมาอ่านนิยายพระเอกนางเอกสิบห้าหก ๆ สิบหกหย่อน ๆ ก็อาจจะผิดจุดไปหน่อยนะครับ

 

เนื้อเรื่องในส่วนของนวนิยายค่อนข้างจะมีประเด็นที่น่าสนใจนะครับ เช่น ตอนนี้ที่ลงอยู่ เรื่องการุณยฆาต ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ทันสมัยมากทีเดียว แล้วยังมีประเด็นเรื่องผู้สูงอายุในครอบครัวอีก (นางเอกมีแม่ที่เป็นอัมพาตอยู่ในบ้าง ต้องคอยดูแลเทคแคร์ จนไม่สามารถมีคู่รักได้เหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป อ่านแล้วก็ เอ้อ น่าคิดว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันจะทำอย่างไร) หรือก่อนหน้านี้ก็จะมีทั้งตัวเอกที่เป็นเด็กหนีออกจากบ้าน และอื่น ๆ อีก คือมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของหนุ่ม ๆ สาว ๆ น่ะครับ แต่ก็ไม่หนักเกินไปหรือเป็นเรื่องโศกกำสรดอะไรนะครับ นิยายทุกเรื่องออกแนวมองโลกในแง่ดีทั้งนั้น ไม่ได้หม่นเศร้าอะไร

 

นอกจากนี้ยังค่อนข้างจะมีหลากหลายแนว ทั้งแนวฆาตกรรมอำพราง แนวการเมือง มีกระทั่งแนวยุทธจักรกำลังภายใน ซึ่งผมชอบมากเลยครับ นิยายที่เป็นแนวสืบสวนสอบสวน กับกำลังภายใน แต่ก็ให้น้ำหนักกับเรื่องโรแมนติคมาก ๆ แบบนี้ ก็ให้รสชาติไปอีกแบบ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยอ่านจากที่อื่นมาก่อน (ปกติสืบสวนก็จะลึกลับซ่อนเงื่อนไปเลย กำลังภายในก็จะประเภทบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ… ไม่ค่อยเน้นเรื่องความรักเท่าไหร่)

 

สำหรับนักเขียนที่ชื่นชอบ ก็มีหลายฅนนะครับ รุ่นใหญ่ ๆ อย่างทมยันตีก็ชอบมาก (แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเขียนแล้ว) แล้วก็มีว.วินิจฉัยกุล กับแก้วเก้า ที่ยิ่งเขียนยิ่งดี (มีอยู่ช่วงหนึ่งที่งานของอาจารย์วินิตาจะทรง ๆ ไป ก็นึกว่าอาจารย์จะหมดมุกแล้ว แต่พักหลัง ๆ เนี่ย งานอาจารย์ก้าวข้าวงานเดิม ๆ ได้สวยหรูมาก)

ชมัยภรแสงกระจ่าง(รวมไปถึงนามปากกาอื่น ๆ) เป็นฅนทีเขียน situation ได้สนุกมาก ๆ คือโดยปกติแล้วนิยายเรื่องหนึ่งจะมีพล็อตหลัก แล้วก็พล็อตรอง ซึ่งเรื่อง ๆ หนึ่งก็มี เหตุการณ์มารองรับไม่เท่าไหร่ แต่งานของคุณชมัยภรจะมีเหตุการณ์ในเรื่องเยอะมาก แล้วแต่ละสถานการณ์ก็โห…คิดได้ไง ก็จะลุ้นอยู่ว่า ตัวเอกเจอเข้าไปจะแก้ปัญหายังไง เช่น พระเอกมีผู้หญิงมาชอบ อยู่กินด้วยกัน เราอ่านก็ทราบว่าผู้หญิงไม่จริงใจ มีผู้ชายฅนอื่น พอแยกทางกันไปได้ก็โล่งอก (ถึงแม้พระเอกจะโดนซ้อมปางตายก็ตาม) แต่พอพระเอกเริ่มกลับมามุทำงานหนัก เก็บเงินเก็บทองได้ ผู้หญิงก็กลับมา อุ้มลูกมาด้วยแล้วบอกว่านี่เป็นลูกของพระเอก (หูย ลุ้นน่าดูเลยครับว่าพระเอกจะจัดการชีวิตอย่างไรต่อ)  สมัยเด็ก ๆ ก็จะไม่ค่อยชอบครับ เพราะว่าเรื่องมันไม่ค่อยโรแมนติคกุ๊กกิ๊ก แต่ตอนนี้ก็จะชอบงานเขียนแนว ๆ นี้มาก

 

จะแล้วก็มีรุ่นกลาง ๆ เช่น คุณกิ่งฉัตร ปิยะพรศักดิ์เกษม อ้อ หลัง ๆ นี้มาก็มี

นักเขียนชายมาประกอบเยอะขึ้นครับ ที่ผมเคยบอกว่า นักเขียนชายจะมีสไตล์การเขียนต่างจากนักเขียนหญิงก็เอามาจากในสกุลไทยนี่แหละครับ

 

 

สุดท้ายที่อยากพูดถึงก็คือนิยายจะเป็นตัวสะท้อนแนวคิดของสังคมในสมัยนั้นครับ อ่านนิยายในสกุลไทยเนี่ย เห็นชัดเลยว่า เดี๋ยวนี้นางเอกเรียบร้อยผ้าพับไว้ สูญพันธุ์ไปนานแล้วครับ ปัจจุบันก็จะมีแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้หญิงนุ่มนิ่มอย่างสมัยก่อน เป็นผู้หญิงเก่งทำงานได้ไม่แพ้ผู้ชายทั้งนั้นครับ (แต่ยังไม่ไปไกลถึงขั้นนำหน้าผู้ชายนะครับ) หรือกระทั่งนางเอกบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยต้องมือชายใดเลยจนกระทั่งมาเจอพระเอกเนี่ย ก็เอ้าท์ไปพอสมควรครับ แนวคิดเรื่องรักนวลสงวนตัวนี่ ยังพอแทรกให้เห็นครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นคอขาดบาดตายประเภทว่าถ้าเป็นนางเอกแล้ว ห้ามมีอะไรกับใครนอกจากพระเอกอย่างเดียว (นางเอกที่เป็นแม่ม่ายยังมีเลยครับ)

 

หรือในบล็อกก่อน ๆ ที่ผมเคยแซะไว้ว่า เดี๋ยวนี้เทรนด์สาวใหญ่กำลังมาแรง (หัวข้อ the ripen fruit ฉบับวันที่ 22 ต.ค. ’50) ในนี้ก็ทันสมัยพอ ๆ กันครับ เท่าที่อ่านอย่างน้อย ๆ ก็มีสองเรื่องที่ลงอยู่ในขณะนี้ ที่นางเอกเป็นแฟนกับผู้ชายเด็กกว่าหลายปี (งานของอาจารย์วินิตา) ซึ่งธีมก็ชัดเจนมากครับว่า ผู้ชายบางฅนเหมาะจะเป็นคู่รัก…แต่ก็ไม่เหมาะที่จะแต่งงานด้วย อ่านแล้วความจริงที่ว่า…ความรักไม่ใช่ตัวตัดสินใจว่าเราจะแต่งงานกับใครมันชัดเจนเสียจนรู้สึกเหมือนตัวเองโดนต่อยเข้าจัง ๆ ที่ปลายคางเลยครับ (ปกติผมก็คิดง่าย ๆ นี่แหละว่า ปลายทางของความรักก็คือการแต่งงาน แต่คุณว. วินิจฉัยกุลก็แต่งเรื่องให้เห็นได้ชัดมาก ๆ ว่าไม่ใช่ ฅนที่เรารักมาก ๆ บางทีก็ไม่ใช่ฅนที่เราจะแต่งงานด้วย… ไม่ใช่ว่าเขาเป็นฅนไม่ดี หรือนางเอกเห็นเงินหรือความมั่นคงในชีวิตสำคัญกว่าความรักนะครับ นางเอกก็มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้เนี่ยแหละ แต่ถ้าแค่รักกัน อยู่ด้วยกันก็พอ ไม่จำเป็นต้องแต่งก็ได้ แต่ถ้าจะแต่งงาน มันต้องมีอะไรที่มากกว่าความรัก) เป็นนิยายที่อ่านแล้วเข้าใจชีวิตมาก ๆ ครับ เรียกได้ว่า นิยายแฟนตาซีที่ผมอ่านอยู่พักหนึ่ง (จริง ๆ ตอนนี้ก็ยังอ่านอยู่) ความลุ่มลึกเทียบกันไม่ติดเลยจริง ๆ (แต่ก็อย่างว่า นิยายแฟนตาซีรุ่นใหม่ ๆ ฅนเขียนก็อายุสูสีกับผมทั้งนั้น จะคาดหวังให้มีมุมมองเช่นเดียวกับฅนที่ผ่านชีวิตมามากอย่างมือระดับพระกาฬแบบนั้นก็คงเป็นการหวังที่มากเกินไป)

 

อ่านไปอ่านมาก็ดูเหมือนชมซะเยอะนะครับ แต่ผมก็ยังยืนยันว่า มันเป็นรสนิยมส่วนตัวจริง ๆ ครับ ผมเองได้ skill การอ่าน การจับประเด็น การตีพล็อตเรื่อง ก็ได้มาจากการอ่านนิยายที่มีแต่ตัวอักษร แต่ไม่มีภาพ (ไม่เหมือนการ์ตูน) แบบนี้ร่วมสิบปีนั่นแหละครับ  ถ้าเป็นฅนที่ไม่ชินกับอะไรแบบนี้ (ทั้งการอ่านที่มีตัวอักษรเยอะ ๆ ทั้งแนวเรื่องที่อ่านแล้วก็เป็นนิยายไทยธรรมด๊าธรรมดา) อาจจะไม่ชื่นชมอย่างที่ผมชื่นชมก็ได้

 

ยังไงก็ตาม ก็ขอให้ทุกฅนมีความสุขกับการอ่าน…ในสิ่งที่ตัวเองชอบนะครับ 

Comments
  1. Jinnipar says:

    อ่านอ๊านอ่าน นักอ่านจริงๆ
     
    รู้จักนะ แต่ไม่เคยอ่านเลย กลัวติด แหะๆ

  2. khajirat says:

    ตอนเด็กๆเคยอ่านเพราะยายชอบซื้อมาอ่าน ส่วนใหญ่จะไม่ได้อ่านตรงที่เป็นนิยายเพราะต้องอ่านต่อเนื่องกันหลายๆเล่ม
    อ่าน ๑ เล่มรู้สึกอยากอ่านต่อก้ต้องรอไปอีกหนึ่งเดือน (แถมตอนเด็กๆก็ติดการ์ตูนงอมแงมซะมากกว่า.. 555)
    พวกประเภทนิยายก็เคยติดสมัยนึง แต่จะอ่านพวกเล่มหนาๆ(เล่มเดียวจบ)ไปเลย
    สกุลไทยนี่ชอบตรงที่มีชุดไทยสวยๆ(ถึงจะใส่แล้วแก่ก็เหอะ.. ยังไงก็คิดว่าผู้หญิงใส่ชุดไทยนี่ล่ะสวยที่สุด ดูไทยๆดี)
    แม่ชอบเอาแบบมาตัดชุดด้วย เวลาตัวเองอ่านส่วนใหญ่จะดูรูปนี่ล่ะ แล้วก็อ่านบทสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้
    (ก็ได้เห็นมุมมอง และชีวิตของคนอื่นๆบ้างอ่ะ)
     
    ปล. ถ้าเห็นผู้ชายอ่านสกุลไทยต่อหน้าแล้วไม่รู้จักกันมาก่อนคงคิดว่า..
    เอิ่มผู้ชายคนนี้.. สงสัยจะเป็นแต๋ว!
     
     
    ปล. ๒ ฮ่ะๆๆ ล้อเล่นนะ..
    ปล. ๓ แต่ถ้ารู้จักกันแล้วก็คิดว่า..
    กล้าหาญยอมรับสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งที่มันขัดอารยชนแมนๆไปก็เหอะ
    เป็นตัวของตัวเองดี -เท่จะตายไป!
     

  3. Chayanin says:

    ไม่เคยอ่านเลยครับ อาจจะเพราะไม่ใช่สไตล์ที่ตัวเองอ่านด้วยนอกจากนี้ อาจจะชอบนิตยสารที่ประกอบรูป เพราะชอบดูรูปสวยๆ ถ้าจะอ่านที่เป็นตัวหนังสือ จะอ่านประเภทหนังสือฉบับกระเป๋า (พอกเกตบุก) มากกว่า ไม่ค่อยอ่านนิตยสาร ยิ่งถ้าเป็นนิยาย ชอบอ่านไปเลยให้จบ ไม่อยากค้างๆคาๆเท่าไหร่นิตยสาร หนังสือพิมพ์ อยากอ่านอะไรที่เป็นแนวคิด บทความ น่าสนใจ ซึ่งค่อนข้างเกี่ยวข้องอย่างมากกับความเป็นปัจจุบัน และสะท้อนวันเวลาที่นิตยสารนั้นเผยแพร่ (ซึ่งต่างจากเวลาซื้อหนังสือ ที่ผมอยากให้เป็นเนื้อหาที่จะอยู่ในระยะเวลานานกว่า ไม่เป็นแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆ)เผลอๆ อ่านอันนี้ จะบ้าจากความอนุรักษ์นิยมทางแนวคิดก็ได้ (ไม่ก็ติดแนวคิดไปเลย?)

  4. Paul_012 says:

    พวกเพื่อน ๆ ผมเขายังเคยได้ลงเลยครับ… สกุลไทยเนี่ยhttp://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=5263&stissueid=2722&stcolcatid=13&stauthorid=162

  5. katachi says:

    เคยเห็นคุณป้าอ่าน  เคยเห็นพี่แพนลงปกด้วย …(แหม ก็ไม่ได้ป้าซะขนาดนั้น)
        เคยพลิกๆดูก็พบว่ามีนิยายเยอะมาก   เลยไม่อ่าน
    ไม่ค่อยชอบอ่านนิยายน่ะจ้า  รวมไปถึงพวกนิยายแบบแจ่มใส ยัยตัวร้ายกับนาย.อะไรเนี่ยพวกเนี้ย
       แต่ถ้าว่างๆจะลองดูนะพี่ก้อน
    (แต่เพิ่งเหมาa dayพี่อิ๊กมา60เล่ม แม่ยังบ่นซะหูชาเลย บรื๊ออ..)

  6. EIG says:

    แต่ก่อนอ่าน a day
    เดี๋ยวนี้อ่าน way
     
    จบบรรทัดนี้คงต้อง away

  7. ก้อน Masatha says:

    Ginnie~* >>> ๕๕๕ นั่นสิ กลัวติดเหมือนกัน สัปดาห์ไหนไม่ได้อ่านเหมือนจะลงแดงตาย
     
    im ann >>> ตอนนี้ก็ชินแล้วครับ ขนาดเป็นการ์ตูนผู้หญิงก็ยังเอามานั่งอ่านให้ฅนอื่นเห็นได้หน้าตาเฉย (การ์ตูนตาแป๋วนี่แหละ) แต่ที่ยังทำใจไม่ได้ก็คือพวกนิยายเกาหลี ยัยตัวร้ายกับนายปากแข็ง อะไรแนว ๆ นั้น ยังไม่กล้าอ่านจริง ๆ กลัวติด(ฮา)
     
    -ςω™- >>> เรื่องติดแนวคิดเนี่ย ถ้าเรามีแก่นไอเดียที่แข็งแรงพอสมควร ก็คงไม่เปลี่ยนง่าย ๆ หรอกมั้งครับ อย่างผมอ่านไทยรัฐทุกวัน ยังทำใจให้ชอบพรรคพลังประชาชนไม่ได้เลย (เอ๊ะ เกี่ยวกันรึเปล่าหว่า) แต่ก็เป็นไปได้ทีอ่านอะไรซ้ำ ๆ กันนาน ๆ ก็อาจจะมีแนวคิดแบบนั้นไม่รู้ตัว
    เข้าใจความรู้สึกที่ชอบอ่านอะไรรวดเดียวจบไปเลยนะครับ ไม่อยากค้าง ๆ คา ๆ แต่ในทางกลับกัน อารมณ์ที่อ่านเป็นตอน ๆ รายสัปดาห์ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนะครับ เพราะว่าเราจะมีการใคร่ครวญ ไตร่ตรองปมต่าง ๆ ที่นิยายวางไว้ ถ้าอ่านรวดเดียวจบ ปมมันก็คลี่คลายหมดแล้ว ไม่ได้เสพอรรถรสที่ว่าตัวละครจะต้องเจอปัญหาอะไรหนัก ๆ เท่าไหร่ ยิ่งเวลาเราอ่านแล้วจับจุดที่นักเขียนวางไว้ได้ แล้วคาดเดาเรื่องได้ถูกต้องทั้ง ๆ ที่นักอ่านฅนอื่นถูกหลอกหมดเลยเนี่ย จะเป็นอะไรที่รู้สึกจ๊าบมาก  ๆ
     
    Paul_012 >>> อ้อ สกู๊ปนั้นเคยอ่านเหมือนกันครับ แต่ไม่ค่อยรู้จักเด็กหมอจุฬาเท่าไหร่ ประกอบกับรู้อยู่แล้วว่าคณะนี้ทำกิจกรรมค่อนข้างเยอะ เลยไม่ค่อยตื่นเต้น แต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่เจ๋งดีนะฮะ เวลาอ่าน ๆ ไป เฮ้ย นั่นเพื่อนเรานี่หว่า (แต่ถ้าเป็นนิตยสารที่เราไม่รู้จัก ไม่เคยอ่าน คงเฉย ๆ น่ะครับ)
     
    -khao_tu- >>> อะเดย์เป็นอะไรที่อ่านแล้วผลาญพลังงานชีวิตมากเลยครับ อ่านรวดเดียวไม่ไหว แค่อ่านทีละเล่มก็ใช้เวลามากแล้ว ต้องค่อย ๆ อ่านนะเนี่ย (มีหกสิบเล่ม อ่านได้เป็นปี ๆ เลยเธอ)
     
    Touchapol Saranurak >>> พี่ชอบกินเลย์ เวลาซื้อเสื้อก็ชอบไปเจเจ เพลงที่ชอบก็ มายเวย์ ไต่ไม่ได้เป็นเกย์ เย้ย
     
     
     
     
     
     
     
     

  8. Jaros says:

    พลัดหลงเข้ามาในบล็อกนี้จนได้ เหน Title แล้วโดนใจ ไม่คิดว่าพี่ก้อนจะอ่านสกุลไทยอะ 555
    จำได้เคยตามอ่านสักเรื่องสองเรื่องตอนเด็กๆ ตอนนี้คุณอาก็ยังซื้อมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้แตะอะไรและ (อย่างมากก็เปิดไปดูหน้าท่องเที่ยว ไม่ก็ ร้านอาหาร)
    แต่ว่า คอลัมน์ข้างในยังไง๊ ยังไงก็แสนจะ ส กุ ล ไ ท ย เหลือเกิน 55
     
    ปล. มีบล็อกเหมือนกันแต่ไร้สาระซะมากกว่า

  9. ไมไม่มา says:

    ชอบอ่านสกุลไทยมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ชื่นชมนักเขียนยกเว้นแขคำเพราะใช้ข้อมูลโครงเรื่องของนักเขียนรุ่นครูมาดัดแปลง ภาษาไม่ละเอียดอ่อนต่างกับนักเขียนอื่นในสกุลไทยที่มีวาทศิลป์กินความรู้สึกและสอนคนอ่านได้แยบยล งานเขียนที่ให้เหตุผลของการด่าทอเจ็บแค้นบุพพการีไม่ควรมีในสกุลไทย คัดกรองสักนิดเพราะงานเขียนคือครูของผู้อ่าน ขอให้สกุลไทยอยู่คู่คนไทยตลอดไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s