ประชาธิปไตยพ่อมึง

Posted: September 17, 2008 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

ช่วงนี้ผ่านไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
จะพบบิลบอร์ดขนาดใหญ่ พื้นหลังสีดำ มีข้อความทำนองว่า
อย่ายอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย- ตอนที่ผมอ่านประโยคแนว ๆ
นี้ก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มไปด้วยนะครับ แล้วก็รู้สึกว่า เออ จริงด้วย
นี่เป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้จริง ๆ แต่พอฉุกใจคิดขึ้นได้ว่า
นายใหญ่ของกลุ่มบุคคลที่พยายามจะปลุกกระแสด้วยประโยคนี้ขึ้นมา…ตอนนี้ก็กำลังหลั่นล้าอยู่ที่เมืองนอกนี่หว่า
นี่ก็หลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน

เพราะงั้น วาทกรรมที่ว่า
กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้… แต่ถ้า
อำนาจเงินอยู่เหนือกฎหมาย กลับยอมรับได้ซะงั้น
ผมว่า นี่ก็เป็นตรรกะที่กะพร่องกะแพร่งเต็มทนเหมือนกันนะครับ
(แน่นอนว่าในทางกลับกันก็ด้วย)

***

เห็นพูดกันนักพูดกันหนา
ว่าเพราะเรามีปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน
ทำให้เราหมดโอกาสที่จะเรียนรู้ประชาธิปไตยแบบก้าวกระโดด ผมว่า ตอนนี้แหละครับ
คือตอนต่อของเหตุการณ์ก่อนการปฏิวัติ แถมจะนุ่มนวลกว่าเดิม เพราะอย่างน้อย ๆ
ทหารก็ปฏิเสธการปฏิวัติเต็มประตู… เห็นบอกกันนักบอกกันหนา
ว่าฅนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตย ผมว่าตอนนี้นี้ ทั้งที่สะพานมัฆวาน
ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล คือ
โรงเรียนสอนประชาธิปไตย
ของจริงเลยละครับ
ใครจะบอกว่านั่นเป็นกฎหมู่ก็ว่าไป แต่ผมมองว่า
ก็เพราะเรามีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนี่แหละ ถึงได้มีการแสดงออกแบบนี้ได้
(ถ้าเป็นระบอบอื่นคงไม่เป็นแบบนี้) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันทำให้เห็นเลยว่า
ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ มันมี
น้ำยาแค่ไหน (ฮา)

***

ส่วนตัวแล้วชอบที่อาจารย์นิธิให้สัมภาษณ์
(กับเขียนบทความ) มากครับว่าตอนนี้เป็นการปะทะระหว่างขั้วอำนาจสองฝั่ง
เพราะการแบ่งสรรอำนาจและผลประโยชน์ไม่ลงตัว และตอนนี้ระบบกำลังหาจุดสมดุลอยู่
ซึ่งในช่วงนี้ก็จะแกว่งซ้ายบ้าง ขวาบ้าง พอระบบถึงจุดสมดุลเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะกลับเข้าที่เข้าทางเอง
ก็จะมีโมเดล หรือการต่อรองอำนาจที่ทุกฝ่ายยอมรับได้…
แน่นอนว่าจะไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด
แต่ก็จะอยู่ในจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ อย่างน้อย ๆ
เราต้องยึดมั่นหลักการที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ จะต้อง
ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นในสภาวการณ์เช่นนี้
(ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้วนะครับ
กับสังคมไทยที่นิยมชมชอบความรุนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)
ถ้าวิกฤติครั้งที่คลี่คลายไปได้โดยไม่มีการนองเลือดใหญ่
และไม่ต้องพึ่งผู้ใหญ่เบื้องสูงมาไกล่เกลี่ยให้ แสดงว่าสังคมไทยเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพมากเลยทีเดียว

ตอนนี้ก็ต้องอดทนกันไปก่อน

***

ทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้คงรู้จักการ์ตูนเรื่อง
Bleach นะครับ ตอนที่ผมชอบมากที่สุดตอนหนึ่ง
ก็คือตอนที่นักวิทยาศาสตร์คลั่งสองฅนต่อสู้กัน (ไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายธรรมะ
ใครเป็นฝ่ายอธรรม เพราะดูจะอธรรมทั้งคู่) ระหว่าง คุโรซึจิ มายูริ
หัวหน้าหน่วยพิทักษ์หน่วยที่12 กับ ซาเอล อพอลโล่ แกรนซ์ เอสปาด้าหมายเลข8

ระหว่างที่สู้
ตอนแรกเหมือนกับซาเอลจะได้เปรียบ เพราะมีร่างอมตะ แล้วก็คุยข่มทับว่า
ร่างปลดปล่อยสวัสดิกะของตัวเองเนี่ย เป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบแล้ว
เจ้าเอาชนะไม่ได้หรอก วะ อะอะอะอะ แล้วไม่กี่หน้าถัดมา
มายูริก็พลิกกลับมาเอาชนะได้ พร้อมกับคุยข่มทับ (ตามสไตล์ของบลีช ที่เวลาสู้กัน 20
หน้า จะเสียเวลาในการบลั๊ฟกันไปบลั๊ฟกันมาสัก 18 หน้า)

ประโยคที่ผมชอบ จำไม่ได้เป๊ะ ๆ หรอกนะครับ
แต่ประมาณว่า
นักวิทยาศาสตร์ต่างหลงใหลในความ-สมบูรณ์แบบ-
ซึ่งก็แสวงหาหนทางทุกวิถีทางเพื่อที่จะเข้าใกล้ความสมบูรณ์มากที่สุด
แต่ในขณะเดียวกันความ-สมบูรณ์แบบ-นี้ก็เป็นเสมือนหลุมพราง
นักวิทยาศาสตร์ตนใดที่อวดโอ่ว่าตนเองถึงความสมบูรณ์แบบแล้ว
ก็เท่ากับนักวิทยาศาสตร์ตนนั้น
ตายไปแล้ว เพราะเมื่อสมบูรณ์แบบแล้ว ก็เท่ากับปิดกั้นจินตนาการ
ไม่เหลือพื้นที่ให้พัฒนา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ได้ต่อไป….เมื่อสมบูรณ์แบบไปซะแล้ว..งั้นชีวิตที่เหลืออยู่จะมีความหมายอันใดกัน

โหย มันโคตรตรงใจเลยละครับ
เพราะแก่นการใช้ชีวิตของผมใช้เรื่องนี้เป็นแกนหลักในการดำรงชีวิตเหมือนกัน

เมื่อมาปรับใช้กับเรื่องการปกครอง
ก็บอกได้เลยว่า ประชาธิปไตยของเรายังไม่ใช่ระบบที่
สมบูรณ์แบบดูจากผู้แทนราษฎรที่เป็นผลผลิตจากระบบนี้ก็ได้
อย่าบอกว่านี่เป็นบุคลากรชั้นหนึ่งของประเทศเลยครับ
แค่เอาให้ได้มาตรฐานในระดับที่เราไม่ร้องยี้ หรือแหวะ ก็ทำได้ยากยิ่งแล้ว

เมื่อกระบวนการที่เรามีมันทำให้ได้ผลผลิตที่ย่ำแย่
ก็ต้องยอมรับครับว่ามันจะต้องปรับและเปลี่ยน ถ้าติดกรอบว่า
นี่เป็นกระบวนการที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีกระบวนการไหนจะดีไปกว่านี้แล้ว
ก็เท่ากับกว่าปิดกั้นหนทางในการพัฒนาจนหมดสิ้น
(ผมว่าไอเดียแบบนี้แหละที่ทำให้เราล้าหลัง)

เมื่อมันไม่ดีพอก็ต้องเปลี่ยนไปแหละครับ
ผมไม่ได้บอกว่าระบอบการปกครองแบบอื่นจะดีกว่านะครับ ผมบอกแค่ว่า ระบบที่เป็นอยู่มันยัง
ดีไม่พอเท่านั้นเอง (ส่วนแบบไหนมันจะดีกว่าเดิม ผมตอบไม่ได้ครับ แล้วอย่าถามด้วย
เพราะผมคิดว่าหน้าที่ที่จะออกแบบระบบที่ดีกว่านี้ เป็นหน้าที่ของพวกเราร่วมกันครับ
ไม่ใช่หน้าที่ของพันธมิตร รัฐบาล นักวิชาการ หรือใครฅนใดฅนหนึ่ง)

 

***

เคยมีแนวความคิดที่ว่า
ในเมื่อฅนส่วนหนึ่งเลือกผู้แทนห่วย ๆ เข้ามาบริหารประเทศ ก็น่าจะปล่อย ๆ
ให้ประเทศชาติมันล่มจมไป เพื่อจะได้สอนให้เขารู้ว่า ฅนแบบนี้เลือกมาบริหารไม่ได้นะ
ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

ฟังดูโอเคนะครับ แต่ผมก็สงสัยว่า
เงินที่นักการเมืองห่วย ๆ เอาไปถลุงใช้ ก็เป็นเงินของพวกเราทุกฅน
ประเทศนี้ก็เป็นของเราทุกฅน ถ้ามันวิบัติ ก็วิบัติกันถ้วนหน้า

แล้วทำไมเราต้องยอมให้ตัวเราเองก็เดือดร้อนเพื่อให้ฅนอื่นมัน
หายโง่ ด้วยละหว่า?

เปรียบเหมือนว่า มีขโมยขึ้นบ้าน
ก็มีฅนมาจุ๊ ๆ บอกว่าอย่าส่งเสียง ให้ขโมยมันขโมยของไปให้หมด
ไอ้ฅนชั้นล่างที่ชอบเปิดบ้านทิ้งไว้ไม่ล็อคกุญแจ
มันจะได้เรียนรู้ที่จะล็อคกุญแจบ้านเสียที

แต่ถ้าขโมยมันขโมยของของในบ้านไปจนหมด
ฅนที่อยู่ในบ้านก็ซวยไปด้วยน่ะสิ?

งั้นการที่เราส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายไล่ขโมยไป
มันผิดตรงไหน(วะ)?

 

***

มีวาทกรรมอีกประโยคที่ผมได้ยินบ่อย ๆ
(นอกจากป่านพูดแล้วก็ได้ยินฅนพูดอีกหลายฅน) ก็คือไอเดียประมาณว่า
ฅนชั้นกลางก็อาศัยอยู่ในโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบชนรากแก้วมาช้านานแล้ว
เมื่อพวกเขามีสิทธิมีเสียงขึ้นมาบ้าง ก็ควรจะต้องยอม ๆ เขาบ้าง
หรืออะไรที่ใกล้เคียงแบบนั้น (ถ้าผมพูดผิดป่านช่วยแก้ไขด่วน)

สิ่งที่ผมไม่เข้าใจอย่างหนึ่งก็คือว่า
ตกลงที่โครงสร้างเป็นแบบนี้ ฅนชั้นกลางเป็นฅนผิดเรอะ? ที่อะไร ๆ มันเป็นแบบนี้
เกิดจากฅนชั้นกลางจริง ๆ เหรอ? …

ผมคิดว่าไม่นะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยคิดเลยว่า
ผลประโยชน์ของฅนชั้นกลาง กับชั้นรากแก้วจะขัดแย้งกันนะครับ

ถามว่า
ฅนชั้นกลางเดือดร้อนอะไรรึเปล่ากับการประท้วงของชาวบางสะพาน… ไม่เลย
ฅนที่เดือดร้อนคือนายทุนเหล็กเครือสหวิริยาของต่างหาก

– การเปิด FTA จนหอมกระเทียมจีนเข้ามาตีตลาดเมืองไทยแล้วชาวไร่ล่มจม
เกิดจากฅนชั้นกลางเหรอ? ไม่หรอก อำนาจเจรจาต่อรอง มันอยู่ที่นายทุนใหญ่ที่ได้ลดหย่อนภาษีและได้ประโยชน์จากการเปิด
FTA ต่างหาก

– กฎหมายปฏิรูปที่ดินไม่ผ่าน?
กฎหมายฉบับนี้นายทุนที่กว้านซื้อที่เป็นพัน ๆ ไร่ต่างหากที่เดือดร้อน
ฅนชั้นกลางที่มีที่แค่พอปลูกทาวน์เฮ้าส์สองชั้นจะไปเดือดร้อนอะไรด้วย

-กฎหมายมรดกไม่คลอดสักที?
พวกเราจะไปมีปัญหาอะไร ฅนที่มีปัญหากับกฎหมายฉบับนี้คือเศรษฐีที่มีอยู่ไม่ถึง 2
% ของประชากรประเทศต่างหากครับ

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า
ผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง กับชนรากแก้วไม่ได้ขัดแย้งเลยนะครับ

ย้ำอีกทีก็คือว่า
พวกชนชั้นกลางไม่ได้เป็นศัตรู
! ฅนที่คุณควรจะต่อล้อต่อเถียง
เรียกร้องผลประโยชน์ก็คือ
พวกชนชั้นนายทุนที่เสวยสุขบนโครงสร้างทางสังคมที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหาก

ถ้าเราจะมีข้อขัดแย้งกัน ก็เพราะว่า
ศัตรูที่เราหมายหัวไว้ เป็นฅนเดียวกับฅนที่คุณเทิดทูนเท่านั้นเอง สิ่งที่เราต่อสู้
ไม่ใช่อำนาจในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ แต่เป็นการต่อสู้
เพื่อไม่ให้ชนชั้นปกครองของสังคม อาศัยพรรคพวกคอรัปชั่น
และแทรกแซงระบบตรวจสอบเท่านั้นเอง

ย้ำอีกครั้งว่า
เราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรที่ขัดแย้งกันเลยนะฮะ (คิดเหรอฮะว่า
ถ้านักการเมืองไม่ได้ทุจริต ไม่ได้แก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน… แค่เอาเงินภาษีไปหว่านแจกฅนจน
จะเรียกฅนให้ออกมาเดินขบวนกันได้ขนาดนี้ ไม่มีทาง)
เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมสุดลิ่มทิ่มประตู
แต่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ไม่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างที่เป็นอยู่หรอกครับ

***

ผมไม่คิดว่า
ทุกท่านที่เข้ามาอ่านจะเห็นด้วยในทุกประเด็นที่ผมพูดนะครับ
(บางอันก็ล่อเป้าซะน่าดู
“^^)
ใครอยากจะนำเสนอมุมมองด้านไหน ก็เชิญตามสบายนะฮะ แล้วจะรออ่าน
^^

Comments
  1. Chayanin says:

    สำหรับผม หลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย การขาดความเชื่อมั่นในหลักการนี้ (อย่างที่ผมก็เคยเป็น เหอะๆ) ก็เหมือนกับการขาดความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยสิ่งที่ผมเห็นอยู่ในพันธมิตร มันเป็นแบบนั้นครับ ซึ่งมันคงจะดีกว่ามาก ถ้าพันธมิตรบอกตรงๆ ว่า ไม่เชื่อมั่นในหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการที่เหมาะสม และเสนอระบบใหม่ขึ้นมาชัดๆ ตรงๆ (จะต่อยอดจาก 70-30 หรืออะไรก็ตามแต่)ไม่ใช่พยายามอ้างว่า ไม่ต้องเดินตามประเทศตะวันตก ประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ และอื่นๆ โดยรายละเอียด การปกครองมันต้องปรับตามความแตกต่างแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่การบอกว่าใช้ประชาธิปไตย มันก็ย่อมหมายถึงการนำหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยมาใช้ ก็คืออำนาจอยู่ที่ประชาชน (ทั้งประเทศ) สิทธิเสรีภาพของประชาชน (ทุกคน) ได้รับการคุ้มครองซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่า แนวคิดของพันธมิตรนั้น ไม่เคารพเลย พันธมิตรพยายามทำเหมือนตัวเองเป็นตัวแทนของประชาชน "ทั้งประเทศ" ทั้งที่ไม่ใช่ แน่นอนว่าพันธมิตรเป็นภาคประชาชนที่มีสิทธิในการแสดงออกเหมือนกับประชาชน ทุกๆ คน แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ก็ต้องอยู่กับประชาชนทุกคน ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่พันธมิตร หรือไม่อยู่ก็ตาม (นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าพันธมิตรขาดการเคารพในเสรีภาพในการแสดงออกด้วย ทั้งที่พยายามอ้างเสรีภาพข้อเดียวกันตลอดเวลา เหตุการณ์ไหนที่ทำให้ผมคิด ขอไม่เอ่ยถึงครับ)ผมยังคงมองว่า ความขัดแย้งของผลประโยชน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความต้องการของคนสองชนชั้นนี้ต่างกัน ถามว่าหน้าที่ของรัฐบาลคืออะไร หน้าที่หนึ่งของรัฐบาลคือการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งในทรัพยากรที่มีจำกัดนี้เอง ในเมื่อผลประโยชน์ของสองชนชั้นนี้ไม่ตรงกัน การใช้ทรัพยากรมากขึ้นให้กับผลประโยชน์ของคนจน ก็หมายถึงส่วนแบ่งที่น้อยลงให้กับสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นกลางไม่ใช่เหรอครับ จะบอกว่าผลประโยชน์ของแต่ละชนชั้นไม่ขัดกัน ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตราบใดที่เรายังมีผลประโยชน์ไม่ตรงกันส่วนตัวอย่างที่ยกมา ถามว่า กฎหมายมรดก กฎหมายที่ดิน คนชั้นกลางไม่เดือดร้อนจริงเหรอครับคนชั้นกลางอาจจะมีที่ดินไม่มาก มรดกไม่มาก แต่ก็เยอะกว่าคนจนอยู่โขนะครับ และเราก็เดือดร้อนเหมือนกันแน่นอน มันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นมาก ผมเห็นด้วยว่า คนในระดับหาเช้ากินค่ำ จะให้มองถึงระบบการเมืองระยะยาว ก็เป็นเรื่องยาก เพราะมีเรื่องใกล้ตัวกว่าที่ต้องกังวล ทำให้เรา ซึ่งมีปัญหาน้อยกว่าในเรื่องการหาเลี้ยงชีพ มองว่า เราเป็นผู้ที่เหมาะสมกว่าในการกำหนดการเมืองของประเทศ ซึ่งจริงๆ มันอาจจะเป็นหลักการที่ดีก็ได้แต่ผมมองว่ายาก ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย หรือจุดมุ่งหมายที่ว่าทำไมต้องเป็นประชาธิปไตย ถามว่า ถ้าคนมีกินในประเทศ (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศนะครับ) มีอำนาจในการกำหนดนโยบายชองประเทศแล้ว นโยบายที่ออกมา จะเป็นนโยบายที่ให้ประโยชน์กับคนจนหรือ จะเป็นนโยบายที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ พัฒนาขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง (ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นชนชั้นที่เหมาะสมที่สุดที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตย) หรือผมไม่เคยคิดว่า เราจะต้องปล่อยประเทศให้พังไป แต่ผมก็ไม่คิดว่า เราจะสามารถตัดสินได้อย่างสัมบูรณ์ว่า สิ่งใดเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี คนที่บอกว่า ใครไม่รู้ว่าไม่ดีก็โง่เต็มที แล้วไม่ให้เหตุผลว่าทำไมไม่ดี ก็ไม่ควรจะมีเสียงไปมากกว่าคนอื่นหรอกครับเรื่องขโมยขึ้นบ้าน มันผิดตรงที่ว่า คนชั้นล่างบอกว่า นี่มันเพื่อนเขา เราจะให้เขาเข้ามา คนชั้นกลางก็ยังคงโวยวาย แถมไปขวางทางไม่ให้เข้าไปหาได้ บอกว่า ฉันฉลาดกว่า ฉันรู้ว่าอีนี่เป็นขโมย แกมันโง่ไม่รู้อะไร ประมาณนั้นแหละครับถ้าสองคนนี้ ยังเห็นตรงกันว่าใครเป็นเพื่อนไม่ได้ มันก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แค่นั้นเองพูดครั้งสุดท้าย คือ ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ยุคทักษิณ จนมาถึงหลังทักษิณ รวมถึงในตัวบุคคลบางคนด้วย แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ ตราบใดที่เขาเข้ามาโดยความยินยอมของคนในประเทศ ตามกฎหมาย นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ (ว่าเขาเข้ามาตามกฎหมาย) และถ้าเราไม่เห็นด้วยกับเขา เราก็ต้องต่อต้าน ตามช่องทางที่กฎหมายมีอยู่ศาลก็เอาสมัครออกไปแล้ว พรรคพลังประชาชนก็กำลังจะถูกยุบ นั่นคือช่องทางตามกฎหมายที่ใช้ได้ แต่การบอกว่า เราจะต่อต้านยังไงก็ได้ จนกว่าจะได้ตามที่เราต้องการ เพราะเรารู้ดีที่สุด ไม่น่าเป็นวิธีการทางประชาธิปไตยเลยครับปล ผมไม่เคยอ่าน Bleach ครับ รู้จักแต่น้ำยาล้างห้องน้ำ

  2. Zerothman says:

    เรื่องนี้ยากเกินไปสำหรับผมครับพี่ก้อนผมเป็นคนที่ไม่เก่งเรื่องการเมือง ใครๆ ก็รู้ปล ไม่ใช่น้ำยาฟอกขาวหรอครับ?ปล2. ไว้มาท้าดวล Bleach บน Wii กับผมดีกว่าครับ

  3. Rinrada says:

    > <* วิ้งง งไม่ได้เข้ามาซะนาน
    การเมืองอีกแล้วว อา~ – -*

  4. EIG says:

    -1-ผมเห็นด้วยว่า "สถานการณ์ขณะนี้" คือ โรงเรียนสอนประชาธิปไตย นะครับ อย่างที่ทำให้ผมหรือป่านหรือพี่ก้อน และคนอีกจำนวนมากที่มีความเห็นต่าง ได้ถกเถียงและเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่าประชาธิปไตยนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร  (รวมถึงการได้รับประสบการณ์ การรับฟังและรับรู้ถึงคุณค่าของความเห็นของผู้อื่น)สำหรับตัวผมนั้น ผมก็คิดว่าหัวใจของประชาธิปไตยก็คือ "การยอมรับนับถือในความเท่าเทียมกันในความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"ฉะนั้น สำหรับพันธมิตรเอง(หลังจากที่เริ่มบุกทำเนียบ) ผมคิดว่าเค้ากลับเป็น ตัวอย่างที่ดีของความ"ไม่เป็น"ประชาธิปไตยมากกว่า  …คือเราอาจจะรู้สึกว่าแค่การได้ใช้สิทธิแสดงความเห็นนี้ด้วยตัวมันเองนั้น ถือเป็นเรื่องเจ๋ง น่าตื่นเต้น ภาคประชาชนตื่นตัวหว่ะ เท่! จนเคลิ้มหลงเห็นเป็นว่า นี่คือประชาธปไตยแล้วแต่มีเหตุการณ์มากมาย(หาอ่านกันได้อยู่แล้ว) ที่ทำให้เรารับรู้ว่า พันธมิตรไม่เห็นความเท่าเทียมของทุกคนเลย -2-ผมเห็นด้วยเรื่องที่ว่า กระบวนการการคัดสรร ผู้แทนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแต่ถามว่าปรับเปลี่ยนยังไง ผมอยากตอบครับว่า ไม่ใช่ปรับไปลองอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ปรับให้มีความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นตะหาก เพราะเรายังห่างจากคำว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ทุนสามานย์ไม่ได้มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตยครับ(ทุนสามานย์ คือ ระบบทุนนิยมที่ใช้กำลังเงินในการปรับเปลี่ยนกลไกระบบให้เอื้อกับตัวเอง เช่น การซื้อเสียง การซื้อตัว กกต. การผลักดันนโยบายที่เอื้อบริษัทตัวเอง ฯลฯ  จะเห็นว่านี่เป็นคือลดความเป็นประชาธิปไตย)ประชาธิปไตยที่มาพร้อมกับทุนก้าวหน้า คือสิ่งที่เราทุกคนต้องการ ผมเชื่อว่าแบบนั้นฉะนั้น ตอบให้ตรงประเด็นก็คือ เราจำเป็นต้องปรับระบบโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่าง (การเมือง สังคม เศรษฐกิจ) ให้ทอนแรงของ ทุนสามานย์ให้มากที่สุด (ซึ่งรีบไม่ได้หรอก)-3-ผมเห็นด้วยครับว่า ตัวอย่างที่พี่ก้อนยกให้มานั้น เราจะไม่เห็นเลยว่า ชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างนั้นมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันตรงไหน  เพราะนั้นคือเรื่องจากการโกงโน้นโกงนี้ของชนชั้นนำซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับคนทั้งประเทศตะหากแต่ผมคิดว่าชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างนั้น มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอยู่ดีแหล่ะครับ…เพราะเงินจากรัฐบาลเอาต้องเลือกเอาไปเอาใจใครซักฝ่าย(หลักการที่ป่านบอก) ซึ่งเรื่องราวก็สั้นๆดังนี้ครับ ทักษิณเป็นคนแรกที่เข้ามา ให้เงินสนับสนุนชนชั้นล่าง (หรือชนชั้นกลางระดับล่าง –ตามอาจารย์นิธิพูด)  ทำให้ได้เรียนเมืองนอก ได้เริ่มทำโน้นเริ่มนี้ เรียกได้ว่าร้อยวันพันปีเพิ่งมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นทันตาก็คราวนี้ แต่ชนชั้นกลางในเมืองเราไม่ค่อยจะได้อะไรเลย(ยกเว้นรถไฟฟ้านิดนึง)  ทีนี้ พอมีการโกงเกิดขึ้น  ชนชั้นกลางเราก็เลยโวยวายเห็นเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องไล่มันออกไป (นอกจากนี้ชนชั้นกลางยังว่างกว่าด้วย เลยมีเวลาคิดเรื่องคุณธรรมมากขึ้น ตามขั้นบันไดมาส์โลว์)ผมคิดแบบนี้ครับ ถ้าทักษิณเข้ามาแล้วแทนที่จะเอาเงินไปช่วยชนบท แต่เปลี่ยนมาเป็นว่า รถไฟฟ้าไปทั่วถึงทุกที่จนแทบไม่ต้องใช้รถกันแล้ว  มี wimax ทั่วกรุงเทพ  เงินเดือนข้อราชการและครูเพิ่มขึ้น 3 เท่าในฐานะทำเพื่อประเทศ เด็กในกรุงเพทใครเรียนดีไปเลยเมืองนอกฟรี  บลาๆๆ   ผมอยากรู้จริงๆครับ ถึงวันที่เปิดเผยว่าทักษิณโกงเยอะแยะ ชนชั้นกลางเราก็อดจะใช้ตรรกะแบบที่เรากำลังดูถูกใครหลายๆคนไม่ได้หรอกว่า "ถึงเค้าโกง เค้าก็ทำให้ประเทศชาติดีขึ้นนะ"นี่ไงครับ ความขัดแย้งของคน 2 ชนชั้น-4- ผมเห็นด้วยที่ว่า เราไม่ควรยอมให้ ตัวเราเองก็เดือดร้อนเพื่อให้ฅนอื่นมัน ‘หายโง่’ เหมือนกันหน่ะครับ  คือยังไงทักษิณก็ควรถูกดำเนินคดีแต่ผมคิดว่า ถ้าพันธมิตรอดทนกว่านี้  ให้ข้อมูลไปเรื่อยๆ จนทุกคนเห็นว่านี้มันไม่ได้แล้ว และเกิดประแสกดดันจนยุบสภาเอง นี้น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด(ในอดีต)แต่นี่พันธมิตรเลือกที่จะโวยวายทนไม่ไหว บอกว่าเสียงของตัวเองสำคัญและถูกต้อง และยังสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่นๆ และประเทศ แบบนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยผมคิดว่า พันธมิตรตอนนี้เหมือน Madding Crowd อะไรประมาณนั้น  พอเวลาผ่านไปจนได้จุดสมดุลใหม่ ก็คงได้ย้อนมาดูตัวเองแล้วก็คงงงเหมือนกันว่า เออ กูเดือดอะไรนักหนาวะ ทุกรัฐบาลแม่งก็โกงกันหมด  กูเดือดจนพาประเทศเสียหายมากกว่าที่ทักษิณมันโกงอีกแฮะ แหะๆๆ โทษทีนะทุกคน-5-ผมเชื่อในประชาธิปไตย แบบ 1 คน 1 เสียง ครับเพราะเราทำให้ทุกคนได้รับผิดชอบเสียง (พอบวกกับกลไกการต่อต้านทุนสามานย์) ผมว่ามันจะทำให้ระบบ converge ไปสู่สังคมที่ตอบสนองทุกความต้องการของคนมากที่สุด

  5. Chayanin says:

    เอ่อ ครับผมมึนเองครับ พี่ณัช

  6. Jang says:

    มีคนตอบแทนพี่ไปแล้ว  ไม่อยากซ้ำซาก  ตามน้องป่าน กะน้องeig เป็นบุญที่มาทีหลัง..555ถ้าอยากหมายหัวอะไรเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ประชาธิปไตยเมืองไทยแหว่งวิ่น ขณะนี้คงกาที่ความละโมภในอำนาจของ คนบางกลุ่ม…จากพ.ศ 2475 จนถึงปัจจุบัน…มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ฝังรากอยู่กับประเทศชาตินี้มายาวนาน จนคำว่าประชาธิปไตย ที่ถูกฝังหัวคนอย่างเราๆ มันพิลึกพิลั่นชอบกลรุ่นนี้ก็เรียนคำว่าประชาธิปไตย มันก็แทบไม่แตกต่างกันเลยกับที่พี่เคยเจอมา  ดูเด็กรุ่นนี้ที่ถกกัน  ก็ไม่ต่างกับรุ่นพี่ที่ถกกันดีกว่าที่ว่า  ตัวอย่างของความแหว่งวิ่นมันเห็นชัดขึ้น  หรือ อาจยังไม่เห็นในบางคน หรือบางคนปิดตาทำไม่รู้ไม่เห็นมันไม่ใช่ไม่สมบูรณ์แบบ หรือพยายามให้สมบูรณ์แบบ แต่มันไม่มีและพยายามที่จะไม่ให้มีตั้งแต่พ.ศ.2475 ต่างหาก แต่พี่ก็ยังฝันถึงประชาธิปไตยในแบบ โรแมนติคที่ก้อนเคยนิยามประชาธิปไตยของพี่ไว้นะเพราะ  …หัวใจของประชาธิปไตยก็คือ "การยอมรับนับถือในความเท่าเทียมกันในความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"(โดนใจ…ขอบคุณน้องeig ที่เขียนมา ใช่ที่อยากเขียนทั้งหมด) ซึ่งมันยากลำบากมากที่จะเกิดกับประเทศนี้ เพราะคนที่ก้อนลำดับแบ่งไว้นั้น ยังไม่ยอมรับนับถือในความเท่าเทียมกันในความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้วล่ะก้อ  ก้อนจะเห็นการสู้รบแบบนี้เกิดขึ้นในสังคมอีก(พี่เฝ้ารอว่า ชนชั้นที่โดนปรามาสนั้นจะเติบใหญ่ทางความคิดโดยพลังที่ศรัทธาประชาธิปไตยจริงๆเป็นผู้เฝ้าสอน ไม่ใช่เบี้ยให้พวกนายทุนสามานย์และ กลุ่มคนที่หลงติดกับอำนาจ ลากทึ้งไปมาเหมือนเมื่อก่อน…หรือเดี๋ยวนี้ด้วย…มั้ง)ขำ..  มันก็แค่ ผลประโยชน์ที่กำลังถูกเปลี่ยนข้าง  ยกเรื่องประชาธิปไตยมาพูดเสียเลิศเลอ ก็แค่สังคมที่เพิ่งมาดัดจริต เรื่องคุณธรรมจริยธรรมและเลือกดัดจริตเป็นเรื่องๆขำที่ทุกๆการต่อสู้  มักจะมีคนอย่าง ก้อน ป่าน eig หรือกระทั่งพี่ออกมาถกกันแบบนี้เสมอ แล้วก็หมุนวงล้อกลับไปที่ที่เดิม  คือ สังคมที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง การแบ่งชั้น ความไม่เท่าเทียม การปิดปากและการถูกกำหนดจากคน บางกลุ่มขำ ที่การต่อสู้ครั้งนี้ ดูจะยิ่งใหญ่เหลือเกิน…ไป (มั้ง)(พี่ไม่ได้กำลังดูถูกใครที่ออกไป ทำสิ่งยิ่งใหญ่กับประเทศชาติ..นั่นหรอกนะ  ไม่ว่าพวกไหนแค่..เฮ้ย..มีคนเหมือนเราแล้วเว้ย..สมัยพฤษภาทมิฬ  เดจาวูไงไม่รู้ ^_^" )ถ้าจะพูดเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับเหตุการณ์ตอนนี้  พี่คิดว่ายังห่างไกลและไม่ใช่ของจริงถ้ามันถึงขีดที่ คำว่าประชาธิปไตย มันจำเป็นจริงๆสำหรับบ้านเมืองนี้ เมื่อไหร่เมื่อนั้น  การต่อสู้ของจริงจะดุเดือดกว่านี้  เพราะมันจะเปลี่ยนขั้วแบบจริงๆ ไม่ใช่เปลี่ยนผู้ได้รับผลประโยชน์แบบนี้พี่ไม่ถกเรื่องนี้ กับใคร..ที่ยังเชื่อว่า สะพานมัฆวาน และทำเนียบ เป็นโรงเรียนสอนประชาธิปไตย  หรืองมงายกับคำว่าสิทธิ์   จนก้าวล่วงและหลงลืมคำว่าขอบเขต พี่ไม่พูดกับใครที่ยังเชื่อว่า  เรานำประชาธิปไตยข้ามมาอีกขั้นแล้ว…โดยปราศจากการปฏิวัติ การไม่มีความรุนแรง และการไม่….เพราะเรื่องที่เกิด…ในสายตาพี่มันก็แค่  การลากเบี้ยครั้งใหม่  ในกระดานเดิม…  ปล…* พี่ว่า…โจรไม่ได้ขึ้นบ้าน แต่โจรขึ้นบ้านโจร…หยามกันแบบนี้เลย ทนไม่ได้..หึๆ*ตอนนี้จะเย้วๆ กันพี่ก็ไม่ว่าหรอกค่ะ โอเคแระ….หลังจาก  สอยหุ้นลงจากดอยแบบทุลักทุเล  พร้อมกับบ่นไปพลางๆว่า….จะไล่โจรแค่นี้ ถึงสุมไฟล้อมหมู่บ้านเชียวหรือ พ่อคุณ…(หรือแม่คุณจะถูกกว่ามั้ง) กว่าจะฝ่ากองไฟ ออกมา  พี่สำลักควันแทบแย่….แถมโจร(ที่คิดกันว่า..) ยังไปหลั่นล้า ต่อได้อีก * ชนชั้นกลางไม่ได้กำหนดโครงสร้างแต่เป็นเบี้ยที่มักจะโหนกระแสและถูกกำหนดโดยคนบางกลุ่ม ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างสังคมบิดเบี้ยวและส่งผลถึงชนชั้นล่าง พี่คิดงี้นะ (ไม่ชอบคำว่าชนชั้นอะไรนี่เลยให้ตายเหอะ  แค่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ต้องยกกันเป็นชั้นๆเชียว..)*ไม่ค่อยเมนท์สาระอะไรนะ  พี่ไม่ชอบข้าวผัดกับโอเลี้ยง…ป่าน…มุกเยอะขึ้นนะเรา  น้าแจงเห็นคำว่า Bleach นึกถึง นาตาลี ตัวละครคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในCSI (vegas) ทุกที..555

  7. Chayanin says:

    ยังไม่ได้ปักใจเชื่อเต็มที่ แต่มองว่าน่าสนใจครับhttp://chayanin.tumblr.com/post/43404678(เคย quote ไว้นานละ แต่คิดว่าพี่ก้อนอาจจะไม่ค่อยได้อ่าน Tumblr)

  8. ก้อน Masatha says:

    Chayanin >>> เคยอ่านแล้วจ้า แต่โควตที่เอามาไม่ค่อยเห็นด้วย (ก็รธน.ฉบับนี้ฅนยังก่นด่าเลยไม่ใช่เหรอว่า เขียนมาโดยไม่ไว้ใจนักการเมือง เล่นเอานักการเมืองกระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้…ก็นี่แหละการเขียนกฎหมายโดยถือว่า ฅนเรามีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน)
     
    เอาทีละเรื่องเนาะ
     
    *เรื่องหลักการประชาธิปไตย .. เห็นด้วยครับว่าหลักการนี้ดีมาก ที่เคาพรสิทธิพื้นฐานของประชาชนอย่างเท่าเทียม…แต่ผมคิดว่า ตัว ‘รูปแบบ’เอง กลับไม่ตอบสนองต่อความต้องการของฅนหมู่มากได้จริง ๆ เอาแค่ตัวอย่างว่า เวลาจะโหวตกฎหมายในสภา สส.เขตจะโหวตตามเสียงของฅนในพืิ้นที่(ที่เลือกตัวเองเข้ามา) หรือโหวตตามมติพรรค… ถ้าตอบข้อหลัง แค่นี้ก็เจ๊งแล้วครับ ประชาธิปไตยที่ว่าหลักการดี ๆ ที่เราเทิดทูน พอพี่ไทยมาเล่น ก็ทำซะเหลือแต่เปลือกอย่างที่เห็น
     
    **เรื่องพันธมิตร อันนี้ไม่เถียงเลยครับ เพราะว่าก็เห็นด้วยเกือบหมด ส่วนตัวแล้วคิดว่า 70:30 มันจะยิ่งไปกันใหญ่ครับ ผมไม่เชื่อว่า สำหรับฅนที่มีเงินซื้อทั้งประเทศได้มาแล้ว จะทุ่มเงินเพื่อซื้อคณะกรรมการสรรหาแค่ไม่กี่ฅนไม่ได้
     
    ***เรื่องผลประโยชน์ขัดกัน อืม พออ่านของป่านก็เห็นด้วยครับว่ามันอาจจะขัดกันจริง ๆ แต่ประเด็นที่ผมอยากยก และยังยืนยันก็คือ ฅนชนชั้นกลางไม่ได้เป็นผู้กำหนดโครงสร้างแบบนี้หรอกครับ เพราะงั้น ไม่อยากให้ใครต่อใครตกเป็นเหยื่อโดนเสี้ยมให้ชนชั้นกลางกับชนรากแก้วทะเลาะกัน เพราะต่างฝ่างต่างก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองการออกกฎหมายในสภาเหมือนกันนั่นแหละครับ (ถ้าจะออกกฎหมายดูแลฅนจน…ยังมีฅนที่เสียประโยชน์มากกว่านี้ และมีอำนาจบันดาลให้สิ่งดี ๆ เหล่านั้นไม่เกิดขึ้นได้ มากกว่านี้ครับ)
     
     **** เรื่องการมองการเมืองระยะยาว เห็นด้วยครับ ว่าไม่ควรที่จะมีใครมีเสียงมากกว่าฅนอื่น เรื่องนี้ไว้จะต่อคราวหน้าแล้วกัน (เดี๋ยวจะยาวไป)
     
    ***** เรื่องโจรขึ้นบ้าน ผมเห็นด้วยครับ และจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้าเกิดพิสูจน์แล้วนะว่ามันขโมยของจริง ฅนชั้นล่างก็ยังยืนยันว่า ขโมยจริงแล้วจะทำไม? ชั้นจะให้มันเข้ามาซะอย่าง..แบบนี้ก็ตีกันตายแหละครับ ถ้าไม่ถอยฅนละก้าว ฝั่งนึงก็ต้องยอมรับว่า ถึงจะเป็นญาติกับโจรฅนก่อน แต่ถ้ายังไม่ได้ทำอะไรผิดแบบจั๋ง ๆ ก็ต้องให้เค้าเข้ามาได้ ในขณะที่อีกฝั่งก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเกิดมันทำผิดจริง ๆ ศาลตัดสินเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องให้มันออกไปนะ (ส่วนจะไปประเทศอะไร อันนั้นมันก็อีกเรื่อง) ถ้าไม่ถอยฅนละก้าว อีกร้อยชาติก็เถียงกันไม่จบจริง ๆ ครับ
     
     

  9. ก้อน Masatha says:

    —————————————————————————————————————————-
     
    Zerothman >>> แต่เท่าที่คุยกับพี่ณัช ก็แอบรู้ลึกรู้จริงเหมือนกันนะครับเนี่ย
     
    Nymphadora Tonks *; PoPo >>> ๕๕๕ แต่พออัพเรื่องอื่น ก็ไม่มาคอมเมนท์นะเรา…ไว้โตกว่านี้ก็อ่านสนุกเองแหละจ้า
     
    —————————————————————————————————————————-
     
    Touchapol Saranurak >>>
     
    -1-
    พันธมิตรทำอะไรที่ไม่เคารพความเท่าเทียม อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า ฝั่งรัฐบาลเอง ก็ทำอะไรไม่แคร์ความรู้สึกของสังคมไม่น้อยเลย (นี่ยังไม่นับที่พลิกลิ้น บิดเบือนความจริง กะล่อน ฯลฯ) ถ้ารัฐบาลทำอะไรที่ตรงไปตรงมาแต่แรกเริ่ม พันธมิตรก็ไม่รอดมาจนป่านนี้หรอกครับ (เหมือนที่มีใครบางฅนว่าไว้ว่า พอพธม.เริ่มจะหมดความชอบธรรมในการชุมนุม รัฐบาลก็ชอบหาเรื่องให้ฝั่งนี้มี issue ในการชุมนุมต่อทุกทีสิน่า…หวังว่านายกฅนใหม่จะไม่เป็นแบบนั้นนะครับ)
     
    -3-
    ถ้าเกิดรัฐบาลทำโครงการที่เอาใจชนชั้นกลางสุด ๆ แล้วพวกเราจะทำเป็นปิดหูปิดตา ไม่สนว่าเค้าจะโกงหรือไม่โกง อันนี้ก็น่าลองวัดใจดูเหมือนกันครับ แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้ารัฐบาลทักษิณ ถึงจะไม่ได้เอาใจชนชั้นรากแก้ว หรือดูแลฅนในเมืองอย่างดี (ขึ้นเงินเดือน มีสวัสดิการ ฯลฯ) เวลาโกงก็มีแต่ชนชั้นกลางที่ออกมาประท้วงนาครับ จนผมรู้สึกว่า มีแต่พวกเรากันเองเหรอ(วะ) ที่สนใจว่าจะโกงหรือไม่โกง ผมว่า ถ้าเกิดชนชั้นกลางเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ก็ไม่เหลือชนชั้นไหนที่จะออกมาต่อสู้ด้วยข้อกล่าวหาแบบนี้แล้วละครับ เพราะงั้น จะเอาใจใคร ผมว่าไม่ค่อยเกี่ยวนะครับ ผมก็ยังงง ๆ อยู่ดีแหละว่า ถ้าเกิดรู้ว่าฅนเมืองเป็นฅนล้มรัฐบาล ก็ทำไมไม่เอาใจให้มันสุด ๆ ไปเลยหว่า…หรือว่า จริง ๆ แล้วรัฐบาลก็เอาใจสุด ๆ อยู่แล้ว?
     
    ข้อ 2 4 5 เห็นด้วยหมดครับ
     
    ———————————————————————————————————————————
     

  10. ก้อน Masatha says:

     
    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> ระบบชนชั้น ผมว่าสลัดให้ตายยังไงก็คงไม่หลุดออกจากสังคมไทยนะครับ เว้นแต่จะยกเครื่องแบบถอนรากถอนโคน (เปิดประเทศใหม่อาจจะง่ายกว่า-ฮา) เรื่องนี้ก็คงต้องค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะทำได้
     
    ที่สะพานมัฆวาน พี่แจงอาจจะมองว่า มันไม่ใช่ของจริง เพราะมันมีเรื่องผลประโยชน์บ้าง ดัดจริตบ้าง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่รู้จักขอบเขตบ้าง
     
    ผมคิดว่าน่าสนใจนะครับ
     
    มีฅนรู้จักหลายฅน ที่ไปเข้าร่วมชุมนุมทั้ง ๆ ที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้อง ไปเข้าร่วมเพราะสนใจการเมืองล้วน ๆ การที่การเมืองเป็นที่ตื่นตัวขนาดนี้ ทั้งที่สมัยก่อนเรื่องพรรณนี้มีแต่ฅนเบือนหน้านี้ … มีแต่ฅนโรแมนติคอย่างผมกระมังครับ ที่มองว่านี่เป็นเรื่องที่ดี
     
    ที่สำคัญ การเมืองไทยจะไม่กลับไปเป็นอย่างที่เคยเป็น ประชาชนไม่ถูกปิดปากเหมือนเมื่อก่อน ใครทำผิดก็โดนลากไส้มันออกมา (ส่วนวิธิการมันจะแรงเกินไป หรือกระทบสิทธิฅนอื่น อันนี้ก็ต้องหาจุดลงตัวดี ๆ) เรามีปฎิวัติที่ไม่สูญเสียเลือดเนื้อมาแล้ว เรามีแนวโน้มว่าจะไม่มีการใช้กำลังอีก ทหารเราแสดงให้เห็นว่า จะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมให้มีฅนบาดเจ็บล้มตาย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลส่งดาบในมือคือพรก.ฉุกเฉินให้แล้ว
     
    อาจจะมีผมฅนเดียวก็ได้นะครับ ที่คิดว่า มันพัฒนามาจากสมัยพฤษภาทมิฬเยอะเลย
     
    การใช้สิทธิโดยไม่รู้จักขอบเขต มันเรื่องปกติของฅนที่ถูกกดทับสิทธิมานาน แล้วเพิ่งมีโอกาสได้รับครับ (คล้้าย ๆ กับเพิ่งมีบัตรเครดิตครั้งแรก ก็รูดซะเพลินจนเกือบหมดตัว) ในระยะยาว ระบบจะจัดตัวเข้าหาจุดสมดุลเอง… ตอนนี้กระแสก็เริ่มตีกลับแล้วละครับ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเข้ามา การชุมนุมก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะดำเนินต่อ
     
     จริง ๆ แล้ว จะโทษการชุมนุมอย่างเดียวก็ไม่ได้นะครับ ต้องโทษระบบการเมืองไทยว่ามี ‘พื้นที่’ แสดงออกน้อยเกินไป (ขอยกคำของอาจารย์นิธิหน่อย) การเมืองไทยมีพื้นที่ให้เล่นแค่สองที่ ก็คือในสภา กับ ในถนน ยิ่งการเมืองในสภาเหลวเป๋วมาก ๆ มันก็ออกมาบนท้องถนนมาก ถ้าเกิดระบบการเมืองมีพื้นที่อื่น ๆ มากกว่านี้ และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ (ไม่ว่าจะผ่านสื่อ หรือผ่านองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ) ฅนก็พร้อมที่จะใช้วิธีอื่น ๆ นะครับ
     
    แค่คำว่าผลประโยชน์คำเดียว เรียกฅนมาชุมนุมบนถนนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่ได้หรอกครับ
     
    ปล. เรื่องสุมไฟ… ผมว่าไม่แปลกนะครับ ก็ขนาดอยู่เมืองนอกเมืองนา ยังสามารถชี้นิ้วได้ว่าจะเอาใครเป็นรัฐมนตรีเลย… คู่ต่อสู้ของพธม. เป็นถึง อดีต ‘เจ้าของประเทศ’ เลยนะครับ ไม่ใช่โจรกระจอก ๆ นาฮะ (ฮา

  11. Jang says:

    อาทิตย์นี้ไปโบสถ์ป่าว?………….พี่ไม่ได้บอกว่าสะพานมัฆวานไม่ใช่ของจริงแต่"เรื่องที่เกิด"ต่างหาก…ไม่ใช่ของจริงบางเรื่อง เชื่ออย่างที่ก้อนเชื่อไปเถอะ  เพราะมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก้อนจะเกลียดใคร คิดว่าใครชี้เป็นชี้ตายได้ …คงไม่มีใครเอาออกจากความคิดของก้อนได้หลายๆคนเป็นแบบก้อนและหลายๆคนที่คิดต่างจากก้อนคนเราเชื่อไม่ใช่เพราะ ข้อเท็จจริงที่มีอยู่..แต่เชื่อเพราะเลือกแล้วที่จะรับรู้เช่นนั้น…ที่พี่บอกไปและก้อนเข้าใจ…มันไม่ใช่ค่ะ…และช่างมันเถอะบางที บางเรื่อง  รู้แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา  นอกจากเราที่เป็นทุกข์และว่ายวนอยู่กับข้อเท็จจริงที่เรารับรู้เช่นนั้นบางคนถึงยอมปิดหูปิดตา  เพราะชีวิตที่เหลืออยู่ แม้เป็นความลวงแต่ก็เป็นสุขสมัยก่อนเรื่องพรรณนี้มีแต่ฅนเบือนหน้านี้>>>รอให้เวลาผ่านไปอีกหน่อยดีไหมคนที่ตื่นตัวขณะนี้จะเหลือกี่มากน้อยในเวลาข้างหน้า   ถ้าเหลือรอด…พวกพี่คงยินดีสนใจก็ดีแล้วค่ะ…วันหนึ่งข้างหน้า  เรา อาจได้เจอกันจริงๆ เสียทีตอนนี้พี่ไม่หวังว่าก้อนจะเข้าใจอะไรทั้งหมด  สักวันถ้ากลับไปอ่านเรื่องบางเรื่องที่พี่เขียน แล้วมองเห็นอะไรที่แตกต่างจากคอมเมนท์เดิมที่เคยให้  พี่จะเริ่มพูดในสิ่งที่พี่ไม่อยากพูดตอนนี้บ้างก็ได้นะ…จะรอปล…
    *การใช้สิทธิโดยไม่รู้จักขอบเขต
    มันเรื่องปกติของฅนที่ถูกกดทับสิทธิมานาน แล้วเพิ่งมีโอกาสได้รับครับ
    (คล้้าย ๆ กับเพิ่งมีบัตรเครดิตครั้งแรก ก็รูดซะเพลินจนเกือบหมดตัว)>>> ถึงทำให้พวกพี่ขำไง…แย่ที่ขำดังๆไม่ได้ต้องแอบฮาในหมู่ แลพวกเดียวกันเอง * ให้ราคาทักษิณเกิ้น…*ปิดปาก  ในความหมายพี่  แปลว่า  จะไม่มีระบบประสาทให้อวัยวะที่เรียกว่าปาก ได้ทำหน้าที่…^_^

  12. ก้อน Masatha says:

    การที่เรามองว่า อีกฝ่ายเห็นต่างจากเรา หรือไม่เข้าใจเรา เพราะอีกฝ่ายปิดหูปิดตา เลือกจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อ… บางทีก็เป็นวิธีคิดที่ทำให้เราสบายใจนะครับถ้าพี่แจงเห็นเป็นแบบนั้นแล้วสบายใจ ผมก็ยินดีฮะเสียดายเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลเหมือนที่พี่แจงมีโอกาส หรือมีประสบการณ์ผ่านสมัยพฤษภาทมิฬเหมือนพี่แจง ความคิดผมอาจจะเปลี่ยนไปมากกว่านี้ก็ได้แล้วจะรอเหมือนกันครับ (แต่จะพยายามไม่หวังมากนะฮะ "^^)

  13. khajirat says:

    เอิ่ม… ไม่ได้เข้ามานาน พอแวะเข้ามาก้เจอเรื่องการเมืองซะงั้น –"
    อยู่บ้านพ่อก็เลือกทาง แม่เลือกทาง พอคนถามเรา เราว่าเราอยู่ข้างไหน
    เราก็ได้แต่ตอบไปว่า"เราจำเป็นต้องเลือกข้างด้วยหรอ?" อ่ะนะโดนเพื่อนด่าไปยกใหญ่ไม่รักชาติ
    … ก็… ไม่เมนท์อะไรมากมาย ดีกว่าถือว่าแวะมาทักทายละกันน่ะ 
     
    อ่านไปก็เครียดๆนะ แต่ชอบประโยคนึงขำสุดๆแล้ว
    "วะ อะอะอะอะ "
    ฮ่าๆๆๆ ขำดีๆ

  14. Jang says:

    คนละประเด็นแล้วค่ะ ช่างมันเถอะค่ะ ก้อนโตไม่ทันปีนั้นก็ดีแล้วเหมือนน้าสาวที่บอกพี่ว่า ไม่ทัน 6 ตุลา ก็ดีแล้ว(แต่ไม่แน่ว่า ก้อน พี่และน้าอาจจะได้เห็นพร้อมๆอีกครั้ง)ไม่ต้องเสียดายหรอกค่ะ บางเรื่องไม่รู้หรือรู้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่รู้ก็ไม่เสียพื้นที่สมองอย่างที่บอก  ความเชื่อ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตรงหน้าแต่ขึ้นกับว่า  เราเลือกที่จะเชื่ออย่างที่เราต้องการบางคนคิดจะตายไปพร้อมกับความเท็จ หรือความลวงแต่การกระทำที่เป็นความเท็จ  มันทิ้งร่องรอยไว้เสมออยู่ที่ว่า เราเลือกจะทำเรื่องจริง เรื่องดีเพื่อสร้างเสียงสดุดีไว้ หรือ"จะเลือกสร้างเรื่องเท็จ เพื่อให้คนก่นด่าตอนตัวละโลก"พี่ว่าก้อนรู้มากพอๆกับพี่แหล่ะ แต่พี่ขอเลือกไม่เชื่อแบบก้อนขอบคุณที่ยินดีความจริงจะเข้ามาบอกว่า ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยค่ะพี่เมลไปแล้วโดนดีดกลับมา เดี๋ยวจะลองเข้าhi5 ดูอีกที

  15. ก้อน Masatha says:

    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> อ่า…ผมว่าหลัง ๆ นี่กว่าผมจะกล้าตอบคอมเมนท์พี่แจง ผมต้องทิ้งช่วงหลาย ๆ วันแล้วก็อ่านหลาย ๆ รอบแล้วนะครับ (ส่วนฅนอื่น อ่านข้าม ๆ บรรทัดแล้วก็ตอบเลย-ฮา) ถ้าคุยกันแล้วเลอะเทอะขึ้นทุกที ผมว่าคุยอย่างอื่นอาจจะสร้างสรรค์กว่าก็ได้นะครับ " – -im ann >>> เอ้อ มีแต่ฅนบ่นว่า การเมืองอีกแล้วเรอะ? จริง ๆ ผมเขียนเรื่องการเมืองไม่บ่อยนะครับ ย้อนกลับไปเช็คดู เรื่องล่าสุดก็นู่น สามเดือนครึ่งมาแล้ว (เรื่องแนวอื่นอัพบ่อยกว่าเยอะ) ก็เครียด ๆ บ้าง เฮฮาบ้าง ผลัด ๆ กันไปน่ะครับ แหะ ๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s