ดีเบตกับกรอบการให้ค่า

Posted: October 27, 2008 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

เอนทรี่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสองเอนทรี่ครับ

อันแรกของอิ๊ก (ลิงค์ข้างล่าง)

http://eigx.wordpress.com/2008/09/03/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-debate-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2/

อันที่สองของป่านครับ (ลิงค์ข้างล่าง)

http://chayanin.wordpress.com/2008/09/07/discussion/

 

เอนทรีทั้งสองอ่านมานานมากกกกกก
แล้วทั้งคู่ครับ แต่ผมเป็นฅนที่ใช้เวลานานในการตกตะกอน กับจัดระเบียบความคิด (แล้วก็ชอบมีเรื่องแทรกเวลาจะอัพบล็อกด้วย
แหะ ๆ) ก็เลยเพิ่งมีโอกาสเขียนถึงในวันนี้

สำหรับเอนทรี่ของอิ๊ก
จะมีลิ้งค์ไปอีกบล็อกนึงครับ ของคุณ
mk (อ่า
ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวนะครับ)
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อิ๊กอัพบล็อกอันนั้นครับ

http://www.isriya.com/node/2148/twitter-debate

สำหรับผมแล้ว อ่านบล็อกข้างต้นครั้งแรก
ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ มีเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้าของบล็อกหลายประเด็น

แต่พอจะเขียนเอนทรี่นี้
ก็เลยกลับไปอ่านอีกรอบ แต่กว่าจะอ่านจบ ทั้งตัวบล็อก ทั้งคอมเมนท์
ก็เหนื่อยใจจนขี้เกียจลุกขึ้นมาแสดงความเห็นของตัวเองแล้วครับ (ฮา)

หลังจากนั้นก็เข้าไปแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองกับเจ้าของบล็อกสองสามหนครับ
แต่หลัง ๆ ก็เลิกไป เพราะว่ายุ่งขึ้น กับอีกเหตุผลคงเป็นเพราะว่า
พอเรารู้กรอบความคิดของอีกฝ่ายแล้ว รู้ถึงตรรกะ กระบวนการให้เหตุผล
รวมไปถึงจุดยืนของอีกฝ่าย ความน่าสนใจมันก็เลยทอนลงจนไม่มีอะไรที่จะไปนั่งตั้งประเด็นอีก

***

สำหรับเรื่องที่จะพูดถึงจริง ๆ
ก็คือเรื่องกรอบความคิดนี่แหละครับ บางฅนบอกว่า เราก่อนจะมาเถียงกัน
เราต้องกำหนดกรอบความคิดให้ตรงกันซะก่อน ซึ่งส่วนตัวแล้วผมรู้สึกขัดแย้งในใจ

ก็ถ้ากรอบความคิดมันตรงกันแล้ว จะมีอะไรให้เถียงกันอีกเล่าครับ?

จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นปัญหาที่การใช้ ภาษา
ก็ได้ครับ เพราะคำว่ากรอบความคิด ผมไพล่ไปนึกถึงคำว่า ชุดความคิด, หลักการ,
ค่านิยม, อุดมการณ์ ฯลฯ

แทนที่จะใช้คำว่ากรอบความคิด สำหรับผมแล้ว
ใช้คำว่า
ประเด็น ของเรื่องที่เราจะเถียงกัน – จะเข้าใจง่ายกว่า(สำหรับผมนะครับ)

ยกตัวอย่างง่าย ๆ

นักข่าวถามคุณสมัครว่า คุณเป็นนอมินีของคุณทักษิณรึเปล่า?’

คุณสมัครตอบว่า เป็นนอมินีแล้วมันเสียหายตรงไหน?

ซึ่งพอให้การในชั้นศาล คุณสมัครก็ปฏิเสธ
บอกว่า ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นนอมินีสักหน่อย แค่ถามกลับไปเองว่าการเป็นนอมินีมันดี-ไม่ดีอย่างไร
ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ประเด็นที่คุณนักข่าวถาม กับประเด็นที่คุณสมัครตอบ
เป็นฅนละประเด็นกัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ถาม-ตอบกันกี่ร้อยชาติก็คงไม่รู้เรื่อง (ฮา)
– และเป็นตัวอย่างที่ดีของสำนวนคำพังเพยที่ว่า
ไปไหนมา สามวาสองศอก(ฮาx2)

สำหรับผมแล้ว การโต้เถียงกัน
ก็เกิดเนื่องมาจากการที่สองฝ่ายมีกรอบ หรือชุดความคิดสองชุดที่แตกต่างกันน่ะครับ
การโต้เถียงก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นจุดอ่อนของชุดความคิดอีกฝ่าย
แล้วต่างก็ต้องหาตรรกะมาอุดช่องว่างนั้น
ซึ่งตรรกะนี้ก็ต้องเป็นตรรกะที่อีกฝ่ายยอมรับได้ด้วย
ถึงจะเป็นการอุดช่องว่างที่มีประสิทธิภาพ

**นอกเรื่องนิดหน่อย มีบางตรรกะที่ผมเจอบ่อย
ๆ แต่ก็ยังทำใจยอมรับได้ยากนะครับ เช่นตรรกะที่ว่า
จะโกง 20 บาท หรือ 2 พันล้าน ก็ โกงเหมือนกัน เพราะงั้นก็ผิดเท่ากัน

ซึ่งถ้าใช้ตรรกะนี้ก็แปลว่า
สมมติผมไปหยิกฅนอื่น กับเอามีดแทงฅนอื่นบาดเจ็บสาหัสปางตาย ก็ผิดเท่ากันน่ะสิ
เพราะทำให้อีกฝ่าย
เจ็บเหมือนกัน ….ซึ่งผมคิดว่ามันค่อนข้างจะบ้าเอามาก ๆ

(หรือลองคิดในมุมกลับว่า ถ้าผมมีเงิน 20
บาท กับมีเงิน 2 พันล้าน ผมก็รวยเท่า ๆ กัน เพราะมี
เงินเหมือนกัน…ผมว่าคงฮาดีนะครับ)**

ซึ่งการถกเถียงนี่มันก็สนุกดี
ตรงที่นอกเหนือจะทำให้ชุดความคิดเราสมบูรณ์
หรือได้ทบทวนว่าแนวคิดเรามีข้อบกพร่องหรือข้อโต้แย้งอะไรที่ทำให้ไปคิดต่อแล้วเนี่ย
ก็ยังทำให้เรารู้จักกับอีกฝ่ายดีขึ้นด้วยครับ

เช่น ก่อนหน้านี้เวลาผมคุยกับป่าน
ก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าป่านคิดอะไรหรือมีหลักการกรอบความคิดเป็นอย่างไร แต่พอคุยไปนาน
ๆ ก็ทราบว่า (ถ้าผิดป่านช่วยแก้ด้วย) ในเรื่องของการบริหารประเทศ
ป่านจะถือเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักสำคัญ จะไม่ชอบการบริหารรัฐแบบ
คุณพ่อรู้ดีที่คอยตัดสินว่าอะไรดีอะไรไม่ดี
เพราะป่านเชื่อว่า ฅนเรามีสิทธิที่จะตัดสินในเรื่องเหล่านี้ได้เอง
และควรมีอิสระที่จะเลือกเสพสิ่งที่ดี/ไม่ดีเหล่านี้ได้ตามใจ
โดยไม่ต้องมีใครมาคิดแทน

ส่วนผมก็อยู่ในมุมตรงข้ามครับ
เพราะผมคิดว่า แม้เราจะรู้ว่าอะไรดี/ไม่ดี แต่ธรรมชาติของเราก็โน้มนำไปทางเสื่อมได้ง่าย
เพราะงั้นถ้ารัฐจะมาช่วยสกรีน ๆ อะไรที่มันไม่ดีให้เข้าถึงได้ยากสักหน่อย
ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ (แต่โดยส่วนตัวแล้ว โน้มเอียงไปทางการจัดเรตติ้ง
มากกว่าการเซ็นเซอร์นะครับ)

พอรู้แบบนี้ก็ง่ายแล้วครับ
เวลาคุยเรื่องอะไรประมาณนี้ เช่นเรื่องพรบ.ห้ามโฆษณาเหล้า
ป่านก็จะเสนอความคิดว่าประชาชนควรมีสิทธิเสรีภาพ
ส่วนผมก็จะไพล่ไปอ้างเรื่องกลุ่มเสี่ยง ซึ่งไป ๆ มา ๆ
พอรู้ทางอีกฝ่ายก็ชักขี้เกียจเถียงกันแล้วครับ(ฮา)
เพราะต่างก็ทราบแล้วว่าจุดยืนอีกฝ่ายเป็นอย่างไร

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะคิดว่าจุดยืนของอีกฝ่ายผิดหรือไม่ถูกต้องแต่อย่างใดนะครับ
ผมคิดว่าเราต่างก็มีเหตุผลของเรา การถกเถียงกับป่านจึงไม่ใช่การที่มานั่งเถียงว่า
มึงน่ะผิด กูเท่านั้นที่ถูก แต่เป็นเรื่องการหาสมดุลระหว่างตรรกะสองชุดมากกว่า

ทุกครั้งที่ได้โต้เถียงแนวคิดอะไรกับป่าน
ความคิดของตัวเองก็จะเปลี่ยนไปด้วยครับ ก็สนุกดี ซึ่งผมยอมรับตรง ๆ นะครับ
ว่าไม่เคยมีปัญหาอะไรในการโต้เถียงกับป่านเลย ไม่เคยรู้สึกว่าใส่อารมณ์
หรือว่าหงุดหงิดกับการแสดงความเห็นของป่าน (แต่ไม่รู้ป่านคิดเหมือนกันรึเปล่า
เพราะบางทีผมก็เล่นซะหนักมือเหมือนกัน แหะ ๆ)

ส่วนอีกฅนที่ได้ถกเถียงประเทืองปัญญาบ่อย
ๆ ก็คือพี่แจงครับ แต่ผมคิดว่าผมค่อนข้างมีปัญหาในการสื่อสารเพราะว่าเราเข้าใจอะไร
ๆ คลาดเคลื่อนซะมาก (ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียวครับ เรื่องอื่นก็ด้วย)

ที่เจอบ่อย ๆ ก็คือ
ผมคิดว่าพี่แจงหมายความว่างี้นะ พอตอบกลับไป อ้าว
! พี่แจงไม่ได้พูดงี้นี่หว่า หรือว่าพี่แจงตอบกลับมา ผมอ่าน ๆ ดู …เอ๊ะ
ผมไม่ได้หมายความว่างี้นะ

สรุปก็คือยังจูนกันไม่ค่อยจะติดน่ะครับ
(คล้าย ๆ พูดฅนละภาษา-ฮา) พอจะถกเถียงอะไรมันก็เลยรู้สึกว่า
เบี่ยงกันไปเบี่ยงกันมา ไม่ได้ยิงตรงประเด็นสักที ยิ่งถ้าเป็นโวหารเปรียบเทียบหรือเปรียบเปรยแล้ว
ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ เข้าใจกันไปฅนละทางเลย (ฮา)

นอกจากการถกเถียงกันเองแล้ว
บางทีผมก็ไปอ่านตามกระทู้ หรือเว็บอื่น ๆ บ้างนะครับ แต่ก็ไม่บ่อย
เพราะรู้สึกว่าหนักหัวมาก แล้วก็เสียเวลามากด้วย

รวมไปถึง
บางครั้งก็เกิดความรู้สึกไม่แน่ใจว่า ไอ้ที่อ่าน ๆ อยู่ ฅนโพสท์มัน
รู้จริงหรือว่ามั่วเก่งจนเราเคลิ้มตามหว่า
(บางเรื่องที่เราไม่รู้ก็อ่านแล้วทึ่งครับ
แต่มีบางครั้งที่เราอ่านในเรื่องที่พอจะมีความรู้บ้าง ก็พบว่า…อ้าว 90
% ของที่เถียง ๆ กัน มัน ขี้เลื่อยทั้งนั้นนี่หว่า-ฮา)

เวลาโต้เถียงอะไรกันแบบนี้
พฤติกรรมที่พบมากก็คือ เราจะโต้แย้งอะไรที่เรารู้สึกว่ามันโต้แย้งได้ครับ
ส่วนอะไรที่เราโต้เถียงไม่ออก หรือยอมจำนนต่อเหตุผล เราจะไม่พูดถึงซะงั้น
(พฤติกรรมนี้ผมก็เป็นครับ แล้วก็สังเกตได้จากนักการเมืองเวลาโต้กันไปโต้กันมา)
หลัง ๆ มานี่ เวลาผมโพสท์อะไรที่เถียงกันมาก ๆ
นอกจากจะบอกว่าอะไรที่ไม่เห็นด้วยแล้ว อะไรที่เห็นด้วยก็จะบอกครับ ว่าเห็นด้วย (เพราะบางเรื่องที่ไม่ได้พูด
ไม่ใช่เพราะเถียงไม่ได้ แต่ขี้เกียจจะเถียงก็มี เหอะ ๆ)

แต่บางทีการถกเถียงแบบนี้ก็ออกนอกประเด็นได้ง่าย
ๆ นะครับ มีบางประโยคที่ผมเจอบ่อย ๆ ในกระทู้เหมือนกัน ซึ่งผมไม่ชอบใจเอาซะเลย
เช่น

          
ไปศึกษาเรื่องนี้มาให้ดีก่อนซะไป๊
ค่อยกลับมาเถียงใหม่ หรือ ถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็อย่ามาโต้แย้ง
คุณยังเด็กอยู่ล่ะสิ ไม่มีความรู้เอาซะเลย ฯลฯ … (คือผมคิดว่า
ก็เพราะไม่รู้น่ะสิ ถึงมาร่วมวง ถ้ารู้ดีหมดแล้ว ผมคงไม่มานั่งเสียเวลาอ่านหรอก
แล้วอีกอย่าง เวลาเสนอความคิดเห็นอะไรออกไป
ถ้าไม่มีปัญญาทำให้ฅนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเข้าใจได้ง่าย ๆ …
ผมว่าความคิดเห็นนั้นแบบนั้นก็สูญเปล่านะครับ ถึงมันจะดีแค่ไหนก็เถอะ)

          
ถ้าไม่ชอบ…
ก็ไปทำเองสิ— เช่น ถ้าไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ก็ไปกำกับหนังเองสิ หรือ
ถ้าไม่ชอบนักการเมือง ก็ตั้งพรรคเองสิ
! ….(ผมคิดว่าเป็นการตัดบทที่ไร้ประโยชน์มาก
ๆ เลยครับ เหมือนกับฅนพูดตั้งใจจะทำให้วงแตกมากกว่า น่าแปลกที่ว่า
ฅนที่พูดประโยคนี้ออกมา กลับไม่ใช่ฅนในวงการเลยสักฅน ฅนที่อยู่ในวงการ
มักจะน้อมรับคำวิจารณ์จากฅนนอกวงการทั้งนั้น-แปลกดีไหมครับ)

 

ถึงที่สุดแล้ว จะโต้แย้งอะไรกัน
ก็อย่าให้ถึงขึ้นทะเลาะถกเถียงกันรุนแรงเลยนะครับ
นี่ที่บ้านผมก็งดคุยเรื่องการเมืองมาเป็นปี ๆ แล้ว เปิดทีวีมา เจอหน้าพันธมิตร
ก็มีฅนกดเปลี่ยนช่อง เปิดมาอีกช่องเจอหน้าพลพรรคพปช. ก็มีอีกฅนเปลี่ยนช่อง (ไป ๆ
มา ๆ เลยไม่ได้ดูสักช่อง ต้องแยกย้ายไปดูทีวีห้องใครห้องมัน-ฮา)

ถ้าเถียงกันแล้ว ความคิดเห็นไม่ตรงกันมาก
ๆ หรือกรอบที่ใช้ฅนละกรอบจนหาสาระในการเถียงไม่ได้ ก็หยุดเถอะครับ

เอาเวลาไปหาขี้เลื่อยอย่างอื่นใส่สมอง
ดีกว่าเยอะ(ฮา)

Advertisements
Comments
  1. Jinnipar says:

    อ่านแล้ว แต่ไม่รู้จะเม้นอะไร มึน – –

  2. Chayanin says:

    ผมว่ากรอบความคิดมันไม่ใช่แค่ประเด็นน่ะครับลองนึกดูว่า คนนึงใช้ตรรกะเสียดิบดี อีกฝ่ายนึงดันตรรกะเพี้ยน ไม่ก็ไม่ยอมรับการใช้ตรรกะเสียอย่างนั้น มันก็ไร้ค่า คุยกันไม่รู้เรื่องอย่างน้อยที่สุด ผมว่าเราจะต้องหาว่า กรอบหรือฐานที่เราเห็นตรงกันมันอยู่ตรงไหน ยกตัวอย่างว่า คนนึงบอกว่า เราควรห้ามขายเหล้า เพราะคนขับรถชนแล้วมีคนตาย ประเด็นที่น่าจะเถียงได้ก็มี เหล้าทำให้คนขับรถชนคนตายจริงหรือ การห้ามขายเหล้าลดปัญหานี่ได้จริงหรือ ฯลฯอีกฝ่ายดันไปเถียงว่า แล้วคนตายแล้วมันไม่ดียังไง (ยกตัวอย่างแบบเกินจริงนะครับ ในความจริงผมยังไม่เห็นใครแบบนี้)อย่างนี้ ไม่มีทางได้เถียงเรื่องการห้ามขายเหล้าแน่นอน ถ้าสองคนนี้ยังไม่เคลียร์เรื่องว่า การมีคนถูกรถชนตายเป็นเรื่องแย่หรือไม่ เพราะถึงเถียงเรื่องห้ามขายเหล้าไป ยังไงมันก็ต้องกลับมาเคลียร์ประเด็นเรื่องนี้อยู่ดีซึ่ง มันก็คงเป็นไปได้อย่างที่พี่ก้อนบอก ก็คือ ถ้าใช้คนละกรอบจนหาสาระไม่ได้ ก็อย่าไปเถียงมันเลย เสียเวลาปล. เคยบอกไปแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกว่า เอนทรี่นี้ของพี่ก้อน เขียนสรุปความคิดผมได้ดูตรงกว่าเอนทรี่ก่อนๆ (ปกติเวลาพี่ก้อนเขียนแล้ว ผมมักจะ อ๊ะ ผมคิดอย่างนั้นเหรอ -ฮา)

  3. khajirat says:

    พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในกรอบคนอื่น ก็ยาก อึดอัด
    คนอื่นพยายามเข้ามาอยู่ในกรอบของเราก็ยาก อึดอัดอีก
    ต่างคนก็ต่างกรอบ แต่เคารพในกรอบของอีกฝ่ายก็น่าจะพอ
    อยู่ร่วมบ้านกันก็ได้
    อยู่ร่วมเมือง ร่วมชาติกันได้.. ก็น่าจะดี
     
    ปล. พยายามไม่แตะการเมืองเรยสักนิดน่ะเนี่ย (ฮ่าๆๆ)

  4. ก้อน Masatha says:

    im ann >>> 55+ นิดหน่อยครับ เรื่องกรอบเนี่ย การจะพยายามเข้าไปในกรอบของอีกฝ่ายก็ยากเหมือนกัน(ตอนนี้เลิกอ่านเว็บการเมืองชั่้วคราวแล้วฮะ ยิ่งอ่านยิ่งเครียด)Chayanin >>> อ่า…เท่าที่อ่านตัวอย่างที่ป่านยกมา สำหรับพี่แล้ว กรอบความคิดกับประเด็นมันเรื่องเดียวกันว่ะ(ฮา) (แค่ใช้ฅนละคำเท่านั้นเอง) แต่พอเข้าใจว่า การจะเถียงในเรื่องอะไรนั้น เนื้อหา ‘ก่อนหน้า’ จะต้องเคลียร์และเห็นพ้องต้องกันเสียก่อน (เช่น ฅนตายมันไม่ดี ถึงจะมานั่งคุยกันได้ว่า ตกลงควรขายเหล้ารึเปล่า เพราะเหล้าทำให้ฅนตายเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ บลา ๆ ๆ)อ้อ พี่แจงฝากความคิดถึงถึงนะฮะ รู้สึกช่วงนี้ไม่ได้เจอป่านเลยแฮะ (ฟิวชั่นครั้งสุดท้ายที่เจอป่านมันเมื่อไหร่หว่า?)Ginnie~* >>> อ่า… เอนทรีหน้า รับร้องจินนี่มีเรื่องให้คอมเมนท์ (ชัวร์)

  5. Jang says:

    ถ้าจะยืมคำตอบป่านมาตอบก้อนป่านจะว่าอะไรน้าแจงมะ…ฮาพี่ว่านะ ก่อนจะมาวางกรอบ วางฐานอะไร เชคคนที่จะคุยด้วยก่อนดีกว่าให้วางกรอบวางฐานอะไรดีแค่ไหน นิสัยคนที่จะพูดสำคัญที่สุด บางทีไม่มีอะไรหรอก แต่ดันมีเรื่องเพราะคนฟังรับความคิดที่ไม่เหมือน ไม่ได้้แต่นิดแอบดูไปพลางๆก่อนโดเข้าวง…สำคัญที่สุดถ้าคุยกับก้อนไม่รู้เรื่อง พี่ว่าไม่ใช่กร่งกรอบอะไรหรอกที่มาหยอดคอเมนท์ไว้ ถ้าเป็นคอเดียวกันอ่านปุ๊บจะรู้ปั๊บพอดีว่า เราคงเป็นคนคอมั้ง เวลามาหยอดก้อนเลยตอบอีกอย่าง แล้วพี่ก็คิดอีกอย่าง ก็อ่ะนะเรื่องบางเรื่อง มันก็…แต่พี่ชอบฟังอะไรที่ต่างนะ แต่ต้องเจ๋งมากๆ เท่าที่เจอมาน้อยคน แบบป่าน ที่ค่อนข้างมีความคิดห็นบางอย่างคล้ายๆพี่ รู้สึกดีว่ามีคนที่คิดคล้ายๆกันแต่ความคิดที่จะ่ต่อยอดไปมันจะมีน้อย เว้นว่าไปเปิดประเด็นวิจารณ์คนที่คิดต่างว่า ทำไมจึงมีความคิดแบบนั้นไปอ่านอะไรในเวป เจอแ่ย่ๆก็ข้ามๆไปเหอะ พี่เจอบ่อยจะตายแต่ข้ามๆไปไม่สนใจ เบื่อเหมือนกัน แต่ชอบ…โรคจิตป่ะแต่คนเล่นเวปก้มักง่ายเหมือนกันนะ บางเรื่องไม่ค่อยหาความรู้ก่อนถาม ทั้งๆที่เสริชอ่านก็ไม่ยากระยะนี้แย่ค่ะ..พี่ไม่โผล่ไปที่ร.ร. นานเลย หลังวันที่เจ็ดตุลา และต้องทำโง่ๆเนียนไปกลมกลืนกับสังคมอีกครั้ง หลังมีบางคนกล่าวหาว่าเป็นคนวงใน…ฮาคนบางคนที่ถาม..เขาไม่ได้ต้องการคำตอบคนบางคนที่ตอบก็ไม่ได้ตอบในคำถาม…เขา…ประชด…

  6. Sunida says:

    ชีวิตรักกับคนไหนล่ะพี่ก้อน ฮาาาา(พูดเหมือนมีเยอะ จิงๆป่าว)(อันนี้สามารถถามน้องพี่ได้ ช่วงนี้มันเป็นที่ปรึกษาเราไปแล้ว ฮาาา)

  7. Rata says:

    The answer for your questionsI think Physics is harder >_<

  8. ก้อน Masatha says:

    ¤°•TwïѬ߱┢┦ømë•°¤ >>> หลัง ๆ พี่แจงใช้มุขยืมคำตอบฅนอื่นบ่อยนะครับ(ฮา) ผมไม่ได้บอกสักหน่อยฮะว่าที่คุยกับพี่แจงไม่เข้าใจไม่ใช่ว่าเพราะใช้ฅนละกรอบ ผมบอกว่ามันมีปัญหาตั้งแต่การจูนนิ่งในการสื่อสารเลยตะหาก(เห็นไหม เข้าใจไม่ตรงกันอีกแระ)
    เรื่องถามแต่ไมได้ต้องการคำตอบ หรือว่าตอบไม่ตรงแต่จริง ๆ แล้วประชด … ผมว่ายากมากเลยนะครับที่ฅนอื่นที่ไม่รู้ความนัยจะเข้าใจ
    ที่แย่กว่านั้นคือ…คิดว่าตัวเองรู้ความนัยแล้ว แต่จริง ๆ เข้าใจผิดไปฅนละเรื่องเลยก็มี(ฮา)
     
    ตาล >>> ถามโอแล้ว โอบอกว่า แล้วพี่ก้อนจะอยากรู้ไปทำไม?????
     
    Pum+PiM+ >>> เห็นด้วย ๆ (แต่อนาคตก็ไม่แน่ อาจจะเปลี่ยนใจ)
     

  9. gibt says:

    เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ชอบอ่านข่าวการเมืองตั้งแต่อยู่ประถมอย่างเราเลิกถกเรื่องการเมืองไปหลังเข้ามหาวิทยาลัยที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการโต้เถียงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยเหมือนถึงจุดหนึ่งแล้วอิ่มตัวไปดื้อๆ
    ตอนนี้ฟังข่าวการเมืองแล้วเกิด political stress เสียดื้อๆแม่เปิดปุ๊บ เราเปลี่ยนช่องปั๊บ 55555
    การโต้แย้งที่ขึ้นอยู่กับเหตุและผล ใช้สติและปัญญา น่าจะทำให้เกิดข้อคิดดีๆแต่ถ้ามีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวเมื่อไหร่no comment
    โลกนี้มีขาวกับดำผสมกันในเกือบทุกอย่างเพราะฉะนั้นคนหนึ่งก็อาจจะมองเห็นสีขาวมากกว่าดำ อีกคนอาจจะมองเห็นสีดำมากกว่าขาว ทั้งๆที่มองสิ่งเดียวกันเลยทำให้เกิดการโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด
    ช่วงนี้บังเอิญได้เข้าไปอยู่กลางกระแสของความขัดแย้งบางอย่างเลยพบว่า…ไร้ประโยชน์กับการโต้แย้งกับคนที่ไม่เปิดรับความคิดในมุมอื่นๆเลย
    เรื่องตามเว็บ โดยเฉพาะพันทิป มีกระทู้นึงอยู่ที่ห้องเฉลิมไทย เป็นกระทู้แนะนำของคุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"<<<<<<<<< ดูแล้วมาตีกัน … ชังแห่งสยาม , ทุกกระทู้(เกี่ยวกับหนัง) ตีกันได้ง่ายนิดเดียว >>>>>>>>> http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7035567/A7035567.htmlลองไปอ่านดูนะ อ่านแล้วโดนมากๆ ไม่ใช่แค่เรื่องหนังหรอก เรื่องอื่นๆด้วย
     

  10. Rata says:

    Well I hope not!!!
    I don’t think so~

  11. ก้อน Masatha says:

    Pum+PiM+ >>> 55+ i hope not too, see his photo in your blog, so handsome!gibt >>> สมัยนั้น จำได้ว่าถกเรื่องการเมืองหนุก ๆ ก็มีบิ๊กกับไกรยสเนี่ยแหละ (ไม่รู้ว่าไ่ก่ตอนนี้จะเอียนการเมืองรึยัง… แต่เห็นที่เคยมาโพสท์ในบอร์ดเมื่อปีก่อน รู้สึกจะยัง)ตอนนี้ก็มีเพื่อน ๆ หลายฅนที่สนใจ คุยได้ แต่ก็ได้ไม่มากเท่าไหร่ (จะทะเลาะกันเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ฮา)เข้าไปอ่านแล้วลิงค์แล้วจ้า ชอบมากเหมือนกัน ไม่ได้แวะเ้ข้าไปในบอร์ดของพันติ๊บนานแล้วแหละ (ตั้งแต่มันตีกันเรื่อง รักแห่งสยาม) จริง ๆ แล้วเมืองไทยเราต้องการอารมณ์ขัน และวุฒิภาวะแบบนี้มากเลยนะ….เนี่ยปล. เอนทรีหน้า และถัด ๆ ไป บิ๊ก(น่าจะ)ชอบ (เห็นเข้ามาคอมเมนท์เวลาผมเขียนเกี่ยวกับความรักทุกที ไม่นึกว่าเอนทรีนี้จะมาคอมเมนท์กับเค้าด้วยนะเนี่ย-ฮา)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s