เสรีภาพ vs ระเบียบวินัย

Posted: May 23, 2009 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

มีเรื่องสองเรื่องอยากเล่าให้ฟังครับ

เรื่องแรก
ผมเคยอ่านบทความของ
คำ ผกาครับ เป็นคอลัมนิสต์ในมติชนสุดสัปดาห์ (คุ้น ๆ
เหมือนเคยพูดถึงนักเขียนท่านนี้ไปแล้ว)

คอลัมน์ของคุณคำ ผกา จะออกแนวจิกกัดครับ
ทั้งจิกกัดนโยบายของรัฐบาล แล้วก็วัฒนธรรมของชนชั้นกลาง (อ่านแล้วก็หงุดหงิด
แต่ก็อ่านต่อไป)

คราวนั้นที่อ่านเป็นเรื่องของสุราครับ
แน่นอนว่าคุณคำผกาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะจำกัดการผลิต หรือจำหน่ายสุรา
แล้วก็ยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นเองผลิตสุราชั้นดีของโลกออกมามากมาย
ทำไมเราถึงไม่สนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องนี้บ้าง
(คุณคำผกาเธอจบจากญี่ปุ่นครับ แล้วก็โปรญี่ปุ่นสุด ๆ อะไร ๆ ของญี่ปุ่นก็ดีไปหมด
ในขณะที่อะไร ๆ ของไทยก็ไม่ดีสักอย่าง… อา นี่แอบจิกกัดเล็กน้อยนะฮะ)

สัปดาห์ต่อมา
ก็มีผู้อ่านเขียนจดหมายมาถึงกองบรรณาธิการครับ แล้วจดหมายก็ได้ลงในส่วนของบรรณาธิการตอบจดหมาย
ซึ่งในนั้นเขียนคำถามสั้น ๆ มาถึงคุณคำ
ผกาว่า
(ผมจำรายละเอียดไม่ได้ครับ
แต่ก็เลา ๆนี้)

จะสนับสนุนให้ประชาชนผลิตเหล้าก็ดีอยู่หรอก
แต่อยากจะถามถึงคุณคำ
ผกาสักสามสี่ข้อว่า

1.     
ประเทศญี่ปุ่นปล่อยให้เยาวชนซื้อเหล้าได้ง่ายดายแบบไม่มีการควบคุมอย่างจริงจังหรือเปล่า?

2.     
ฅนญี่ปุ่นกินเหล้ากันทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในวัดวาอารามรึเปล่า?

3.     
ฅนญี่ปุ่นหิ้วเหล้าไปดวดตอนดูคอนเสิร์ต
จากนั้นก็ยกพวกตีกันในคอนเสิร์ตรึเปล่า?

4.     
ฅนญี่ปุ่นกินเหล้า แล้วขับรถ หรือว่ากินเหล้าเมาอาละวาดหรือไม่

ฯลฯ

 

***

ลองมาฟังเรื่องที่สองกันดูนะครับ

เรื่องที่สองก็คือ
เคยไปนั่งคุยกับเฟิร์น (
KUSAC)
ตอนที่ไปดูร้องประสานเสียงของสมาคมไทย
ฝรั่งเศส

เฟิร์นเล่าให้ฟังว่า
ตอนที่ไปแลกเปลี่ยน (หรือซัมเมอร์หว่า? ช่างเถอะ) ที่ฝรั่งเศสแล้วตื่นเต้นมาก

โหย ที่นู่น
หนุ่มสาวฝรั่งเศสยืนจูบกันตรงระเบียงโจ่งแจ้ง ไม่มีใครเกรงใจใครเลยนะคะ
เฟิร์นเห็นแล้วอิจฉา
แต่ก็สำทับซ้ำว่า

แต่เวลาเรียน ทุกฅนตั้งใจเรียนมากเลยนะคะ
ไม่มีใครคุยกันเลย นั่งจดยิก ๆ

 

ผมฟังแล้วก็ลองนึกภาพเปรียบเทียบกับห้องเรียนเมืองไทย
(ย้ำว่าเฟิร์นอยู่ม.ปลายนะครับ) ถึงในเมืองไทย จะไม่มีคู่รักจูบกันตรงระเบียงหน้าห้องก็ตาม
แต่ในทางกลับกัน ในห้องเรียนเราก็คุยกันให้แซ่ด นั่งหลับบ้าน แอบอ่านการ์ตูนบ้าง
เขียนใต้โต๊ะบ้าง เล่นปากระดาษบ้าง
(ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ไปถึงขึ้นนั่งฟังเพลงในห้องรึเปล่า)

***

จากสองเรื่องที่เล่ามา
ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งครับ

ฅนไทยเราเป็นชนชาติที่ระเบียบวินัยหย่อนยาน

บางฅนบอกว่า
สิทธิเสรีภาพ ย่อมมาพร้อมกับคำว่าหน้าที่ โดยส่วนตัวของผมแล้ว อยากจะเพิ่มคำว่า
ระเบียบวินัย ลงไปด้วย ระเบียบวินัยไม่ได้หมายถึงการทำตามกฎอย่างเดียว
แต่หมายถึงการทำในสิ่งควรทำ ถูกต้อง เหมาะสมตามกาลและสถานที่

ปัจจุบัน
ฅนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเชิงปัจเจกชนเพิ่มขึ้นมากเลยครับ แต่ในมุมมองของผม
การที่จะให้ฅนไทยมีเสรีภาพมาก ๆ เป็นเรื่องตลก
เพราะเรามักจะใช้เสรีภาพกันอย่างไม่มีระเบียบวินัย

เวลารัฐออกกฎอะไรมาจำกัดสิทธิ
ฅนก็ชอบโวยวายว่า รัฐทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี กำหนดว่าเราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ทั้ง
ๆ ที่เรื่องแบบนี้เราควรจะมีสิทธิตัดสินใจได้เอง ควรมีเสรีภาพ

ซึ่งบางครั้ง
ผมก็อยากบอกว่า เคยถามตัวเองกลับบ้างไหม? ว่าลูก
ทำตัวอย่างไร ถึงทำให้คุณพ่อ
ออกกฎมาแบบนั้น

ถ้าลูกเป็นเด็กนักเรียนที่วางตัวดี
ผลการเรียนออกมาใช้ได้ ไปเที่ยวก็บอกก่อน กลับบ้านตรงเวลา
ก็น่าที่จะได้มีอิสรภาพและเสรีภาพตามสมควร แต่ถ้าลูกเป็นฅนที่พอไปถึงโรงเรียนปุ๊บ
ก็หนีเรียน มีเรื่องวิวาท ติดการพนัน แอบโดดเรียนไปเล่นเกม ฯลฯ ที่บ้านจะควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด
ไปรับส่งถึงหน้าโรงเรียน ไม่ให้เถลไถลไปไหน
เช็คกับคุณครูทุกวันว่าเข้าเรียนรึเปล่า ฯลฯ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

บางฅนบอกว่า
ชีวิตเป็นของตัวเอง จะเลือกไปในทางดีหรือทางชั่ว ก็เป็นสิทธิของเขา
ผมก็อยากจะบอกว่า จะดีด้วยตัวเอง หรือจะเลวด้วยตัวเอง ไม่มีใครเขาสนใจหรอกครับ
แต่ถ้าการดี หรือเลวของเรา มันกระทบกับสังคมโดยรวม เมื่อนั้นแหละ
รัฐถึงต้องมาแก้ไข (เช่นสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก็เป็นพิษกับฅนที่ไม่ได้สูบ
เมาแล้วขับ ฅนใช้รถฅนอื่นก็ซวยไป ฯลฯ) นี่ยังไม่พูดถึงแนวความคิดแบบสุดโต่งนะ ว่าถึงที่สุดแล้ว
แม้แต่ตัวเองจะทำร้ายตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะการที่เราทำร้ายตัวเอง
รัฐก็ต้องเปลืองทรัพยากร (ที่ควรจะเอาไปให้ฅนอื่น) มาดูแลรักษาเราอยู่ดี
(แต่มันสุดโต่งไป ขอละไว้แล้วกัน)

ผลเกี่ยวเนื่องต่อมาก็คือว่า
การออกเป็นกฎหมายมีลักษณะเฉพาะก็คือ ใช้กับฅน
ทุกฅนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังครับ
เพราะงั้นกฎระเบียบที่ออกมาเพื่อควบคุมฅนที่วินัยหย่อนยาน
มันก็เลยต้องบังคับใช้กับฅนอื่น ๆ ไปด้วย ทำให้รู้สึกอึดอัด
ไม่เหมือนกับคุณพ่อที่อาจจะวางระเบียบให้ลูกฅนนึง
แตกต่างกับฅนนึงได้ตามความประพฤติ

แต่ก็เพราะสังคมเป็นแบบนี้
สำหรับผมแล้ว กฎระเบียบอะไรที่ออกมาเพราะว่ามีฅนชอบฝ่าฝืนไปกระทบสิทธิฅนอื่น
แม้จะจำกัดเสรีภาพของเรา ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในทางกลับกัน
ก็ถ้าสังคมมันไม่หย่อนยาน ฅนทุกฅนปฏิบัติตัวเป็นอย่างดี
รัฐก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎอะไรเพิ่มเติม

(เปรียบเทียบก็ได้ครับ
ว่าอย่างเช่นช่วงเวลาปกติ จะขึ้นเครื่องบินก็ตรวจแค่กระเป๋ากับค้นตัวนิดหน่อย
แต่พอมีการจี้เครื่องบิน ขนาดรองเท้าส้นหนายังห้ามใส่เลย
มันจำกัดสิทธิเสรีภาพน่าดู แต่ก็จำเป็น)

 

โดยสรุปก็คือว่า
ฅนไทยวินัยหย่อนยานครับ เพราะฉะนั้น รัฐจำเป็นจะต้องออกกฎอะไรมาควบคุมความประพฤติ
ก็เป็นที่เข้าใจได้ ถ้าจะเถียงว่า ทีประเทศอื่นเค้ายังไม่ทำกันเลย
ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า พฤติกรรมมันเหมือนกันรึเปล่าล่ะ
เราวางตัวดีเหมือนที่ชนชาติอื่นเค้าวางกันหรือไม่
(เหมือนลูกฅนที่เป็นเด็กดีอยู่ในโอวาท กับลูกที่เกเรนั่นแหละครับ)

ทำตัวไม่ดีเอง
ก็เลยต้องมีกฎมาบังคับให้ยุ่งยาก แล้วจะไปโทษใคร?

 

ปล.
เอนทรีนี้คิดว่าป่านไม่เห็นด้วยแน่นอนครับ (ชัวร์) แต่ก็อยากรออ่านเหมือนกันว่า
ป่านจะให้เหตุผลแย้งอย่างไร (หึหึ)

Advertisements
Comments
  1. Jinnipar says:

    มาเอาเม้นแรกไปนอนตายต่อละ ไม่สบาย

  2. Chayanin says:

    คำค้านเดียวสั้นๆ ที่ทำให้ต่อต้าน "คุณพ่อรู้ดี" คือ แล้วคุณไปเป็นพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่คือ คนที่ออกกฎ ก็เป็นคนเหมือนเรา มีเหตุผลอะไรที่ยืนยันว่า เขารู้ดีกว่าเราล่ะครับ? ทำไมทั้งโลกถึงมีแต่คนออกกฎที่ฉลาด ส่วนคนอื่นโง่ ไม่มีกฎก็ทำอะไรไม่ได้? (สังเกตว่า คนที่เที่ยวไปออกกฎบังคับคนนู้นคนนี้ ก็พยายามอ้างว่าตัวเองรู้ดีกว่าทั้งนั้น)และผมไม่เห็นด้วยอย่างมาก กับการเอาสิทธิเสรีภาพไปปนกับหน้าที่หรืออย่างอื่น เพราะทำให้เรามี "ข้ออ้าง" ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่นได้ (ถ้ามองในมุมสุดโต่ง ผมเชื่อว่า ถ้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องห้าม สิ่งนั้นต้องทำได้ และเหตุผลที่จะห้าม จะกล่าวต่อไป)ถามว่าแล้ว สิทธิเสรีภาพพอเหรอ? พอครับ ถ้าเรายึดสิทธิเสรีภาพกันจริงๆ ถามว่าทำไมต้องห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เพราะมันไปกระทบสิทธิคนอื่นไงครับ ถามว่าทำไมต้องห้ามดื่มเหล้าแล้วไปขับรถ ก็เพราะมันกระทบสิทธิเสรีภาพคนอื่น (สิทธิที่จะมีอากาศสะอาดหายใจ สิทธิที่จะขับขี่บนถนนอย่างปลอดภัย) ถ้าเราปกป้องสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปอ้างหน้าที่อะไรให้วุ่นวายเลย เหตุผลเดียวที่ผมเชื่อว่า ควรแก่การนำไปอ้างเพื่อห้ามอะไรบางอย่าง คือมันกระทบกับสิทธิเสรีภาพของคนอื่นถ้าบอกว่า รัฐมีสิทธิบังคับให้คนใส่หมวกกันน็อก เพราะถ้าเจ็บแล้วต้องใช้งบประมาณส่วนกลางรักษา ผมยอมรับได้นะ ถือว่ามันมีเหตุผลพอว่ามันกระทบกับคนอื่น (เพราะทุกคนต้องจ่ายภาษีมารักษาไอ้คนที่ดันไม่ดูแลตัวเอง) แต่ถ้าบอกว่า ห้ามเพราะมันทำให้คุณเป็นอันตราย ผมจะเห็นด้วยน้อยกว่า (อย่างที่กอร์ดอนเคยพูดครับ มันเป็นความลับนักหรือไง ว่าเวลารถชนแล้วหน้าเราไปกระแทกกระจกด้วยความเร็ว มันเป็นอันตราย มีแต่พวกหมอเท่านั้นเหรอที่รู้? ถึงต้องมาทำตัวฉลาดกว่าคนอื่น)จริงๆ แล้ว ผมเชื่อในการออกกฎครับ ผมเชื่อว่า ถ้าสิ่งนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด และกระทบคนอื่นพอที่จะต้องบังคับ ก็ควรออกเป็นกฎ ไม่ว่าคนจะทำตามอยู่หรือไม่ก็ตาม ถึงทุกคนจะไม่ขับรถเวลาเมาอยู่แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า มันสามารถออกเป็นกฎได้ (เพียงแต่อาจจะไม่มีใครคิดถึง เพราะไม่เกิดปัญหา)พูดจริงๆ คือ ผมเชื่อว่ารัฐควรมีอำนาจน้อยกว่าพ่อแม่ครับ พ่อแม่ควบคุมลูกเกเรได้ แต่กับพลเมืองผู้ใหญ่ ถ้าเขาจะเกเร ถ้าไม่กระทบคนอื่น รัฐเอาเหตุผลอะไรไปห้ามไม่ให้เขาทำ? อย่างที่บอกไปตอนต้น แล้วคุณเป็นใครถึงคิดว่าคุณรู้ดีกว่าผมที่สำคัญคือ การห้ามจะต้องเกิดจากว่า มันไปเบียดบังผู้อื่นในทางที่ตรงและเกินขอบเขตพอครับ ถามว่าถ้าผมจัดคอนเสิร์ตที่เมืองทอง มันกระทบคนอื่นไหม กระทบครับ ทำให้รถติดแน่ คนแถวนั้นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ในกรณีนี้ มัน valid พอที่จะมาห้ามผมจัดคอนเสิร์ตหรือเปล่า ทุกคนคงเห็นด้วยว่าไม่นะครับอีกอย่างหนึ่งครับ กฎหมายไหนที่ประเทศไทยควรจะมี แล้วต่างประเทศไม่มีบ้าง? กฎหมายห้ามการทะเลาะวิวาท ต่างประเทศก็มี ผมเชื่อว่ากฎหมายที่เมืองไทยมี ถ้าถูก enforce อย่างเคร่งครัดแล้ว มันมากพอครับ แต่มันไม่พอเพราะมัน enforce ไม่ได้ แล้วออกกฎเพิ่มมันจะช่วยยังไง ในเมื่อมัน enforce ไม่ได้?ผมยังยืนยันครับว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องหน้าที่หรือระเบียบวินัย มันก็อิงมาจากสิทธิเสรีภาพอยู่ดี ถามว่าทำไมเขาถึงไม่เห็นด้วยกับการดื่มแล้วขับ เพียงเพราะเป็นหน้าที่หรือครับ เพราะเขาเชื่อว่า มันเป็นอันตรายต่อคนอื่นต่างหาก ถ้าประเทศไทยยังไม่เห็นสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ อย่าหวังกับสิ่งไร้สาระอย่างหน้าที่หรือระเบียบวินัยเลยครับ

  3. Chayanin says:

    อืม คอมเมนต์ไปยาวแฮะ สรุปสั้นๆ ละกันว่า การมีเสรีภาพ สัมพันธ์ในทางบวกกับระเบียบวินัยในความหมายที่พี่ก้อนหมายถึงครับ เพราะระเบียบวินัยก็คือการเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ถ้าสิทธิเสรีภาพของทุกคนได้รับการปกป้องอย่างจริงจัง มันก็เกิดระเบียบวินัยอยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้เราไม่ให้ความสำคัญกับมันต่างหาก ระเบียบวินัยถึงเป็นแบบนี้ (ทำอะไรก็เรื่องเล็ก หยวนๆ ละเมิดนิดหน่อยเอาไรนักหนา) พอละเดี๋ยวยาวจริงๆ ก็มีประสบการณ์จะแชร์บ้างเหมือนกัน จำได้ตอนผมไปอยู่ฟินแลนด์ครับ ก็ไปปาร์ตีกันที่ cottage นอกเมืองนิดหน่อย แต่ว่ามีคนนึง ต้องขับรถกลับคืนนั้นเพราะมีธุระ (คนอื่นจะค้าง)คนที่ต้องกลับ ไม่แตะแอลกอฮอล์อะไรเลยครับ แม้จะแค่เบียร์หรือไวน์ก็ตาม ผมว่าอันนี้สำคัญมาก ที่เราน่าจะให้ความสำคัญขนาดในเว็บอย่าง FML ที่เรียกได้ว่า ค่อนข้างเกรียน ทุกคนก็ประณาม drunk driving กันหมด เพราะมันอันตรายกับคนอื่นdrunk driving ผมไม่คัดค้านอะไรเลย ถ้าจะออกเป็นกฎ แต่.. มันก็มีอยู่แล้วนี่ ตกลงว่ามันผิดตรงไหน เมืองนอกถึงมีกฎนี้แล้วได้ผล แล้วเมืองไทยไม่ได้ผล?

  4. praew says:

    อ่านคอมเม้นอันแรกของป่านจบ แล้วถึงเห็นว่าคอมเม้นอันหลังเป็น "สรุปสั้นๆ"…

  5. Zerothman says:

    … ยอมแพ้

  6. c e r e a l says:

    เพลงลำดับแรกๆ ที่เฟรชชี่ทุกคนร้องได้ – เต้นเป็น…"เด้งดึ๋ง..ตึงๆหย่อนๆ .. ตึงๆหย่อนๆ..หย่อนๆตึงๆอะไรเอ่ย มันเต้นดุ๊กดิ๊ก..อะไรเอ่ย มันเต้นดุ๊กดิ๊กอ๋ออออ.. หนังสติ๊กมันเด้งดึ๋งเด้งดึ๋ง"ต่อมาไม่นาน.. เนื้อเพลงท่อนสุดท้าย เริ่มกลายเป็น "อ๋ออออ..กฎที่สตริคท์มันเด้งดึ๋งเด้งดึ๋ง"แล้วอีกไม่นาน.. เขาก็จะเติบโตไปเป็นกำลังของชาติ ….ก็อย่างที่พี่ก้อนถามล่ะ .."แล้วจะไปโทษใคร?"

  7. Prarinya says:

    ประเทศไทยเป็นประเทศนี่หย่อนยานในกฎจริงๆฮะดูได้ตั้งแต่ว่ามีอะไรก็ขอหน่อย นิดเดียวนะเจ้าหน้าทีบางทีก็ปิดตาหนึ่งข้างไปมันเป็นสาเหตุที่เด็กโรงเรียนหนึ่งแถวแม่น้ำเจ้าพระยาชอบบ่นว่าตัดผมสั้นทำไมวะ มันไม่ได้ทำให้เรียนเก่งขึ้นสักหน่อยทำไมต้องเข้าแถวตากแดดแม่งทุกวันทำไมกูต้องใส่เสื้อยัดลงกางเกง ถุงเท้าตึงๆฟระเมืองนอกยังใส่ชุดห่าอะไรไปเรียนก็ได้เลย ชุดนักเรียนมันยังไม่มีเลยแต่…..ทั้งหมดคือการสร้างวินัยที่หลายประเทศเขามีกันอยู่แล้วเพื่อนผมไปเรียนเมืองนอกเขาบอกว่า เมืองนอกไม่มีลอกการบ้านกันทำไม่ได้ก็ทำไม่ได้ แต่เมืองไทยนี่…ก็อย่างที่รู้ๆกันเนอะหลายๆอย่างพอโตขึ้นมาก็เข้าใจว่า เออ มันก็ตามบริบทของสังคมบริบทว่าเมืองไหนเป็นไง ผลรอบข้างเป็นไงวันนี้ตอบเครียดเนอะ สงสัยกูจาเป็นตัวปลอมฮาฮา

  8. Ditdin says:

    อ่านอย่างเร็วฮะ ต้องนอนแล้ว อาจจะตกอะไรไปบ้างผมคิดว่า จริงๆ ถ้าหาก" ทุกคน รู้ตัวดีว่า อะไรควรทำ และ อะไรไม่ควรทำ…มันจะกลายเป็น ระบบสังคมที่เป็นไปอย่างอัตโนมัติ และทำให้ ไม่จำเป็นต้องมี กฏ อะไรเลยปัญหาคือ ทุกคน มันไม่เป็นเช่นนั้น…ปล. แต่นี่ขนาดมีกฏแล้วนะ ;; เฮ้อ…ปล. อ่านเม้นตัวเองแล้วรู้สึกว่าจะซ้ำแฮะ

  9. Chayanin says:

    ผมว่าประเด็นมันไม่พ้นเรื่องดีไม่ดีเสียทีเดียวนะ อย่างบางเรื่อง บางคนอาจจะมองว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พยายามทำกันเสียหน่อย อย่างแอลกอฮอล์ บางคนก็มองว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองแอลกอฮอล์เป็นเรื่องเลวร้ายนี่ครับ บางคนก็ encourage การบริโภคแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ (ไม่ได้หมายถึงบริษัทเหล้านะครับ -ฮา) บางคนก็ใช้ไวน์ช่วยเรื่องความดันต่ำ เพื่อนผมก็เคยบอกว่า กินเบียร์กินอะไรบ้าง น้ำหนักจะได้ขึ้น (ฮา) บางคนก็มองว่า ดื่มเหล้าเฉยๆ ไม่ได้สร้างความเสียหายกับคนอื่นนี่(แน่นอนว่า อีกมุมหนึ่งคือแอลกอฮอล์ลดความสามารถในการตัดสินใจ ทำให้ไม่สามารถควมคุมไม่ให้ไปรบกวนคนอื่นได้ ผมแค่เสนอความคิดเห็นมุมหนึ่ง)ปัญหาคือ ไอ้ที่ว่า ไม่ดีน่ะ ไม่ดีกับใคร กับคนอื่นหรือกับตัวเอง แล้วถ้ากับตัวเองเราไม่มีสิทธิที่จะชั่งน้ำหนักและตัดสินใจด้วยตัวเองเหรอ? ดังนั้นคำถามมันยังไม่ไปถึงว่า จะคุมยังไงหรอกครับ เพราะมันยังไม่พ้นคำถามว่า เราจำเป็นต้องคุมจริงๆ เหรอ เราไม่คาดเข็มขัดนิรภัยมันร้ายแรงขนาดว่า คนธรรมดาไม่ควรตัดสินใจเองหรือเปล่า เราดูหนังโป๊นี่มันเป็นอันตรายต่อสังคมขนาดที่สังคมต้องเข้ามายุ่งหรือเปล่าผมยังคงยืนยันประเด็นเดิมคือ ไอ้คนที่จะควบคุมคนอื่นน่ะ ทำไมเราถึงคิดว่าเขา "รู้ดี" กว่าเรา เราไม่สามารถชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีผลเสียเองได้เหรอ ว่าหนังโป๊มันดีหรือไม่ดี ว่าเหล้ามันดีหรือไม่ดี ฯลฯ ประเด็นยังไม่ได้ไปถึง "คุมยังไง" อย่างที่พี่ก้อนบอกครับ ถ้ามันยังไม่พ้นเรื่องว่า "ต้องคุมมั้ย"(จริงๆ แล้วความเห็นของผมอันก่อนๆ ก็ไม่ได้เถียงเรื่องดีไม่ดีเลยครับ ผมเถียงเรื่อง มันไปกระทบใครถึงต้องมาคอยคุมเรา ถ้ามันกระทบแค่ตัวเราเอง แล้วคุณจะมาทำรู้ดีมากกว่าผมได้ยังไง)

  10. kanapo says:

    สวัสดีคุณก้อน

  11. kanapo says:

    วันนี้ผมตื่นมาตอนเช้าด้วยอาการปวดท้องอย่างมากและไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไรดี ( ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นหมอ )ตื่นมาตั้งแต่ตี 5 ฟ้ายังมืดๆ จึงเปิดเนตเล่นดู เิปิดเสร็จก็ไม่รู้จะทำอะไรอีก เลยลอง serch ใน google ว่า kus 26 ( เสียดายที่เราไ่ม่มีเวปรุ่นกันแล้ว ) กดไป กดมา ก็มาโผล่ที่ space ของคุณก้อนนี่แหละ ( จริงๆ แล้วผมค่อนข้างชินกับ นาม มัด สะ ธา มากกว่า มันคุ้นปาก แต่มันยาวไปนิิด ) เลยนั่งอ่านมาเรื่อยๆ หลายเอนทรี่ จนมาถึงอันสุดท้ายนี่แหละอ่านเพลิน บันเทิงใจ จนอาการปวดท้องค่อยๆทุเลาลง สำหรับเอนทรี่นี้ ต้องบอกว่าผมก็ติดตามคุณคำผกา มาตลอด ด้วยอารมณ์่อ่านแล้วหงุดหงิด (แต่ก็อ่านต่อ) เช่นกันผมหงุดหงิดในมุมมองเรื่องความรัก ของเธอ เธอจะเป็นเสรีนิยม ค่อนข้างเห็นด้วยกับฟรีเซ็ก และมองว่ารักแท้เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ(แต่หลายคนก็บอกว่าดีนิ 55 ) สำหรับมุมมองเรื่อง สุรา นี่ผมเห็นด้วยเต็มๆเลยว่า ควรควบคุมครับเมื่อก่อนผมก็นิยมชมชอบในการร่ำสุราเป็นอย่างมาก แต่ตั้งแต่จบมาทำงานเป็นหมอจริงๆ แล้วรู้เลยว่ากว่า 50 % ของคนไข้ใน รพ. ก็นำมาด้วยสุรานี่แหละจากนั้นรู้เลยว่า บ้านเราดื่มกัน "หนัก" ไปหน่อยแ้ล้ว พอดูๆแล้ว เหมือนผมจะเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างไรไม่รู้ แต่โดยส่วนตัวก็รู้สึกว่า "เสรีนิยม" มันเท่กว่าเป้นไหนๆ อย่างไรก้ตามตอนนี้แสงสว่างโผล่มารำไล อาการปวดท้องก็ดีขึ้น คงต้องเตรียมตัวไปทำงานแล้วคุณก้อนเป้นอย่างไรบ้าง เรียนจบปริญญาเอกหรือยังด้วยรัำกและเคารพ:->m’26

  12. ก้อน Masatha says:

    Ditdin -0- >>> ไม่ซ้ำหรอกฮะ เห็นด้วยว่าทุกฅนทำตามกฎ ชีวิตคงง่ายขึ้นอีกบาน (แต่เอ๊ะ ฅนที่เดินประท้วง เค้าก็บอกว่า ทำตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนกัน … เฮ้อ)Chayanin Wipusanawa​n >>> อ่าน ๆ ไปก็ขยายความคิดเห็นไปด้วยว่า จริง ๆ แล้วเราอาจจะเถียงกันในสองมิตินี่แหละ มิติที่ว่าตกลงมันดีหรือไม่ดี (อย่างที่ป่านบอก) กับมิติเรื่องการควบคุมจริง ๆ แล้วผมคิดว่า ถ้ามันส่งผลกระทบกับตัวเราแค่ฅนเดียว กฎหมายคงไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเท่าไหร่นะ (เช่น การฆ่าตัวตายไม่ผิดกฎหมาย) แต่ถ้ามันกระทบกับฅนอื่น กฎหมายก็มักจะเข้ามายุ่ง (ซึ่งก็ต้องเถียงกันต่อไปอีกว่าตกลงมันเกี่ยวมากเกี่ยวน้อยกันแน่)อีกส่วนคงเป็นเรื่องของเยาวชนน่ะครับ เพราะมีสมมติฐานว่าในการคัดกรองสื่อ เยาวชนโ้น้มเอียงไปในทางที่จะขาดวิจารญาณมากกว่า เพราะงั้นเรื่องหนังโป๊ เรื่องบุหรี่ เรื่องความรุนแรง มันเลยไปลงที่เยาวชนมากกว่าอย่างอื่น (จริงไม่จริงไม่ทราบ เพราะบางฅนก็บอกว่า ที่ความรุนแรงมันแพร่กระจายไปทั่ว ไม่เกี่ยวกับสื่อ แต่มันเป็นสิ่งที่สังคมพบเห็นจริง ๆ)kanapo phum >>> ดีใจที่บล็อกผมช่วยให้คุณตั้มหายปวดท้องนะครับ (แม้ว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม-ฮา)ยังเรียนไม่จบฮะ แต่ก็ใกล้เต็มทีแล้วขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะฮะ : >

  13. Chayanin says:

    เรื่องเยาวชน มันตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ยังไม่มีความสามารถในการตัดสินใจพอ ซึ่งถึงจะไม่จริงทั้งหมด (หรือจะบอกว่าผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะตัดสินใจได้) แต่ผมรู้สึกว่า ก็เป็นสมมติฐานที่พอยึดไว้ได้ เรื่องการควบคุมกับเยาวชน ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติพอสมควรแต่หลายๆ อย่างมันก็ควบคุมกับพวกตัวเต็มวัยนี่ครับ (ถึงจะบอกว่าตัวเต็มวัยก็ทำตัวโง่ๆ ไม่มีวิจารณญาณได้ แต่ก็ควรจะถือว่า เขาต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว รัฐถึงเข้าไปยุ่งแค่ส่วนที่ไปกระทบกับคนอื่น)จริงๆ เคยอ่านเหมือนกับว่า เมื่อก่อนการฆ่าตัวตายก็ผิดกฎหมายในสหรัฐนะ แต่ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะไปเอาผิดด้วยยังไง (ฮา)

  14. Rattanawan says:

    เห็นด้วยอย่างแรงงง

  15. ก้อน Masatha says:

    Rattanawan Arunthunya >>> อ๊ะ ไม่เห็นพลอยเข้ามาเมนท์นานแล้วแฮะ อยู่ญี่ปุ่นได้ลองกินสาเกมั่งยัง?Chayanin Wipusanawa​n >>> เรื่องฆ่าตัวตายลงโทษได้ถ้าจะลงครับ ก็คือลงโทษกรณีฆ่าตัวตายแล้วเสือกไม่ตาย (เป็นพยายามฆ่าไป) แล้วก็ลงโทษสำหรับฅนที่ให้ความช่วยเหลือ (แต่อันนั้นก็เป็นโทษฐานฆ่าฅนอื่นไป ไม่ใช่ในฐานะผู้สนับสนุนแล้ว)ส่วนเรื่องควบคุมพวกตัวเต็มวัย อันนี้ป่านหมายถึงพวกเซ็นเซอร์รึเปล่าครับ? (น่าจะใช่) ถ้าเป็นเรื่องเซ็นเซอร์ อันนี้ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน (แต่พวกงดขายเหล้า แบนโฆษณาเหล้า ขึ้นราคาบุหรี่ อันนี้ไม่ต่อต้านเท่าไหร่)

  16. Chayanin says:

    พวกฆ่าตัวตายแล้วเสือกไม่ตายนี่คงซวยน่าดู ต้องลงโทษประหารชีวิตหรือเปล่าครับ?

  17. Bar-Ba_Ra says:

    อ่านแล้วอารมณ์เหมือนกับนั่งฟัง “พ่อ” สอนเปล่าหรอกค่ะแค่…….เห็นด้วย…คน(ไทย)เรานี่ก็แปลกไอ้ที่ดีๆไม่เลียนแบบ ไม่จำมาประยุกต์ใช้แต่อะไรที่แย่ๆกลับจำมา และหาเรื่องเถียงหัวชนฝาเหมือนจะมีปัญญา แต่ก็..เฮ้อออ….ขอให้ชาติไทยจงเจริญ..

  18. ก้อน Masatha says:

    Chayanin Wipusanawa​n >>> 55+ น่าจะไม่นะ คงแค่จำคุกตลอดชีวิตมั้ง (ฮา) ตอบจริง ๆ ก็คือ ไม่รู้ว่ะBar-Ba_Ra My-sunshin​e >>> ชอบประโยคสุดท้ายอ่ะ ‘ขอให้ชาติไทยจงเจริญ’

  19. Rattanawan says:

    จะเหลือหรอคะ 555

  20. praew says:

    ไม่จบไม่สิ้น…อ่านแล้วปวดตา =_=

  21. ก้อน Masatha says:

    praew ³² >>> 55+ ทำไมมันถึงจะปวดตาได้ฟระ ไม่ได้ยาวสักหน่อยRattanawan Arunthunya >>> แล้วชอบมะ? ส่วนตัวพี่ชอบเบียร์อาซาฮีมากกว่า

  22. Chayanin says:

    อาซาฮีอร่อย แต่อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นแย่งเพื่อนกิน 555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s