จริง ๆ ติดหนี้พี่ณัช อัพบล็อกแบบ masathaly
ไว้ แต่ไว้ก่อนครับ พอดีวันนี้อยากเขียนเรื่องนี้มากกว่า (จริง
ๆ เอนทรีแบบ
masathaly ก็เขียนเสร็จแล้วล่ะ รอคิวแทรกลง)

 

เรื่องของเรื่องก็คือ ข่าวคุณจอมที่ลาออกจากรายการวิทยุ
เพราะไปสัมภาษณ์คุณทักษิณนั่นแหละครับ

 

จริง ๆ แล้วหลัง ๆ
มานี่ไม่ค่อยได้อัพเรื่องการเมืองในบล็อกนี้เท่าไหร่ เพราะตอนนี้ไปสมัครสมาชิกบอร์ดราชดำเนินใน
Pantip แล้ว เวลามีอารมณ์อะไร ก็จะไปร่านในนั้นแทน (เสื้อแดงเยอะดี
ฮา) ใครสนใจก็เข้าในเสิร์ชได้ ล็อกอินก็ใช้ชื่อผมเองครับ
(แต่ไม่ค่อยได้ตั้งกระทู้นะ อ่าน+คอมเมนท์มากกว่า)

 

กลับมาเรื่องเดิม
ก็คือว่าพออ่านข่าวแล้ว ก็นึกถึงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานของสื่อขึ้นมาติดหมัด
ว่าบรรทัดฐานของการนำเสนอข่าว ของสื่อจริง ๆ แล้วมันอยู่ตรงไหนกันแน่
ไอ้ผมเองก็ไม่ได้เรียนสื่อสารมวลชนมา ก็ไม่ค่อยจะทราบ ครั้นจะถามน้องชายที่เรียนด้านนี้โดยตรง
พิเคราะห์แล้ว ก็นึกภาพออกว่า ขืนไปถามว่า
เฮ้ยโอ
จริยธรรมของการเป็นสื่อสารมวลชนที่ดีและมีมาตรฐานคืออะไร
คาดว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาน่าจะเป็นสีหน้าอันว่างเปล่า
(
blank, empty)

 

เออ นอกเรื่องนิดนึง
เวลาเขียนภาษาไทยแล้ววงเล็บภาษาอังกฤษ
(English) เนี่ย
มันต้องใช้ตัวอักษรใหญ่ (
capital Letter) รึเปล่าหว่า?

 

กลับเข้าเรื่อง เพราะงั้น
มีประเด็นสองประเด็นที่ติดอยู่ในใจ แล้วยังหาคำตอบที่เหมาะใจไม่ได้
ก็เลยเอามาเขียนในนี้ ใครมีความคิดเห็นแบบไหนก็แสดงความเห็นด้วยแล้วกันนะครับ

 

 

#ประเด็นแรก

 

ถ้าเป็นเรื่องราวที่มีคู่กรณีที่มีความเห็นขัดแย้งกัน
2 ฝ่าย แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจำนวนเยอะกว่ามาก (เช่น 100
:1)
พื้นที่ในการนำเสนอควรจะเป็นเท่าไหร่ดี?

 

บ้างก็บอกว่า เพื่อความเท่าเทียม
ควรจะนำเสนอเท่า ๆ กัน อย่างละ
50:50 (อันนี้หมายถึงพื้นที่ข่าวนะครับ เช่น
ให้เวลาสัมภาษณ์ฝั่งนึง 10 นาที อีกฝั่งก็ต้อง 10 นาที หรือถ้าเขียนข่าวก็ต้องมีพื้นที่เท่า
ๆ กัน)

 

แต่อีกฝ่ายก็บอกว่า
การเขียนข่าวควรจะใช้สัดส่วนที่สะท้อนกับความเป็นจริง (อาจจะไม่ต้องเป๊ะ)
เช่นเรื่องไหนที่ฅนสนับสนุนมาก ก็ให้พื้นที่ข่าวเยอะหน่อย
เรื่องไหนที่ฅนสนันสนุนน้อย ก็ให้พื้นที่ข่าวน้อยหน่อย

 

(ยกตัวอย่างเช่น
มีฅนจุดประเด็นมาเรื่องรัฐประหารอีกรอบ ควรจะถามความเห็นทั้งผู้สนับสนุน
และผู้คัดค้าน เท่า ๆ กัน หรือ
ผู้คัดค้านมันเยอะกว่าก็ให้พื้นที่ของผู้คัดค้านมากกว่า?)

 

ประเด็นนี้ ถ้าขยายความต่อ
อาจจะลากยาวไปถึงความเหมาะสมในการให้สัดส่วนกับข่าวต่าง ๆ ด้วยนะครับ (เช่น
สื่อควรเป็นกระจก สะท้อนความเป็นไปของสังคมตามที่มันเป็น หรือ
ควรเปิดพื้นที่ที่สำหรับเรื่องราวที่สื่อคิดว่าสำคัญ แต่สังคมไม่เหลียวแลด้วย ฯลฯ)

 

 

 

#ประเด็นที่สอง

เคยอ่านสัมภาษณ์นักข่าวฅนนึงที่ไปสัมภาษณ์นักการเมืองอีกที
(งงประโยคนี้ป่ะ?) ฅนที่ถามถามประมาณว่า นักการเมืองที่คุณไปคุยมาชอบให้ความเห็นที่บิดเบือนบ่อย
ๆ แล้วทำไมยังลงความเห็นของนักการเมืองฅนนี้อีก?

 

เจ้าตัวตอบประมาณว่า
หน้าที่ของเขาไม่ใช่ไปตัดสินว่าใครพูดถูก พูดผิด แต่สะท้อนมุมมองให้ครบทุกด้าน
ส่วนฅนอ่านเขาจะเป็นฅนตัดสินใจเองว่าจะเลือกเชื่อข้อมูลด้านไหน

 

ผมอ่านแล้วก็สงสัยประเด็นนี้ครับ
(เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เป็นฅนเชื่อฅนง่าย) ก็เลยคิดว่า
สื่อควรจะเสนอมุมมองให้ครบทุกด้าน ทุกฝ่าย ไม่ว่ามันจะจริงหรือเท็จ (เช่นคลิปเสียง
รู้ว่าตัดต่อ ยังควรเปิด, ควรไปฟังความเห็นของฅนที่คิดว่าเป็นของจริงอยู่)
หรือว่าสื่อควรจะมีบทบาทช่วยกลั่นกรอง แล้วเสนอเฉพาะข้อมูลที่เป็นความจริง
(เช่นคลิปเสียง ถ้ารู้ว่าตัดต่อ ก็ไม่ไปสัมภาษณ์ฅนที่บอกว่าเป็นของจริงแล้ว
แต่ไปเล่นประเด็นอื่นแทน เช่น ตัดต่อตรงไหน เนื้อหามาจากไหนบ้าง บลา ๆ ๆ)

 

 

 

ก็ยกประเด็นมาวางไว้ให้ถกกันน่ะครับ
(ไม่ได้เขียนอะไรหนัก ๆ มานานแล้ว จะมีฅนมาคอมเมนท์ป่าวหว่าเนี่ย
“- –)

Advertisements
Comments
  1. c e r e a l says:

    media literacy ช่วยคุณได้ค่ะพี่ก้อนเมื่อประชาชนก็มีอำนาจในการใช้สื่อเองบ้างแล้ว .. ก็จงเพลาๆการแคร์สื่อ mainstreamแล้วหันมาใช้วิจารณญาณให้มากกว่าการเชื่อ.. น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดละค่ะปล.แอ้ก็ไม่แคร์สื่อ เพราะเดี๋ยวนี้สื่อไม่ค่อยแคร์เรา 555

  2. Chayanin says:

    ที่เหลือคอมเมนต์ยากแฮะ เอาเรื่องวงเล็บก่อนละกัน (ฮา)ปกติโดยตัวผมเอง จะใช้อักษรตัวเล็กตามปกติครับ (หรืออันที่จริง อาจจะบอกว่า ใช้ตามคำมันปกติ ก็คือ คำไหนปกติตัวเล็กก็ตัวเล็ก ปกติตัวใหญ่อยู่แล้วอย่างชื่อเฉพาะก็ทำไปตามปกติ) ซึ่งคิดว่ารูปแบบนี้ น่าจะใกล้เคียงกับเทรนด์ (trend) ในงานวิชาการปัจจุบันพอสมควรมาเรื่องสื่อ ตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่ามุมมองของผมจะเป็นยังไงกันแน่ โดยส่วนตัวก็จะ prefer สื่อที่ไม่เขียนเอียงกะเท่เร่เอาอารมณ์ในเนื้อข่าวมากเกินไป (เทียบ ผู้จัดการ vs กรุงเทพธุรกิจ / ประชาไท vs Thai E-News)ถ้าในส่วนของพื้นที่การนำเสนอข่าว ผมมองว่า มันก็คงเป็นไปตามเนื้อข่าวมากกว่าจำนวนคนสนับสนุน อย่างถ้าฝ่ายนึงสนับสนุนเพิ่มภาษี อีกฝ่ายนึงลด ฝ่ายลดมีมากกว่า แต่ฝ่ายเพิ่มมีกิจกรรมต่อเนื่องในขณะที่อีกฝ่ายอยู่เงียบๆ จะให้สัมภาษณ์คนที่อยู่นิ่งๆ ห้านาที แล้วนำเสนอมหกรรมเดินขบวนของคนหมื่นคนนาทีเดียว เพื่อให้สะท้อนตามผู้สนับสนุน ผมว่าก็อาจจะแปลกๆ อยู่ (สรุปสั้นๆ คือ อิงตาม ปริมาณและ magnitude ของเหตุการณ์ ไม่ใช่คน)ส่วนเรื่องว่าจะต้องสะท้อนเรื่องที่สังคมไม่เหลียวแลหรือเปล่า ผมมองว่า มันก็น่าจะทำ แต่ในที่สุด ผมก็ยังมองว่า มันก็ขึ้นอยู่กับคนทั้งหมด ถ้ามีคนสนใจอยากรู้ สุดท้ายมันก็จะมีช่องว่างที่ให้ทำ เพียงแต่ถ้ามันไม่มีคนอ่าน แล้ว resource ในการทำจะมาจากไหน?ส่วนเรื่องสอง สงสัยว่า ถ้าหลักฐานทุกอย่างยืนยันเป๊ะๆๆ ว่าคลิปเสียงมันตัดต่อ แล้วจะยังมีคนบอกว่าจริงได้มั้ย หรือถ้ามันยังมีคนบอกว่าจริง แล้วจะยืนยันได้ยังไงว่าจริงๆ แล้วมันตัดต่อผมออกจะได้รับอิทธิพลเรื่องมุมมองที่เป็นกลาง (NPOV) ของวิกิพีเดียครับ คือ เน้นที่ fact เช่น ถ้าเถียงกันว่า หมูบินได้หรือเปล่า นาย ข. บอกว่า "หมูบินได้" ข่าวก็เป็นว่า "นาย ข. กล่าวว่าหมูบินได้" (แต่ในที่นี้ นาย ข. อาจจะต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องหรือสำคัญที่ทำให้ความเห็นของเขาสมควรเป็นที่รับรู้) ถ้าจะ investigate ต่อ ก็อาจจะได้ข่าวว่า แต่นักสุกรวิทยาชื่อ นาย ง. บอกว่า จริงๆ แล้วหมูบินไม่ได้ เสร็จแล้วอาจจะมีความเห็นของนักประวัติศาสตร์สุกร บอกว่า เคยมีหลักฐานว่า มีคนเห็นหมูบินได้ บลาๆๆ

  3. Zerothman says:

    ยากเกินกว่าจะมีคอมเม้นท์ที่ nutchlyแต่ถ้าผมเป็นสื่อ ผมก็คงทำยังไงก็ได้ให้คนมาบริโภคข่าวผมเยอะที่สุด โดยการนำเสนออะไรก็ได้ที่คิดว่าคนจะอยากดู…(นึกถึง headline tabloid ต่างๆ…)

  4. Jang says:

    เห็นด้วยกับน้องแอ้…ถ้าที่ราชดำเนิน แดงที่นั่นเยอะอยู่แล้ว เดิมบอร์ดนั้นสนุกมาก ช่วงที่ยังไม่ไล่คุณทักษิณ การวิพากษ์เป็นไปแบบเดียวกับ หว้ากอ เอาเหตุเอาผลมาหักล้างมันสนุกมาก จนรัฐประหาร..ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม เหลืองกร่างเข้ามาครองบอร์ด เหลืองดีๆเริ่มหายไป เกรียนบอร์ดสองสีฟาดฟันกันอยู่พักใหญ่โผล่มาอีกที แดงเต็มบอร์ด หนักกว่านั้นบางคนที่เหลืองๆกลายเป็นแดงเฉย..พี่หาเหลืองที่มีข้อมูลแน่นๆ แดงที่เน้นเหตุผล และคนกลางๆที่คอยสนับสนุนความคิดแต่ละฝ่ายไม่เจอแล้วเดี๋ยวนี้ไม่มีสาระอะไรไปมากกว่าหาข้อมูลมาทับถมความเชื่อของอีกฝ่ายสื่อไทยมีอะไร..เกาหลี หมีแพนด้า หาพ่อ ล่อซื้อยา ดารานมหก…แค่เนี๊ยะแต่แค่เนี๊ยะ ก็รวยกันจะแย่แล้ว..ขำน้องแอ้…แล้วประโยคนี้เคยได้ยินป่ะคะ..หนูไม่แคร์สื่อ แต่หนูแคร์เสี่ย…..อิอิ ปล.ตกลงก้อนแคร์สื่อ หรือแคร์เรื่องคลิป…ฮ่าๆๆ

  5. PEPsi says:

    – การเขียนภาษาอังกฤษในวงเล็บ ให้ใช้ตัวเล็กเสมอๆๆๆๆๆๆๆๆ (ยกเว้นชื่อเฉพาะ) อันนี้ถูกย้ำสู่สมองจนเสียสติ- ไม่มีนักข่าวคนใดสามารถเขียนข่าวได้ตามหลักที่เรียนมาเป๊ะ ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน มักจะมีความเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเสมอ อีกทั้งขณะเขียนข่าวไม่มีใครมานั่งกางตำรา ท่องจริยธรรมการเขียนข่าว 10 ข้อ ลองอ่านๆดูจะรู้ถึงกลิ่นอายความเอนเอียง- ประเด็นแรกฮ่ะ เวลาคนนึงอ่านข่าวเนี่ย เค้ามีความสนใจทั้งสองด้านจริงๆหรือ? หรือแค่คนนึงมีความคิดเอนเอียงไปด้านนึงอยู่แล้ว แล้วก็มาอ่านเอาเฉพาะที่สนับสนุนตัวเอง ? แล้วรู้ได้ยังไงว่าจำนวนคนเข้าข้างฝั่งไหนมากกว่า ? เขามีอภิสิทธิ์อะไรในการได้รับข่าวสารด้านสนับสนุนตนเองมากกว่า ? คนกลุ่มน้อยก็เลยต้องรับข่าวสารน้อย ๆ? ฯลฯ-ประเด็นลากยาว เป็นหน้าที่สื่อที่ต้องจุดประเด็นให้เหมาะสมแก่เวลาฮ่ะ เช่นข่าวหมีแพนด้ามาตอนบ้านเมืองเครียดพอดีเลย แต่ถ้ามันผิดที่ผิดเวลาผิดปริมาณรู้สึกไม่พอดีคนเค้าก็ก่นด่ากันเองห่ะ สงสารหมีแพนด้าโดนด่าเพราะสื่อเสนอมากเกินไป มันผิดอะไรวะ?- ประเด็นสองฮ่ะ กาลามสูตร ลองอ่านดูฮ่ะ /me ไปอ่านทีวีพูลดีกว่าฮ่ะ รู้ลึกรู้จริง(บ้างไม่จริงบ้าง) แซ่บดี

  6. Jang says:

    เหลืองดีๆก็มี แดงที่จริงจังก็มี แต่คงไม่มากพอที่จะง้างไม้ซุงที่ทับประเทศนี้หรอกพี่ไปมาทั้งสองสี..ไปดู ไม่ได้ไปเท่..>>ใครที่ไปเอาเท่ พี่จะชิงชังมากเป็นพิเศษเพราะไม่ได้ไปดูนิชคุณ..แต่เป็นการแสดงระดับพื้นความรู้ และสติปัญญาของตัวเองถึงแปลกใจว่า การเคลื่อนไหวเพื่อขับเคลื่อนกลไกการเมืองของประเทศนี้เหมือนกระแส หมีแพนด้า..ก็โอเคนะ..ด้านดีที่สุดของสองสีนี้ที่คิดได้ก็คืออย่างน้อยพวกเขาก็"กล้า" ทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกเรื่องบางเรื่อง เราเห็นว่า"ไม่ถูก" ยังไม่กล้าขยับเท่าเขาเลยถ้าจะไป..ก็ต่อเมื่อ มันชัดเจนว่า ประชาธิปไตยในอุดมคติ มันจะมีจริง…นอกนั้น…นอนอยู่บ้านดีกว่า..กลัวดำ…(ไปกว่าเดิม) เห็นโอปอล ให้สัมภาษณ์เรื่องถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงหรือยัง..สะใจพี่จัง…ชีแรงงง หลงรักโอปอลไปแล้วอ่ะค่ะ…

  7. Varoot says:

    กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่พอดี พอดีเห็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้ตัวโตมากบอกประมาณว่า "โฆษกส่วนตัวเชิดชู มาร์ค พระเอกตัวจริง กล้าหาญเผชิญ พายุ!" แล้วก็สงสัยว่า คุณค่าข่าวอยู่ที่ไหน โฆษกเขาเป็น PR ของพรรค เขาก็ต้องชมสิ จะให้ด่าเหรอ มันไม่ต่างกับพาดหัวว่า "พจน์อานนท์บอก หอแต๋วแตก ตลกสุดยอด" คือจะชมตัวเองเพื่อ? แล้วสื่อเป็นอะไร ทำไมรัฐบาลทำอะไรถึงต้องเห็นดีเห็นงามไปหมดอ่ะ เข้าประเด็นดีกว่า เอาจริงๆ มันเป็นเรื่องของกลไกการตลาดครับ หนังสือพิมพ์ที่เชียร์เสียงข้างมาก ก็ขายได้มาก หนังสือพิมพ์ที่เชียร์เสียงข้างน้อย ก็ขายได้น้อย ถ้าอยู่ในวงการสื่อ จะรู้ว่า สื่ออยู่ได้ด้วยโฆษณา คิดดูให้ดี ใครเป็นคนจ่ายค่าผลิตรายการทีวี หนังสือพิมพ์ที่เราซื้อทำไมมันถึงราคาถูกกว่าข้าวจานนึง วิทยุมันเปิดเพลงให้ฟังฟรีมันเอาตังจากไหนมาทำ นั่นแหละครับ มาจากโฆษณา… ในเมื่อเขาเป็นคนจ่ายเงิน เขาก็มีสิทธิ์จะไม่จ่าย ถ้าเขาเกิดไม่ชอบสื่อนั้นถูกป่ะครับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนถึงเกลียดทักษิณ เพราะ AIS เป็นบริษัทที่ใช้เงินโฆษณาเป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทย ปีนึงใช้งบโฆษณา 200 ล้านได้มั้ง ลำพังนักข่าวอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่กองบก.ที่เป็นคนคัดข่าวนี่สิ ที่มีอิทธิพล (มันไม่ได้หมดแค่เรื่องของทุนนิยมครับ ในประเทศนี้ยังมีอิทธิพลอีกอย่างที่แรงกว่าคือ ระบบเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งก็แย่พอกัน ใครทำไม่ดีก็ไม่ก้าวหน้า)ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ใครๆ ก็ทำเพื่อปากท้องทั้งนั้น จะบอกว่าสื่อถูกชักจูงง่าย ก็น่าสงสารเขาเหมือนกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อิทธิพลของสื่อต้นทุนต่ำ (เช่นอินเตอร์เน็ต) จะมีมากขึ้น มีการถกเถียงกันในเว็บไซต์และบล็อกต่างๆ สามารถหลบจากอิทธิพลของทุนนิยมได้ แต่ก็ไม่พ้นอิทธิพลของเจ้าขุนมูลนายอยู่ดี ถ้ามันจะสั่งปิดเว็บก็ง่ายเหลือเกิน ใครจะทำอะไรได้ส่วนเรื่องหน้าที่ของสื่อ อันที่จริงแล้ว สื่อมวลชนมีหน้าที่เป็น watchdog (หมาเฝ้าบ้าน คอยเห่าเวลาเจอคนทำผิด), gatekeeper (คอยระวังว่าประเด็นไหนควรนำเสนอ ประเด็นไหนไม่ควรนำเสนอ), และมีอีกแต่จำไม่ได้แล้ว 555 สรุปแล้วเป็นหน้าที่ของสื่อ ที่จะต้องแยกแยะระหว่างความเห็นกับข้อเท็จจริง นำเสนออย่างยุติธรรม คัดประเด็นที่น่าสนใจแต่สุดท้ายมันก็เข้าสู่กลไกตลาดอีกอยู่ดีแหละ (เขียนวนไปวนมาแล้วก็งงเองเหมือนกัน ไม่รู้มีประเด็นรึเปล่า 5555)

  8. Paul_012 says:

    ตัวบล็อกนี่ยังสั้น ๆ อ่านจบได้โดยไม่ต้องใช้ <s>attention span</s> <s>ช่วงความใส่ใจ</s> [attention span] มากเท่าไร แต่ [comments] เยอะเกิน… อานไม่ไหว (ทวิตเตอร์ทำสมาธิสั้น)แต่:#0: โดย <s>default settings</s> การตั้งค่าเริ่มต้น ของ Microsoft Office ตั้งแต่ 97 ถ้าพิมพ์ภาษาอังกฤษข้นต้นด้วยตัวเล็ก ถึงจะอยู่กลางประโยคแต่แทรกอยู่ในเนื้อความภาษาอื่น จะถูกขีดเส้นหยักสีเขียวว่าผิดไวยากรณ์เพราะมันตรวจแต่ภาษาอังกฤษ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คิดว่ามันควรเป็นตัวใหญ่#1: ถ้าไม่ต้องมีจรรยาบรรณ จะทำให้พื้นที่เสนอข่าวแบ่งตามอุปสงค์หรือเปล่านะ (คนอยากดูแพนด้า ก็เสนอข่าวแพนด้า)#2: ข้อเท็จจริง (fact) กับความจริง (truth) บ่อยครั้งก็แยกกันยากครับ จะให้สื่อคอยแยก แล้วนำเสนอเฉพาะความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเท็จเท่านั้นก็ยากที่จะเป็นไปได้ แล้วเผลอ ๆ จะกลายเป็นคิดแทนผู้รับสารไปเสียอีกครับ

  9. May-ya says:

    +++ นอกเรื่องหน่อย(อาจจะไม่หน่อย ฮ่าๆ) แต่เพื่อนเมที่นี่มากมายเค้าหลงรักประเทศไทยเรามากเลยนะ เค้าพูดจากใจจริงว่ามันคือสวรรค์บนดินจริงจัง ในน้ำมีปลาในนามีข้่าว มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม มีประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหล+++ รักประเทศไทยกันเถิดพี่น้อง คนอื่นเค้ายังอยากมาอยู่แผ่นดินเรากันขนาดนั้นอ้ะ (บอกแล้วว่านอกเรื่อง)

  10. Chayanin says:

    ผมกำลังงงพี่ก้อนว่า ถ้าไม่ได้มีอีเวนท์ ไม่มี activity แล้วข่าวจะเป็นยังไง?

  11. ก้อน Masatha says:

    Chayanin Wipusanawa​n >>> อ๋อ ผมไม่ได้แตะประเด็นนั้นครับ (เข้าใจว่าจะมีข่าวได้ ต้องมี event หรือมี activity) แต่กำลัีงจะบอกในทางกลับกันว่า บางเรื่องดูไม่น่ามีเนื้อหาอะไร แต่ event และ activity ก็ชิงพื้นที่ข่าวได้ เช่น เรื่องบุกไปทวงประสาทเขาพระวิหารคืน ด้วยเนื้อหาแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรนะครับ แต่ก็กลับปั่นกระแสขึ้นมาได้ (แล้วมีฅนเห็นด้วย ไปร่วมเดินขบวนด้วยซะอีก) โดยส่วนตัวแล้วก็ยังไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่า การขึ้นไปอ่านแถลงการณ์บนนั้น จะมีมรรคผลอะไรมากพอ ถึงกับต้องตะลุมบอนกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ออกมาขัดขวางด้วยMay-ya Pilanthana​nond >>> เป็นนอกเรื่องที่โดนใจมากครับ ให้กิ๊ฟหนึ่งอัน Paul_012 >>> เรื่องข้อเท็จจริงนี่ เห็นด้วยครับว่ามันชี้ชัดยาก และอาจจะกลายเป็นคิดแทนผู้บริโภคได้โดยไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้พิมพ์ใจผมไพล่ไปคิดถึงอย่างอื่นน่ะครับ (แหะ) เช่นว่า แหล่งข่าวที่เราไปสัมภาษณ์บางฅนก็ชอบพูดความจริงครึ่งเดียว พูดบิดเบือนบ้างอะไรบ้าง ก็เลยคิดว่า เรายังควรจะสัมภาษณ์เจ้าตัวรึเปล่า เพื่อให้รับข้อมูลที่รอบด้าน? (ช่างมันเหอะครับ)Varoot Phasuthado​l >>> ผมคิดว่า PR ชมรัฐบาลอา่จจะไม่น่าสนใจ แต่ที่น่าสนใจตรงที่ว่า เหตุผลที่มารองรับกระมังครับ? แต่สำหรับกรณีนี้ก็น่าเห็นใจนะครับ สมัยเป็นฝ่ายค้าน ร้องแรกแหกกระเชอแทบได้ ยังได้พื้นที่ข่าวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตรงซอกเนื้อในหนังสือพิมพ์ (ฮา) ตอนนี้เป็นรัฐบาลแล้ว พูดอะไรก็เป็นข่าวไปหมด (ตอนนี้เลยชักสงสารฝ่ายค้านปัจจุบันแทน) เรื่องกลไกตลาด เห็นด้วยเลยครับ เราพะวักพะวงกับการแทรกแซงโดยอำนาจของรัฐมากกกกกก แต่การแทรกแซงจากผู้สนับสนุน กลับมีการพูดถึงน้อยมาก ทำไมกันหว่า? (หรือการแทรกแซงของสปอนเซอร์ ยอมรับได้ แต่รัฐแทรกแซงยอมรับไม่ได้?)Jang narangsiya >>> ไปเอาเท่ ผมไม่ค่อยติดใจเท่าไหร่ครับ (เพราะจริง ๆ แล้ว ฅนเราเวลาจะทำอะไรก็ต้องเริ่มต้นจากการเลียนแบบฅนที่เราชื่นชมมาก่อนทั้งนั้น ก่อนจะพัฒนาไปเลเวลต่อไป) ในทางกลับกัน การที่เราอยู่ในสังคมบริโภคนิยม เห็นเงินเป็นพระเจ้า แต่กลับทำให้การรวมตัว เรียกร้องประชาธิปไตย ทำตามอุดมการณ์ (ซึ่งไม่ได้ผลประโยชน์ทางตรงอะไรกลับมาเลย) กลายเป็นเรื่องน่าเลียนแบบได้… ผมว่าเป็นเรื่องที่น่านิยมนะครับ

  12. Chayanin says:

    อ๋อ เข้าใจแล้วครับ มองผิดมุมนี่เอง (ก็ยังว่า ไม่มีอีเวนท์แล้วจะนำเสนออะไร -ฮา)ถ้าย้อนกลับไปมอง ผมว่าหนึ่งในหน้าที่พื้นฐานของความเป็นข่าว ก็คือบอกว่า เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ทำ มันจะยังมีความเป็นข่าวหรือเปล่า? มันก็อาจจะต้องยอมรับว่า คนที่ต้องการพื้นที่ข่าว ก็ทำโดยการสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาแต่มองในอีกแง่หนึ่ง การประท้วงแทบทุกชนิด มันก็เกิดจากการต้องการ attention อยู่แล้วนี่นา? ถึงจะไม่ได้มีหนังสือพิมพ์ ก็ตั้งใจจะเรียกร้องความสนใจของคนผ่านไปผ่านมา สื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ก็แค่ขยาย magnitude ของ effect (ยกเว้นว่า ประท้วงในบ้านตัวเองแล้วหนังสือพิมพ์ดันไปทำข่าว อาจจะบอกได้ว่า หนังสือพิมพ์เป็นตัวสร้าง effect – ฮาอีก)ถ้ามองในแง่พี่ก้อน เราอาจจะลดเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ได้ในระยะยาว โดยการไม่ทำข่าว คนก็จะเรียนรู้และเลิกทำไปในอนาคต แต่มันก็ยังขัดกับ intuition อยู่ดีว่า ถ้าไม่รายงานว่าใครทำอะไร เกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอะไร?ส่วนเรื่องการแทรกแซงจากเอกชน (เห็นตอบมาแว้บๆ) ถ้าถามผม ผมก็เหตุผลเดิมๆ ครับว่า ที่กังวลเรื่องรัฐมากกว่า เพราะรัฐอยู่ด้วยเงินภาษีครับ จบ (จริงๆ นะ) ขยายความคือ เอกชน เรากังวลแค่ว่า ทำให้สื่อแย่ลงยังไง ส่วนรัฐ เรากังวลว่า ทำให้สื่อแย่ลงยังไง และ เอาเงินส่วนกลางของเราไปทำอะไร (หรือถ้ามองแบบรัฐศาสตร์ ก็เป็น เอาอำนาจที่กูให้ไปทำอะไร) มันต้องกังวลมากกว่าอยู่แล้ว

  13. Chayanin says:

    อ้อ อีกอย่างคือ การแทรกแซงโดยเอกชน มันมีการถ่วงดุลกันได้มากกว่าอยู่บ้าง หนังสือพิมพ์นึงเอียงเชียร์บริษัทนึง หนังสือพิมพ์อีกฉบับอาจจะหาทางเพิ่มยอดตัวเองโดยการเปิดโปงบริษัทที่เชียร์ฉบับแรก หรือร่วมมือกับบริษัทคู่แข่งก็ได้ แต่กับรัฐ ถ้ารัฐแทรกแซงแล้ว ฉบับไหนๆ ก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น

  14. ก้อน Masatha says:

    เห็นด้วยว่าควรจะรายงานครับ แต่กำลังคิดว่าการรายงานก็มีหลายเลเวล ตั้งแต่แค่พูดในข่าว พูด+มีภาพ สัมภาษณ์ ทำสกู๊ป ไปจนถึงเกาะติดนาทีต่อนาที (อะไรประมาณนั้น) อย่างข่าวที่ฅนไม่ยืนในโรงหนังตอนร้องเพลงสรรเสริญนี่ แทบไม่มีในรายงานเลยครับ (แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็น self-censor มากกว่า)อ้อ เรื่องความเอียงของสื่อ เห็นด้วยกับป่านว่ามันจะก่อให้เกิดสื่อที่เชียร์อีกฝั่ง แต่ปัญหาก็คือว่า ผู้บริโภคบางทีก็ไม่เสพทั้งสองฝั่ง แต่เลือกเสพฝั่งเดียว แล้วก็โดนปลุกปั่นได้ง่าย… เพิ่งมีข่าวเรื่องนี้ไปเอง ตามลิงค์ (พธม.โดนโจมตีบาน)http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1253688164&grpid=00&catid=00

  15. Chayanin says:

    อืม เรื่องนี้ก็พูดยากนะครับ ปัจจุบัน เข้าใจว่า สื่อเป็นคนเลือก subject to แนวคิดของสื่อเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ ต่อไป อาจจะกลายเป็นว่า s.t. มาตรฐานนี้ แต่คนตัดสินใจก็ยังเป็นสื่อแต่คำถามคือ ถ้าอย่างนั้น โดย ideally แล้ว สื่อทุกสำนักก็ควรจะเหมือนกันหรือเปล่า? แล้วใครต่อใครสามารถออกสื่อของตัวเองมาได้อีกมั้ย? (เช่น บริษัทผมอยากมีข่าว ออกหนังสือพิมพ์ตัวเองได้มั้ย? หรือหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องมีมาตรฐานนี้หมด?)ผมว่า การเลือกเรื่องที่จะให้ความสำคัญ เป็นขั้นตอนตามธรรมชาติของสื่ออยู่แล้ว และคงปรับตรงนี้ไม่ได้ หลักๆ คงเป็นเรื่องของการเพิ่มผู้เล่นในตลาดมากกว่า ส่วนเรื่องคนไม่อ่านทั้งสองฝั่ง ก็คงทำอะไรยาก ถ้าเขาเลือกอยากจะอ่าน ASTV ผู้จัดการ ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอะไรได้ (ยกเว้นจะเป็นเรื่องของการควบคุมด้านการปลุกระดมผิดกฎหมาย ซึ่งก็ต้องตีความอีก และพวกเรื่องหมิ่นประมาทต่างๆ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s