การเมืองเรื่องคลั่งชาติ

Posted: November 16, 2009 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

จริง ๆ
แล้วตัวเองมีนโยบายว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมืองติดกันสองหน
คือพยายามจะเกลี่ยเนื้อหาไปเรื่องอื่น ๆ บ้าง
เพราะเข้าใจว่าบรรดาแฟนานุแฟนของบล็อกนี้ก็มีรส สะ นิยมที่หลากหลาย
บางท่านก็ไม่เอาการเมืองเลย (เช่นพี่ณัช หรือน้อง ๆ ม.ปลาย) ผมเองก็เลยพยายามจะสลับเนื้อหาหนักเบาบ้าง
เขียนหลายเรื่องให้แตกต่างกันบ้าง (หาใช่ว่าถนัดเขียนแต่เรื่องความเมือง กับ
การรัก อย่างที่น้องเหมดไลน์กล่าวอ้างแต่อย่างใด
ฮา)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ครั้งนี้ กรูขอ แล้วกัน…

***

ส่วนแรก

ช่วงนี้มีกระแสเรื่องการ คลั่งชาติ โจมตีเข้ามาหนาหูมาก
กล่าวคือ มีการโต้ตอบโต้แย้งว่าอย่าใช้ชาติเป็นเครื่องมือ
หรืออย่าคลั่งชาติจนเกินไป (อีกทั้งการตัดพ้อน้อยใจทำนองว่า
อย่าผลักฅนที่ไม่เห็นด้วยไปเป็นฝ่ายเขมร)

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า
เว็บที่ผมเข้าไปหาข้อมูลหลัก ๆ ไม่ใช่
ASTV หรือเว็บของรัฐบาล (ข้อมูลของรัฐบาลที่อ่านจากสื่อส่วนใหญ่อ่านแต่การทำงาน
ประเภทคำสัมภาษณ์ของคุณเทพไทที่น้ำเยอะ ๆ มักจะข้ามไป)
เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยทราบเท่าไหร่ว่า ในหมู่อำมาตย์และรัฐบาลปัจจุบันอ้างคำว่า
ชาติอย่างสิ้นเปลือง ปลุกปั่น และไร้เหตุผลแค่ไหน

ในทางกลับกัน สื่อที่เกล้ากระผมเสพ (หลัก ๆ
ก็คือประชาไท กับ ราชดำเนิน) ซึ่งจิตสำนึก (
consciousness) ในเรื่องชาติก็เจือจางอยู่แล้ว ปัญหาที่ผมขบคิดมาในช่วงหลายวันมานี้ก็คือ

 

คลั่งชาติแปลว่าอะไร?
และมีเส้นแบ่งระหว่างคลั่งชาติ กับ รักชาติ ต่างกันตรงไหน?

 

ก่อนจะไปถึงคำว่าคลั่งชาติได้
ก็ต้องนิยามให้ตรงกันก่อนว่า ชาติ คืออะไร?
ซึ่งแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ถกกันป่านชญานินทาง
twitter ร่วม 70-8 tweets ท่วม (flood) กันเป็นหน้า ๆ แต่โชคดีที่ไปเถียงกันตอนตี2-ตี3 ข้าวตูเลยไม่เข้ามาบ่นว่า flood twitter นะเมิง (ฮา)

 

เอาล่ะ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
ผมขอให้นิยามของคำว่าชาติ(ซึ่งดาดมาก ๆ)
อันหมายความถึงสิ่งสมมติที่มีองค์ประกอบคือ

1.    
ดินแดน
(ขอบเขตอธิปไตยทางกายภาพ)

2.    
ประชากร (เจ้าของอธิปไตย)

3.    
รัฐบาล (ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย)

4.    
อำนาจอธิปไตย
(อำนาจอธิปไตย)

อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ 4 อย่าง ผมอนุมานว่า เกี่ยวข้องกับคำว่า ชาติ ไปโดยปริยาย

Note บางฅนอาจจะเถียงว่า นั่นมันนิยามของรัฐไม่ใช่เหรอ (รัฐ, ชาติ, ประเทศ ต่างกันอย่างไรผมยังไม่ทราบเลย
เคยถามเพื่อนแล้วคลับคลาว่า มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มองฅนละมุมในแง่ การปกครอง
/เชื้อชาติ/ภูมิศาสตร์ ตามลำดับ)

 

ส่วนคำว่า ผลประโยชน์ของชาติ ผมหมายถึง ผลประโยชน์
หรือความมีเสถียรภาพขององค์ประกอบทั้งสี่อย่างข้างต้น

คำว่า รักชาติ ก็แปลได้ว่า
มีความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ หรือความมีเสถียรภาพขององค์ประกอบทั้งสี่ดังที่กว่ามาแล้ว

(ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมจะไม่ลงลึกในข้อขัดแย้งอย่างเช่น
ผลประโยชน์ของประชากร กับผลประโยชน์ของรัฐบาล บางทีก็ขัดกันเอง จะทำอย่างไรดี? คิดว่ามันซับซ้อนเกินเอนทรีนี้ไปหน่อยน่ะครับ)

 

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเอนทรีนี้ก็คือ ผมคิดว่า
วิวาทะระหว่างสองกลุ่ม อันได้แก่กลุ่มรักชาติ กับกลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ ก็คือการนิยามคำว่า
ผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน

ผลประโยชน์ของกลุ่มรักชาติ
จะรวมไปถึง เกียรติยศ ศักด์ศรี ความรู้สึกในเชิงนามธรรมเข้าไปด้วย

ผลประโยชน์ของกลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ
ในทางกลับกัน จะมีขอบเขตแค่ผลประโยชน์รูปธรรมที่จับต้องได้ เป็นเม็ดเงิน
ไม่รวมไปถึงความรู้สึกอันเลื่อนลอยวัดค่าไม่ได้ต่าง ๆ

 

(แต่ทั้งสองนี้มองเหมือนกันก็คือ
คำว่าผลประโยชน์ของชาติ ไม่ต้องหมายความรวมถึง
ประชากรทั้งหมดจริง ๆ แค่บางส่วนก็ใช่แล้ว เช่น อะไรที่กระทบความรู้สึกของฅนไทยบางส่วน
ก็ถือว่า กระทบความเป็นชาติแล้ว หรือ อะไรที่กระทบกับการทำมาหากินของประชาชนตามแนวชายแดน
ไม่ต้องทั้งประเทศ ก็คือว่ากระทบความเป็นชาติแล้ว)

 

เมื่อเรามองเห็นข้อแตกต่างสองประการนี้แล้ว
ก็จะทำความเข้าใจกรอบความคิดที่ปะทะกันได้ดีขึ้น

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า การกระทำใด ๆ
ของกัมพูชา (ทั้งการตั้งที่ปรึกษา การให้สัมภาษณ์
การออกแถลงการณ์โจมตีกระบวนการยุติธรรม) และกระทบกับความรู้สึกของฅนไทยบางส่วน
จะทำให้กลุ่มรักชาติ ยอมไม่ได้ และลุกขึ้นมาออกแอ็คชั่น ในขณะเดียวกัน
กลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ จะมองเรื่องนี้ด้วยความไม่เข้าใจ และบอกว่า
การกระทำของกัมพูชา
ไทยไม่เห็นจะเสียผลประโยชน์ตรงไหนหนิ

 

หรือแม้กระทั่งถ้ามองย้อนกลับไปสมัยเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร
ก็จะไม่แปลกใจว่า ทำไมกลุ่มรักชาติถึงจะเป็นจะตายกับพื้นที่
4.6 ตารางกิโลเมตร (เพราะดินแดนเป็นองค์ประกอบแรกของการเป็นชาติ
และเป็นในเชิงสัญลักษณ์ด้วยซ้ำ) ในขณะที่กลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ
ก็จะไม่เข้าใจเลยว่า พื้นที่ไกลปืนเที่ยงที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้ประเทศสักกี่อีแปะ
ทำไมจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้ (เทียบเม็ดเงินกับการค้าชายแดน
การค้าชายแดนสำคัญกว่าเห็น ๆ)
ก็เพราะไม่ได้รวมกรอบความคิดในเชิงนามธรรมนี้เข้าไปด้วย

 

ผมเองคงจะไม่ฟันธงว่า กรอบความคิดแบบไหน
ดีกว่าแบบไหน (นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของเอนทรีนี้) แต่คิดว่า
การพยายามทำความเข้าใจกรอบความคิดที่แตกต่างทั้งสองฝ่าย ก็จะช่วยให้ทำใจยอมรับ
ปรากฎการณ์ต่าง ๆ ในสังคมได้มากขึ้น(ดีกว่ามานั่งน้อยอกน้อยใจว่า
ทำไมมรึงต้องผูกขาดความรักชาติไว้ฅนเดียว
หรือทำไมมรึงต้องหาว่ากรูเป็นพวกแขมร์ด้วยล่ะว้อย)

อย่างไรก็ตาม
ผมไม่ได้มีปัญหาถ้าฅนรอบตัวจะยึดกรอบแบบใดแบบหนึ่ง ขออย่างเดียว
ถ้าจะใช้กรอบไหนก็จงใช้ให้สุดทาง ไม่ใช่กลับ ๆ กลอก ๆ ไปมาประมาณว่า

รมต.ของเราไปด่าเค้าก่อน (แม้จะทำก่อนรับตำแหน่ง
และเป็นส่วนตัว) เพราะงั้นเค้าจะทำอะไรกับเรา ก็จงก้มหน้าก้มตายอมรับ
’ — ประโยคนี้ใช้กรอบที่ให้ความสำคัญกับนามธรรม

แต่เวลาเค้าด่าเราบ้าง (ด่าทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง
และทำในนามรัฐบาล) 
ก็ห้ามทำอะไรตอบโต้เด็ดขาด
’ — แต่ประโยคนี้กลับใช้กรอบที่ไม่สนนามธรรม

 

ผมยังทำใจกับกรอบความคิดสองมาตรฐานเช่นนี้ไม่ได้น่ะครับ…

***

ส่วนสอง

สำหรับบทสัมภาษณ์ของคุณทักษิณใน timesonline ผมอ่านทั้ง 12 หน้าแล้วก็คิดว่า
ไม่ผิดมาตรา
112 ของป.อาญาแน่ ๆ และไม่สามารถเอาผิดอะไรตามกฎหมายได้
(แต่สามารถใช้เล่นงานทางการเมืองได้เต็ม ๆ)

ข้อความที่คุณทักษิณพูดอาจจะไม่เหมาะสมในแง่ที่ว่า
เป็นการพูดถึง
อนาคตที่ยังมาไม่ถึง (การเปลี่ยนรัชกาล) ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่ความผิดของคุณทักษิณตรง ๆ ด้วย
เพราะเท่าที่อ่าน ไทมส์เป็นฅนชงคำถามนี้ขึ้นมาเอง ส่วนตัวผมแล้ว
เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่น่าจะพูดออกสื่อ แต่อย่างไรก็ไม่ใช่การ
หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ฯลฯ อย่างแน่นอน

ถ้าจะมีส่วนที่ไม่เหมาะสมในมุมมองของผมบ้าง
ก็อย่างเช่นการพูดในเชิงว่า สถาบันถูกหลอกใช้
หรือการเรียกร้องให้ในหลวงลงมาแก้ปัญหาทางการเมือง ทั้ง ๆ
ที่จุดยืนก่อนหน้านี้ก็พูดมาตลอดว่าบ้านเมืองมันยุ่งเพราะองคมนตรีลงมาข้องเกี่ยวการเมือง
แต่พอตนเองมีปัญหากลับเรียกร้องให้บุคคลที่อยู่สูงยิ่งกว่าองคมนตรีลงมาข้องเกี่ยวกับการเมืองเสียอีก…
จนผมก็ชักงงว่าจริง ๆ แล้วจุดยืนของคุณทักษิณคืออะไรกันแน่ (หรือจริง ๆ
แล้วคุณทักษิณเองก็ไม่ได้มีจุดยืนอะไร ฮา)

 

ผมก็เลยยังทำใจกับความเป็นสองมาตรฐานของคุณทักษิณเช่นนื้ไม่ได้น่ะครับ…

Comments
  1. Chayanin says:

    ว่าจะไม่คอมเมนต์การเมืองติดกันสองเอนทรี่เหมือนกัน (ฮา)ถ้าความหมายทั่วไป ชาติกับรัฐมันก็ใช้กันได้แบบ interchangably จริงๆ แหละครับ ถ้าไม่พูดถึงความหมายที่เฉพาะเจาะจงจริงๆ (แต่อย่างสกอตแลนด์ เราอาจจะเรียกเป็นชาติ แต่ไม่เป็นรัฐ? ช่างมันเถอะ)รู้สึกที่เถียงกันวันนั้น จะเพราะผมมองแค่ประชากร (หรือสังคม ซึ่งผมจำกัดอยู่แค่คน) มากกว่าจะมองเรื่องชาติครับ (เพราะอย่างที่ว่า ชาติมันรวมอย่างอื่นอย่างดินแดนไปด้วย ตามนิยามพี่ก้อน) ผมคิดว่า ดินแดนมันสำคัญ ก็ในฐานะที่มันเป็นทรัพยากรที่สามารถพัฒนา well-being ของประชากร ไม่ใช่ในฐานะตัวมันเอง (สรุปว่าผมเป็นพวกหลังหรือเปล่า?)(หรือจริง ๆ แล้วคุณทักษิณเองก็ไม่ได้มีจุดยืนอะไร ฮา) –> แหม อย่าตอกย้ำอย่างนี้สิครับ (ฮา x2)

  2. ก้อน Masatha says:

    ของป่านน่ะ แบบหลังชัวร์ เหอ ๆ พูดถึงเรื่องสองมาตรฐาน ขอบ่นอีกหน่อย เวลาอ่านในเว็บประชาไท ชอบมีบทความประมาณว่า อย่ามาหาว่าประชาชนซื้อเสียงนะ ประชาชนไม่ได้โง่ ไม่ได้โดนนักการเมืองหลอก ประชาชนรู้ดีที่สุดว่าต้องการอะไรพอมาวันนี้ เพิ่งอ่านอีกบทความ บอกว่า กลัวประชาชนจะถูกหลอก ถูกปลุกปั่นเรื่องชาตินิยม โดยพันธมิตรอ้าว ไหนว่าประชาชน ฉลาด ไง(ฟระ)

  3. Chayanin says:

    แหม อาจจะคนละคนก็ได้นี่ครับ (แก้ตัวๆ ฮา)พูดถึงคอมเมนต์ประชาไทแล้ว ผมก็กดเข้าไปอ่านทุกทีครับ ถึงอ่านแล้วจะรู้สึกว่ามันบ้าก็เถอะ (แต่อยากรู้ว่า คนแต่งกลอนลงคอมเมนต์นี่ เขาแต่งไว้ล่วงหน้าหรือแต่งกันสดๆ)

  4. c e r e a l says:

    *** พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ***คลั่ง ๑ [คฺลั่ง] ก. แสดงอาการผิดปรกติอย่างคนบ้า, เสียสติ; โดยปริยาย หมายความว่า หลงใหลในบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น คลั่งดารา, หมกมุ่นอยู่กับงานหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น คลั่งอำนาจ คลั่งเล่นกล้วยไม้, คลั่งไคล้ ก็ว่า. จะรัก ..หรือจะคลั่ง .. ก็อย่าฆ่ากัน ก็แล้วกันค่ะ

  5. Chayanin says:

    พี่ก้อนว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้สังคม mature ขึ้นในเรื่องพวกนี้ครับ?

  6. ก้อน Masatha says:

    คิดว่ามี 2 ทางครับทางแรก อาจจะฟังดูโหดร้ายหน่อย ก็คือว่า เราจะเรียนรู้ได้ หลังจากเกิดการสูญเสีย (ว่ากันว่า หลัง 6 ตุลา 14 ตุลา และอะไรตุลาต่าง ๆ นานา เราอดทนกับม็อบได้อย่างไม่น่าเชื่อ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีม็อบประท้วงกันเป็นร้อย ๆ วัน โดยไม่มีความรุนแรง)อ้อ เรื่องรัฐประหารก็เหมือนกัน ถึงจะน่าเสียดายว่ามันยังมีอยู่ แต่ก็ ‘ช้า’ กว่าที่หลายฅนคาดการณ์ไว้มากสรุปว่า ถ้ามันฆ่ากันจนตายไปข้าง หรือมีสงครามกลางเมืองสักครั้ง ก็จะ mature ขึ้นอย่างรวดเร็ว (หวังว่าไม่ต้องเป็นแบบนั้น)- อีกเรื่องคือสื่อสารมวลชน ยิ่งเปิดพื้นที่ให้เห็นเท่าไหร่ มีการแสดงความเห็นรอบด้านเท่าไหร่ ก็จะยิ่งถ่วงดุลความสุดโต่งได้ดีเท่านั้น เพิ่งอ่านมติชนเมื่อวาน บอกว่าสมัยนี้มีสื่อ ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุ ทางหนึ่งมองว่ากระบวนการปลุกปั่นเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น ASTV) แต่ผู้สัมภาษณ์ก็มองว่า ในทางกลับกัน ประชาชนก็มีความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น เพราะมีสื่อให้เสพมากขึ้น และถ่วงดุลกันมากขึ้นถ้าเปิดมุมมองว่า คิดต่างได้ แต่ห้ามรุนแรง ให้มันฝังรากเข้าไปในทุก ๆ ที่ ก็จะดีไม่น้อย (ถ้าเป็นไปได้ อย่าปลูกความเกลียดชัง และคำหยาบคายไปด้วยก็จะดี แต่อาจจะหวังยากหน่อย เพราะถ้าไม่ฮาร์ดคอร์ มันจะเรียกแฟน ๆ ไม่ได้ เฮ้อ)

  7. Chayanin says:

    ที่ถามก็เพราะคำตอบที่นึกออกชัดที่สุดก็คือทางแรกครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s