นาน ๆ ทีขอพูดเรื่อง ‘ถาบันหน่อย

Posted: April 24, 2010 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร
จริง ๆ แล้ว
ตั้งใจว่าจะไม่อัพบล็อกเกี่ยวกับการเมืองสักพักน่ะครับ
เพราะแค่เสพข้อมูลจากข่าวอย่างเดียวก็อยากอ้วกแล้ว
แต่เอนทรีนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองตรง ๆ (มั้ง?) คงไม่เป็นไร (รึเปล่า?)

จะว่าไป ที่บ้านเคยเตือนว่า อย่าอัพบล็อกจักร ๆ
วงศ์ ๆ มาก เสียวคุก แต่ผมว่าผมเห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนนะครับ เลยไม่ห่วงอะไร

***

เรื่องของเรื่องก็คือ เพิ่งถกกับเพื่อนใน FB เองครับ เวลาพูดก็พูดเลี่ยง ๆ น่ะนะฮะ แต่เราก็รู้ดีว่าพูดถึงอะไรอยู่

เพื่อนก็ตั้งข้อสังเกตว่า เวลาใครมาพูดเรื่องสมถะ
พอเพียง แต่เวลาจัดงานวันเกิด จัดเสียใหญ่โต มันจะขัดแย้งกันเองรึเปล่า?

ตอนนั้นผมก็แย้งไปว่า ถ้าไม่ได้จัดเอง
แต่ฅนอื่นจัดให้ ก็ไม่น่าจะแปลว่าเจ้าของวันเกิดเป็นฅนฟุ่มเฟือยนา
(แล้วก็โดนตอบกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะห้ามเสียหน่อย
ไม่ให้มันดูเว่อร์เกินไป… ซึ่งต้องว่ากันอีกที)

หลังจากนั้น ผมก็เลยมานั่งตรองดูครับ ว่า เอ๊ะ
เวลาเราบอกว่า ฅนไหนเป็นฅนฟุ่มเฟือย ฅนไหนเป็นฅนสมถะ เรามีวิธีดูยังไงกันนะ? เพราะถ้าเรามีรายได้ต่างกันมาก
ๆ เราคงใช้กรอบมาตรฐานเดียวกันมาวัดไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น สมมติผมดูหนังเดือนละ 2 เรื่อง … ถ้าเป็นฅนอดมื้อกินมื้อ แค่หาข้าวสารมากรอกหม้อยังยาก
ดูหนังนี่คงนับว่าเป็นความฟุ่มเฟือย แต่ถ้าผมรวยระดับเสี่ยพันล้าน จะไปดูคอนเสิร์ต
Girl
Gen 
บัตร 5,000 บาท ก็คงไม่รู้สึกว่าตัวเองใช้จ่ายเกินตัวอะไร

เพราะงั้นผมเลยใช้กรอบความคิดแบบ ทางเลือกครับ ก็คือว่า ฅนเราบางฅนมีทางเลือกในชีวิตไม่มากนัก
ก็ต้องใช้ชีวิตไปแบบนั้น (คือเลือกไม่ได้) แต่ถ้าฅนเรามีทางเลือกมาก ๆ (มาก ๆ มาก
ๆ) แล้วเรายังจะเลือกทางนั้นอยู่รึเปล่า?

สิ่งที่เราเลือก ก็จะเป็นตัวบอกเอง
ว่าเราเป็นฅนอย่างไร


 ผมก็ลองคิดว่า ถ้าผมมีเงินมาก ๆ (ขนาดที่ว่าเทียบในหมู่ครอบครัวที่เหมือน
ๆ กันแล้วรวยที่สุดในโลก จนเว็บไซต์โดนปิด)

1.         1. ถ้าผมรวยระดับนั้น….
เวลาผมหาซื้อหมาสักตัว ก็คง
ซื้อหมาแพง ๆ
เป็นพันธุ์แท้ไปเลย ยิ่งถ้ายกให้เป็นสัตว์เลี้ยงประจำตัวด้วย
คงต้องเอาแบบดูดีมีสกุลรุนชาติหน่อย ไม่คงเอาหมาข้างถนนมาเลี้ยงแน่ ๆ

(เวลาเห็นฅนมีตังค์
แต่เลี้ยงหมาหลังอานเนี่ย อายเค้าบ้างไหม?)

2.   

2.             2.  ถ้าผมรวยระดับนั้น…
บ้านผมคงสร้างแบบหรูหราอลังการ อาจจะสั่งหินอ่อนมาจากอิตาลีก็ได้
จะได้เป็นหน้าเป็นตาเสียหน่อย

…คงไม่คิดเอาสวนหลังบ้านตัวเอง
มาปลูกผักปลูกหญ้า เลี้ยงวัวหรอกครับ (พาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยว ยังงงเลยว่า
ทำไมอยู่ดี ๆ มีฟาร์มอยู่ใจกลางกรุง)

3.     

–              3.  ถ้าใครจำได้
หลายปีก่อน เคยมีแคมเปญรณรงค์ที่คณะทันตแพทย์ศาสตร์จุฬา ตอนนั้นเห็นบอกว่า
เด็กจุฬาฟุ่มเฟือยไฮโซ (ขอโทษที่พาดพิงนะครับ) ก็เลยมีการเอาหลอดยาสีฟันที่ใช้
ถ่ายรูปมาให้ดูว่า เออเนอะ ขนาดพ่อของเรา เวลาบีบหลอดยาสีฟัน ยังบีบจนสุดหลอด
บุบบิบบู้บี้กันเลยทีเดียว ก็เลยเป็นเครื่องเตือนใจว่า
จะใช้อะไรก็ควรใช้ให้คุ้มค่า ไม่ใช้ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ

…เอามาเล่าตอนนี้
อาจจะมีบางฅนเห็นว่า
มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่มีทีมงานวางแผนประชาสัมพันธ์มาก่อนแล้ว
…แต่บอกตามตรงนะครับ ของแบบนี้เนี่ย ถ้าไม่ได้ทำจนติดเป็นนิสัยแล้วเนี่ย
ไม่มีทางคิดมุขพรรณนี้ออกแน่ 

      4.  สุดท้าย เรื่องนี้สิบกว่าปีแล้วครับ
ตอนนั้นนั่งคุยกับอาจารย์ เห็นอาจารย์ใส่ถุงเท้าขาด นักเรียนเลยแซว
อาจารย์ก็เล่าให้ฟังว่า
ตอนครูไปเข้าเฝ้าฯนะโว้ย
แอบเห็นในหลวงใส่ถุงเท้าขาดด้วย แบบนี้เค้าเรียกใช้ชีวิตตามรอยพระบาทว่ะ
พร้อมหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ

 

…ก็เป็นเรื่องฟังมาอีกทีนะครับ
เพราะงั้นไม่ยืนยันความถูกต้อง แต่เรื่องมันนานมาก ๆ แล้ว
แล้วคุยกันเองภายในกลุ่มเล็ก ๆ
เพราะงั้นก็นึกไม่ออกว่าอาจารย์จะมีแรงจูงใจอะไรที่จะโกหก
(ไม่เหมือนตอนนี้ที่เวลาใครพูดอะไร ก็ดูจะมีวาระแฝงไปเสียหมด)

 

นี่แค่ที่นึกออกน่ะนะครับ
บางฅนก็อาจจะบอกว่า นี่มันเป็นฉากหน้า เป็นแผนประชาสัมพันธ์ แต่ส่วนตัวแล้ว
ผมยากที่จะเชื่อว่า มีฅนที่จะสร้างภาพ หรือว่า เฟค ได้เป็นสิบ ๆ ปีน่ะนะครับ (
60 ปีแล้วด้วย) ถ้าไม่ใช่ฅนที่มีนิสัยแบบนั้นจริง ๆ มันก็ต้องหลุดอะไรออกมาเห็น
ไม่เนียนขนาดนี้แล้วล่ะครับ

 

แล้วที่สำคัญก็คือว่า
ทุกฅนก็รู้ว่า การประหยัด การอดออม เป็นสิ่งที่ดีกับชีวิตแน่ครับ ต่อให้รวยแค่ไหน
ถ้าเอาแต่ใช้จ่ายเกินตัว สักวันมันก็หมดไปอยู่ดี ผมก็ออกจะสงสัยว่า
เราจะพยายามบิดเบือนคำว่า

ประหยัด อดออม สมถะ กลายเป็น

เจียมเนื้อเจียมตัว
ใครจนมันก็ต้องจนต่อไป อย่าคิดเผยอหน้าอยากใช้ของแพง ๆ
ไปได้ยังไงกัน?

 

เวลาเราไม่ชอบใคร
เราถึงกับต้องดิสเครดิตฅนฅนนั้น มากขนาดนี้เลยหรือครับ?

 

***

เรื่องที่สอง

เวลาเราจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร
ฅนก็มักจะบอกว่า เนี่ย เห็นไหมว่าเราพูดข้อเสียไม่ได้ เพราะติดม.
112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)

 

ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มันเว่อร์ไปรึเปล่า
เหมือนกับว่ากฎหมายข้อนี้มันถูกระบายสีให้ดูน่ากลัวเกินจริง
(เหมือนสมัยที่ระบอบทักษิณถูกสร้างภาพให้ดูน่ากลัวเกินจริง) เวลามีอะไรดี ๆ ขึ้นมา
(เช่น จัดงานเฉลิมฉลอง ดัชนีความสุขฅนไทยพุ่งปรี๊ด) ก็บอกว่า เพราะข้อเสียมันพูดไม่ได้น่ะสิ
จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก
!

 

ผมคิดว่า ถ้าเราตีเส้นแบ่งชัดเจนครับ
เอาง่าย ๆ เคสขององคมนตรีก็ได้ ถ้าเราบอกว่า เราวิพากษ์วิจารณ์องคมนตรีได้
เพราะองคมนตรีไม่ใช่สถาบัน

 

แบบนั้นง่ายเลยครับ
เราใช้กรอบเดียวกันได้ สามารถวิพากษ์วิจารณ์องค์กรต่าง ๆ
ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนองพระราชดำริได้ง่ายมาก ๆ

 

เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์โครงการในพระราชดำริได้
เราพูดถึงการทำงานของมูลนิธิต่าง ๆ ได้ ว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน
มีอะไรไม่ชอบมาพากลรึเปล่า เวลาเอาเสื้อเอาสินค้ามาขายแอบเม้มเงินไปบ้างไหม?

เราสามารถพูดถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ
ได้ เราสามารถพูดถึงการจัดงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ได้ ว่าคุ้มค่าแค่ไหน พอเพียงรึเปล่า
ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน….โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแตะต้องกับสถาบันในฐานะปัจเจคชนเลย

 

พูดได้ครับ
(ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับองคมนตรีนะ)….. ไม่ใช่
จงใจไม่พูด… เพื่อที่จะบอกว่า
เห็นไหมล่ะสถาบันไม่ดีเพราะเราวิจารณ์ไม่ได้

 

มันฅนละเรื่องกัน(ว้อย)!

 

***

สุดท้าย
หลายฅนอาจจะสงสัยว่า ทำไมไม่รัก? เหตุผลมันก็มีสองอย่างครับ

1.    
ข้อดีที่ฟัง ๆ มา
คิดว่ามันเป็นโฆษณาชวนเชื่อเสียหมด เลยปฏิเสธมันไปเสียทุกอย่าง (ปิดหูปิดตา)

2.    
ไปเจอข้อเสียมา
แล้วเจ้าตัวไม่มีโอกาสชี้แจง มันเลยสะสมความรู้สึกด้านลบไปเรื่อย ๆ
(ผมฟังพันธมิตรด่าทักษิณข้างเดียว โดยไม่ฟังความอีกข้าง ผมยังเกลียดเลยครับ ฅนอะไร
เหี้ยจริง ๆ)

แต่ก็อยากทิ้งท้าย
(เคยเขียนข้อความนี้ใน
FB ฅนอื่นแล้ว)

เราโดนฝังหัวแต่เด็กว่า
ประเทศเราประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

บางฅนไม่นับถือศาสนาอะไรเลย
ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นฅนเลว

บางฅนตั้งข้อสงสัยว่า
ทำไมเราต้องรักชาติ? แต่เสียภาษีทุกปี ไม่เคยทำผิดกฎหมาย เราก็อยู่ร่วมกันได้

เพราะงั้น
ถ้าจะมีฅนไม่รักอย่างที่สามอย่างสุดจิตใจบ้าง

คงไม่ถึงกับว่า ไม่ใช่ฅนไทยหรอกนะครับ?

 

 

 

 

 

Advertisements
Comments
  1. praew says:

    พี่ก้อนคะ ก่อนที่ป่านจะเข้ามาคอมเม้นแพรวรักในหลวงสุดหัวใจค่ะ สุดชีวิต และเทิดทูนให้เป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตเพื่อคนอื่นไม่เคยเสียใจเลย ที่เป็นคนไทยขอบคุณที่เขียนบลอกนี้ค่ะพี่ก้อน

  2. ก้อน Masatha says:

    …. อ่านคอมเมนท์แพรวแล้วสงสารป่าน (เดี๋ยวฅนอื่นเข้าใจป่านผิดแย่)

  3. praew says:

    คือถ้าป่านจะเข้ามาคอมเม้น อาจจะเถียงกับป่านต่อ แล้วคอมเม้นที่ออกมา จะไม่ใช่คอมเม้นที่ออกมาจากใจจริงๆหลังจากอ่านบลอกเพียวๆแล้วไงคะเออ พี่ก้อนนี่นอนดึกเนอะ

  4. Chantiga says:

    เพิ่งรู้จักบล็อคนี้ไม่นาน แต่เขียนหัวข้อนี้ได้น่าสนใจดีนะคะ :)อ้อ…ขอบคุณในนี้ละกันที่รับเป็นเพื่อนใน FB ^^โดยส่วนัว รักในหลวง มากค่ะ เวลาชาวต่างชาติถาม แรกๆตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรัก แต่ตอนนี้ ตอบได้แล้ว เพราะรู้สึกถึงรักที่ได้รับ ค่ะ

  5. Belle says:

    ถ้าเหตุผลที่ว่า ทำไมไม่รัก มันมีแค่2ข้อ เหตุผลที่ว่า ทำไมคนไทยรักในหลวง คงมีเป็นร้อยข้อค่ะแบลล์คิดว่า คำว่าพอเพียง ไม่ใช่การให้อยู่อย่างจนๆ แต่คือการให้อยู่อย่างพอดี ตามฐานะ โดยไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่นค่ะแล้วที่มีเว็บไซต์บอกว่า รวยที่สุดนั้น ไม่จริงเลยค่ะ เคยอ่านเมลที่เป็นคำชี้แจงค่ะ เขาบอกว่า ทรัพย์สินของในหลวง จะมีสองแบบคือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งจำนวนนี้ไม่ได้มีมากจนเกินควรเลย อีกส่วนคือ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ค่ะ ซึ่งถูกยึดเป็นของรัฐบาลไทยไปแล้วตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งคือที่ดินต่างๆมากมายในกรุงเทพ สำนักงานหลายๆแห่ง โรงเรียนหลายๆโรงเรียน วัด และอื่นๆอีกเยอะแยะค่ะ ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงมีรายได้จากส่วนนี้เลยค่ะ และมันเป็นสมบัติของแผ่นดินไทยที่พระองค์สละให้ไว้ ถ้าพี่ก้อนอยากทราบรายละเอียด แบลล์ไปค้นเมลเก่าๆมาให้อ่านได้ค่ะแบลว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยมี คือมีพระมหากษัตริย์ที่ดีๆแบบนี้ ข้อดีมากมายที่พี่ก้อนบอกว่า ปิดหูปิดตา ก็ทำไมปิดหูปิดตาซะละคะ ทำไมไม่ลองเปิดหูเปิดตาแล้วค้นคว้า ศึกษาดูเอาว่า โครงการ พระราชกรณีกิจ อะไรต่างๆมากมายที่พระองค์ทรงทำให้แก่ประเทศไทยมันมีจริงแค่ไหนมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แบลเชื่อว่าพี่ก้อนเป็นคนฉลาดค่ะ อยากให้เปิดหูเปิดตาแล้วก็เปิดใจ ฟังทุกๆอย่างจากทุกๆทางแล้วนำมาใช้วิจารณญาณด้วยตัวของตัวเองดูก่อน แบลไม่เสพสื่อข้างเดียวค่ะ ไม่ใช่คนที่ไปฟังเอเอสทีวีเป่าหูด่าๆๆจนเกลียดทักษิณแน่ๆ แต่ฟังว่าทำไมคนถึงได้เกลียด ดูว่าเค้าโกงกินอะไรประเทศของเราไปบ้าง ซึ่งระดับเราคงไม่มีปัญญาไปพิจารณาได้หมดค่ะว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ศาลก็รับเอาหลักฐานของทั้งสองฝ่ายไปพิจารณาแล้วตัดสินออกมาแล้วค่ะว่าอะไรผิดอะไรถูกซึ่งจุดประสงค์หลักของเสื้อแดงบางพวก แบลว่าพี่ก้อนก็ทราบว่าคือการล้มเจ้าแน่นอน และเปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศไทย คิดว่ามันดีเหรอคะ ที่จะล้มล้างกษัตริย์ดีๆ ที่ทรงมีทศพิธราชธรรม เสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประชาชนชาวไทย ตรากตรำงานหนักเพื่อประเทศของเรามามากมาย เพื่อเอานักการเมืองที่มีความโลภ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เข้ามาโกงกินชาติบ้านเมือง นึกสภาพประเทศไทยตอนนั้นไม่ไหวค่ะ อยากให้คนไทยทุกคนช่วยกันปกป้องประเทศไทยประเทศไทยของเราอยู่มาหลายร้อยปีอย่างสงบสุขร่มเย็นใต้พระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่ทรงเห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง เป็นพ่อ เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ไม่อยากให้ระบบอันงดงามนี้ต้องสูญสลายไปด้วยความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างที่ลูกกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งมีต่อพ่อ ถ้าถึงวันนั้น ประเทศไทยแตกแยกอย่างหนักแน่นอนค่ะ อย่างไม่มีทางแก้ไขอีกต่อไปที่ถามว่า ทำไมต้องมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เพื่อรวมประเทศไทยเอาไว้ให้เป็นประเทศไทย ไม่ใช่ให้เป็น แคว้นเชียงใหม่ เมืองนู้นเมืองนี้ หรืออะไร เพราะเรามีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ที่รวบรวมประเทศเอาไว้เป็นปึกแผ่น เป็นศูนย์รวมดวงใจของไทยทั้งชาิติ มีศาสนา ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไรก็ตาม พี่ก้อนลองคิดดูสิคะว่า ถ้าคนไทยทุกคนไม่มีศาสนา ประเพณีเดียวกันสืบทอดกันมา ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน หลายภาคหลายภาษา จะเกิดคำว่าชาติ ขึ้นได้อย่างไร คงต่างคนต่างอยู่ แตกแยก และน่ากลัวมากเลยค่ะ คงไม่ใช่ประเทศไทยที่อบอุ่นน่ารักแบบที่เคยเป็น พี่ก้อนลองไปยุโรป หรืออเมริกาหรือประเทศอื่นๆ จะรู้เลยว่าเย็นชามาก อยู่ได้อย่างไม่สุขใจเท่าประเทศไทยของเรา ที่รักกันเหมือนพี่น้อง ทุกๆคนเรียกกันเป็นลุงป้าน้าอา เพราะมีพ่อคนเดียวกัน ก่อนที่จะมีคนเห็นแก่ตัวกลุ่มเล็กๆมายุยงให้แตกแยกขอโทษที่เขียนยาวค่ะ ไม่ทราบว่าพี่ก้อนจะอ่านรึเปล่า แต่อยากแสดงความคิดของตัวเองค่ะ ถ้ามีส่วนไหนที่ทำให้พี่ก้อนไม่พอใจอะไรก็ขอโทษด้วยนะคะลบได้ทันทีค่ะ : )แบลเกิดในครอบครัวทหาร มีคุณพ่อเป็นแพทย์ประจำพระองค์ จึงรู้สึกผูกพันกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัก เคารพเป็นอย่างมากรู้สึกดีใจจริงๆที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้เป็นลูก ของพ่อหลวง ที่ดีที่สุดในโลกค่ะ รักในหลวงสุดหัวใจค่ะ โดยไม่ได้โดนกรอกหูมา แต่สัมผัสได้ และมันมีอยู่จริงค่ะ

  6. Paul_012 says:

    ผมยังยืนยันว่าเราต้องช่วยกันอนุรักษ์สถาบันครอบครัว

  7. Paul_012 says:

    – "พรรค์" ครับ- เรื่อง lèse majesté รอป่านตอบแล้วกัน เอาประมาณว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่ความ radical ×⅓

  8. c e r e a l says:

    ตอบในฐานะสื่อมวลชน — คิดว่าอะไรต่อมิอะไรที่พี่ก้อนและใครหลายๆ คนสงสัยแล้วเถียงกันไม่หยุดหย่อนก็มาจากการเสพสื่อที่แข่งกันแย่งพื้นที่ทางสังคมกันอยู่ในทุกวันนี้อย่างไม่ลดราวาศอกนี่ล่ะค่ะธรรมชาติคนเราไม่มีใครอยากจะเชื่อหรือรับรู้ในสิ่งที่ไม่ตรงกะความคิดเดิมของตัวเองเลยมีความคิดต่าง .. นั่นๆ นี่ๆ … โดยลืมไปว่า "อะไรที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี เสมอไป" แอ้รับสื่อสองด้าน หนังสืออะไรต้องห้ามก็อ่านมาแล้วหลายเล่ม ก็ยังยืนยันความคิดเดิมว่า"คนฉลาดไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่างแล้ววิจารณ์ทุกอย่าง…แต่คือคนที่รู้ว่าทำอะไรแล้วเป็นประโยชน์..หรือทำอะไรแล้วเกรียน" ถ้าตอบในฐานะคนไทย — แอ้ไม่อยากจะเป็นกบเลือกนาย ที่เวลาไม่พอใจชนชั้นปกครองแล้วจะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่โดยที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าแบบอื่นจะดีกว่าที่เป็นอยู่ … และก็ไม่ใช่คนที่จะปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคม(ถ้ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ)เช่นกันสิ่งที่ยังภาวนาอยู่ทุกวันก็คือ ขอให้คนที่ทำดี ทำเพื่อคนอื่น ทำอะไรแล้วมีประโยชน์ต่อส่วนรวม ..ได้รับผลความดีนั้นตอบแทนเป็นความสงบสุขส่วนใครที่คดโกง ทำเพื่อตัวเอง มัวเมาบ้าอำนาจ .. ก็ขอให้บาปกรรมได้ทำหน้าที่ตอบแทนการกระทำของเขาเหล่านั้นอย่างสาสมและเราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด.. เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นประชากรที่ไม่รกโลก … สามข้อนี้ถ้าทุกคนทำได้ ก็คงไม่ต้องมาลุกฮือทำอะไรที่คนอื่นๆอีกหลายคนไม่อยากให้ทำหรอกค่ะ

  9. Pakin says:

    อยากกด like ข้อความสุดท้ายมากครับผมขอแค่อยู่ร่วมกับทุกคนบนโลกได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องต่อต้านคัดค้าน ไม่ต้องสรรเสริญเยินยอ ขออยู่อย่างสงบสุข และหาความสุขไปวันๆได้ไหม >< ถ้าผมว่าโลกนี้เปลี่ยนเงินเป็นหน่วยของความยากลำบากในการหาสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตเรา มันคงไม่มีไอ้คำว่าสองมาตรฐานหรือไม่เท่าเทียมกันหรอกมั้ง?เพราะทุกคนจะรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนพยายามเพื่อจะได้มันมา ไม่ว่าจะเป็น ข้าวของเครื่องใช้ บ้านที่ดิน หรือแม้แต่ความรู้สึกก็ตาม… :pสุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่ารักโลกกับรักตัวเองที่สุดคับ ตามกระแสพี่พอล "รักสถาบันครอบครัวด้วยครับ ^^ "> ไม่มีสถาบันนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่> ไม่มีชาติยังอยู่ได้ > ไม่มีศาสนาก็ยังอยู่ ถ้า> ไม่มีโลกมนุษย์จะอยู่ยังไง> ไม่มีครอบครัวเราจะเกิดมาได้เหรอดังนั้น สนับสนุนครับ ให้รักสองอย่างนี้ไว้มากๆ เพื่อเผ่าพันธ์เราจะได้ไม่สูญพันธ์ ^^

  10. Pakin says:

    เอ้ะ (หรือสูญพันธ์ไปเลยก็ดี ไอ่พวกมดปลวก)!!*หมายเหตุ ยกคอมเม้นนี้ไปไว้ข้างล่างเม้นแรกของผมนะครับ :p

  11. katachi says:

    ชาวบ้าน เมื่อใครมาช่วยเหลือ ทำให้เค้ามีงานทำ มีความสุข มีข้าวเลี้ยงปากท้อง คนคนนั้น คือ"เทวดา"ของเค้า เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่งของมนุษย์ คือเรื่องปากท้อง จริงมั้ยคะ? ในหลวงสอนให้ประชาชนของพระองค์ รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ คนใดที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ท่าน ก็ย่อมมีความสุขเพราะมีงานทำ มีข้าวกิน เลี้ยงปากท้องตัวเองได้อย่างสบายๆ แม้จะไม่หรูหรา แต่แน่นอนค่ะ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ก็มี"เทวดา"อีกตัว เอ้ย อีนคนหนึ่ง สร้างกองทุนหมู่บ้าน แจกจ่ายเงินเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เงินทองหมุนเวียนดี(เพราะเอามาจากกองทุนหมู่บ้านไงคะ) แต่แทนที่ชาวบ้านจะนำเงินกู้นั้นมาช่วยในการงานของตัวเองซื้อเครื่องมือเกษตร หรืออะไรต่างๆ กัลบนำมาใช้อย่างฟุ้งเฟ้อ ผ่อนบ้าน ผ่อนมือถือ(ซึ่งมีเทวดาเป็นเจ้าของเครือข่าย) ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนทีวีแพงๆ ผ่อนตู้เย็น ผ่อนบ้าบออะไรก็ตามที่มันเป็นวัตถุนิยม แหม!เทวดาท่านใจดีจริงเว้ย พวกเรามีกินมีใช้เต็มที่ แฮปปี้ๆ!คราวนี้ พอเทวดาหมดวาระ มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาเป็นนายก ไอ้บ้าเอ๊ยยย เนี่ย เศรษฐกิจแย่ก็เพราะมึงใช่มั้ย กูไม่มีจะกินอยู่แล้ววันๆกูก็ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถมอไซค์ผ่อนมือถือผ่อนห่าผ่อนเหว กูจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อข้าวกิน! ไอ้บ้า มึงมันบริหารห่วยเอาเทวดากูคืนมา! เทวดากูอยู่ไหน ! กูจะไปประท้วงตามหาเทวดาของกู!!!!! เทวดาที่ทำให้กูมีเงินใช้! ….. เค้าคงหลงลืมไปแล้วว่า เทวดาที่แท้จริงนั้น ย่อมสอนให้ประชาชนรู้จักทำมาหากิน มีชีวิตพอเพียง ถ้าพึ่งตัวเองได้ก็จะมีความสุขตามอัตภาพ…. …… ส่วนเทวดาจอมปลอมนั้น ใช้เงินเพียงเพื่อโรยหน้าให้ดูเหมือนเศรษฐกิจดี ทุกคนมีกินมีใช้ จนทำให้ชาวบ้านหลงลืมไปว่านั่นคือความฟุ้งเฟ้อ และใช้เงินมากเกินตัว ทำให้เกิดความสุขเพียงชั่วคราว แต่เกิดความทุกข์อย่างยั่งยืน แถมไอ้เทวดานั่นทำให้ทุกคนหลงใหลในวัตถุนิยม ก็เพราะว่าตัวเองเป็นนายทุนของวัตถุต่างๆที่หลอกใช้ชาวบ้านเสพย์นั่นแหละ! ปล* ข้าวตูรักในหลวงมาก รักกว่าชีวิตตัวเอง ไม่ได้รักเพราะมีคนสอนให้รัก แต่รักเพราะเห็น เพราะรู้ว่าในหลวงทำงานเหนื่อยแค่ไหนเพื่อพวกเรา และในหลวงรักพวกเราแค่ไหน

  12. katachi says:

    ปล*และก็ตั้งใจเดินตามรอยพ่อด้วยการใช้ชีวิตพอเพียงเฮ้ย ลืมตอนจบของคอมเม้น พี่ก้อนช่วยเอาไปแทรกหลังคอมเม้น และก่อน ปล.ให้ด้วยนะคะ Give a man a fish and you feed him for a day ,teach a man to fish and you feed him for a life time. โครงการในพระราชดำริของในหลวง เป็นการ teach a man to fish พี่ก้อนเห็นด้วยมั้ยคะ?

  13. ปณัสย์ says:

    เอ๊ะ แปลกใจ ไม่เห็นป่านมาเม้น นับว่าผิดวิสัยอย่างหนึ่งแต่ผมรักในหลวงนะครับ ^^

  14. Chayanin says:

    ใจเย็นน่อ ขอเรียบเรียง argument ก่อน

  15. Pakin says:

    ผมว่าก็ไปโทษเสื้อแดงอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ เพราะคนเรายังไงก็มีความเชื่อของตัวเอง แม้จะถูกหลอกหรือไม่ก็ตาม ยังไงซะโลกนี้ก็ต้องมีอะไรตรงข้ามกันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วเพียงแต่ว่า"ขออย่าให้เกิดความรุนแรงได้ไหม อย่าสร้างความเดือดร้อนได้ไหม ใครๆก็มีครอบครัวของตัวเองมีเพื่องฝูง มีคนรัก เป็นอะไรไปขึ้นมามันน่าเสียใจมากนะครับ=o="ถ้านั่นเป็นความต้องการของคนยั่วยุก็อยากให้เขาเลิกซะเถิดครับ…

  16. Chayanin says:

    ประการแรก เห็นด้วยกับพี่ก้อนครับ ว่ามาตรา 112 ของป.อาญา ถูกทำให้ดูน่ากลัวเกินจริง เรื่องนี้สมศักดิ์ เจียมฯ ก็เคยเขียนถึง ว่าจริงๆ แล้วมันมีหลายเรื่องที่ “พูดได้” แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ได้แปลว่ามาตรานี้ไม่ได้กำลังถูกใช้แบบกว้างกว่าที่ตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้ และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าตัวบทกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมมากเกินไปหรือรุนแรงเกินไปคำถามแรกที่มีต่อบทความพี่ก้อนคือ หากอ้างจาก »โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแตะต้องกับสถาบันในฐานะปัจเจคชนเลย« แปลว่า ไม่มีประเด็นใดที่สามารถพูดถึงในฐานะปัจเจกเลยหรือทั้งนี้ อยากจะ note ไว้ว่า การกล่าวถึงบุคคล ไม่ได้แปลว่า กล่าวถึงเรื่องส่วนตัว หากผมกล่าวหาองคมนตรีคนหนึ่งว่า อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ผมกำลังกล่าวว่าตัวบุคคลแน่นอน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว (แน่นอนว่า ในความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งองคมนตรีไม่ได้อยู่ในบทบัญญัติมาตรา 112 และการกล่าวหาว่าสนับสนุนรัฐประหาร ก็ไม่น่าจะเป็นการ “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง (นิยามความผิดฐานหมิ่นประมาท)” เพราะรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม และไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย การกล่าวว่าสนับสนุนรัฐประหาร จะเป็นการใส่ความให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังได้อย่างไร)ในประเด็นของการปิดกั้นหรือ “ห้ามพูด” กลไกที่เกี่ยวข้องกับการปิดกั้น มีทั้งกลไกรัฐ และกลไกที่ไม่ใช่รัฐโดยตรง ในส่วนแรก ผมอยากจะพูดถึงกลไกที่เกี่ยวกับตัวรัฐเองก่อน เพราะกลไกเอกชนนั้น ยังพอจะกล่าวได้ว่า เป็นความสมัครใจของประชาชนเอง (แต่เรื่องนี้จะเอาเข้ามาเกี่ยวข้องในตอนหลังอีกที)ถ้ามองในแง่กลไกรัฐ อันแรกที่เด่นชัดที่สุดก็คงเป็นมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมว่า สำหรับคนปกติ ลำพังการโดนแจ้งข้อหานี้ ก็เป็นเรื่องไม่พึงประสงค์แล้ว ดังนั้นผมจึงถือว่า การมีความเสี่ยงถูกแจ้งความและเรื่องไปถึงชั้นอัยการหรือศาลจึงเป็นเหมือนกลไกหนึ่งที่ห้ามปรามการแสดงออก (ตำรวจเองก็มีสิทธิสั่งไม่ฟ้องอยู่แล้ว ซึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีที่จักรภพแจ้งความดำเนินคดีเปรม “จากที่ดูแล้วเรื่องนี้ไม่มีความผิดฐานหมิ่นฯเลย ดูข้อความก็รู้อยู่แล้ว ซึ่งก็ทำคดีและสั่งไม่ฟ้อง คดีนี้ง่ายๆ ไม่ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เพียงวิเคราะห์คำพูดข้อเขียนว่าหมิ่นหรือไม่ ไม่หมิ่นก็คือไม่หมิ่น” ซึ่งหากมองในแง่ reinforcement การส่งเรื่องขึ้นไปก็เป็น negative reinforcement จากภาครัฐแบบกลายๆ)ถามว่ากฎหมายนี้เปิดโอกาสให้มีการวิจารณ์ในประเด็นที่เป็นเรื่องสาธารณะขนาดไหน ก็ลองถามว่า ข้อความที่ทำให้สุลักษณ์ ศิวรักษ์, จักรภพ เพ็ญแข, โจนาธาน เฮด หรือแม้แต่ใจ อึ๊งภากรณ์ (ในส่วนก่อนที่จะทิ้งบอมบ์) ถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีการโจมตีในสิ่งที่ไม่ใช่ประเด็นสาธารณะหรือ? อย่าลืมว่า กฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป อนุญาตให้มีการ “ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัย ของประชาชนย่อมกระทำ (มาตรา 329)” หรือ อนุญาตให้พิสูจน์ได้ ในกรณีที่เป็นประโยชน์กับประชาชน (มาตรา 330) ซึ่งมาตรา 112 ไม่ได้มียกเว้นไว้ ไม่สามารถนำมาอ้างในการสู้คดีได้หากลองดูคำพิพากษาคดีของดารณี จะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่มีการตีความอย่างน่ากังขา (ไปหามาอ่านดูได้) และยังมีประเด็นเรื่องการพิจารณาคดีโดยลับอีก (ในขณะที่เคสอย่างของสุวิชา ท่าค้อ ทุกวันนี้คนจำนวนมากก็ยังไม่เห็นว่า อะไร คือเหตุที่นำมาซึ่งโทษจำคุก 20 ปี ก่อนที่จะลดโทษกึ่งหนึ่ง) ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดคือ มาตรา 112 เอง ทั้งด้วยตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ มีการห้ามปรามการอภิปรายในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อยู่แล้วนอกจากมาตรา 112 แล้ว ยังมีส่วนอื่นที่เป็นการใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐในการปิดกั้น ตัวอย่างหนึ่งคือการปิดกั้นสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแบนหนังสือ วารสาร หรือปิดกั้นเว็บไซต์ก็ตาม ในกรณีนี้ ตัวอย่างเช่น วารสารฟ้าเดียวกันฉบับที่โดนสั่งเก็บ เนื้อหาส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่การโจมตีตัวบุคคลอะไร ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ส่วนที่ทำให้วารสารถูกห้าม มาจากบทสัมภาษณ์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (อันนี้ผมไม่ยืนยัน) ซึ่งก็ไม่แปลกใจมาก เพราะน่าจะเป็นส่วนที่ตรงที่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ได้มีส่วนไหนที่ไม่ใช่ประเด็นสาธารณะ และมันก็เป็นเหมือนตลกร้ายอย่างหนึ่ง เพราะสุลักษณ์เองก็เป็นผู้ที่ยืนยันมาตลอดว่า สถาบันจะต้องอยู่อย่างการปฏิเสธที่จะวางหนังสือวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยในศูนย์หนังสือของมหาวิทยาลัยต้นสังกัด (มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ แต่ผมไม่แน่ใจว่าโครงสร้างของศูนย์หนังสือเป็นยังไง ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐ ก็เหมือนเป็นกลไกรัฐอย่างหนึ่ง) เหตุผลที่ให้ตอนแรก มีเพียงเรื่องการอ้างอิงถึงหนังสือต้องห้ามเล่มหนึ่งเท่านั้น ส่วนคำสั่งเก็บของสันติบาลที่ไปยังที่อื่นๆ ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นพอสมควร (เจ้าตัวอ้างด้วยว่า มหาวิทยาลัยต้นสังกัดเองเป็นคนเอาไปให้ตำรวจ ถ้าเป็นจริงนี่ก็เสรีภาพทางวิชาการดีโคตรๆ) ถามว่าในกรณีนี้ มหาวิทยาลัย ในฐานะหน่วยงานรัฐ เปิดรับการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมหรือเปล่า?ส่วนสุดท้ายที่อยากพูดถึงในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐ คือถึงแม้ว่า เราอาจจะบอกว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ ประชาชนมีสิทธิพูดได้ แต่รัฐได้ปกป้องสิทธิเสรีภาพนั้นไว้จริงๆ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้ว รัฐบอกว่าไม่ห้ามพูด แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เวลามีกลุ่มขวาจัดมาคุกคาม? รัฐแสดงให้เห็นหรือเปล่าว่า สิทธินั้นได้รับการคุ้มครองจริง?คำถามนี้ผมตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่า หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คนที่ถูกจับและขึ้นศาลคือนักศึกษา (ก่อนที่จะออกนิรโทษกรรมทั้งสองฝ่าย ทำให้เป็นอันว่าเอาผิดตำรวจ ทหาร ลูกเสือชาวบ้าน นวพล ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้) คดีของโชติศักดิ์ยังอยู่ในชั้นอัยการ แต่คดีของคู่กรณีเรื่องทำร้ายร่างกายและทำให้เสียทรัพย์ถูกสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ชั้นอัยการด้วยเหตุผลที่ตั้งคำถามได้มากมาย ไหนจะการทำร้ายร่างกายในเรือนจำทั้งที่ยังคงเป็นเพียงผู้ต้องหาที่ยังไม่ถูกตัดสิน จะบอกว่า เออ มึงอาจจะไม่ผิดตามกฎหมาย แต่กูไม่ห้ามคนมาตีหัวมึงนะโว้ย อย่างนั้นหรือ? ทั้งหมดด้านบน ผมพยายามเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐ ใช้ตอบในกรณีว่า รัฐเป็นผู้ปิดกั้นที่นี้ สมมติว่าอีกฝ่ายหนึ่งในการอภิปราย ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นพวกอัลตรารอยัลลิสต์ หรือผู้ “เกินกว่าราชา” สิ่งที่คนเหล่านี้พยายามปิดกั้นหรือคุกคาม ไม่ได้มีนิยามชัดเจนแน่นอน การอภิปรายในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเลยอย่างที่พี่ก้อนยกมา ก็อาจจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ผู้เกินกว่าราชาสักคนเข้ามาข่มขู่คุกคามก็เป็นได้แน่นอนว่า ในกรณีนี้ หลายๆ อันก็อยู่ในขอบเขตที่จะกระทำได้ เว็บบอร์ดย่อมมีสิทธิออกกฎเข้มกว่าตัวกฎหมายได้ (เช่นเดียวกับที่ใครก็สามารถเปิดเว็บบอร์ดแล้วออกกฎห้ามโพสต์เรื่องซาบซึ้งได้เหมือนกัน) สื่อต่างๆ จะเซ็นเซอร์ตัวเองก็ย่อมได้ ปัจเจกจะแจ้งเรื่องหรือเรียกร้องให้เอาเนื้อหาที่อาจจะไม่ได้ผิดกฎหมาย ออกจากสื่อบางอย่าง ก็อาจเป็นเรื่องทำได้ (ยกเว้นใช้กำลังประทุษร้ายแบบที่ยุกันบนเวทีพันธมิตรหรือเอเอสทีวี อันนั้นคงทำจริงไม่ได้)คำถามคือ ข้อยืนยันของพวกเขา ว่า คนไทยรัก คนไทยเทิดทูน หรือดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ยังเป็นข้อยืนยันที่สมเหตุสมผลหรือ ในเมื่อพวกเขาพยายามปิดกั้นการแสดงออกที่ขัดแย้งกับความคิดของพวกเขาในทุกวิถีทาง ข้ออ้างของพวกเขาว่า “เพราะดี จึงต้องปกป้องให้ไม่มีการพูดเรื่องไม่ดี” มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ?คำถามข้อสุดท้ายสำหรับพาร์ตนี้ ที่คงไม่ได้ถามใครในที่นี้ (ที่ผมเชื่อว่าใจกว้างพอที่จะรับความคิดที่ไม่เห็นด้วยได้) แต่ถามคนไม่น้อยข้างนอกนั่นว่า ใครกัน ที่ »ปิดหูปิดตา« ในเมื่อพวกเขาเองเป็นฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาทุกอย่างที่ค้านกับความเชื่อของพวกเขา ออกไปจากโลกอันสงบสุขที่พวกเขาเห็นอยู่

  17. the WiSe t0... says:

    หลงเข้าห้องติว…ซะนี่

  18. the WiSe t0... says:

    ไปหยิบปากกา สมุดโน๊ตก่อนนะ

  19. ก้อน Masatha says:

    ตอนแรกคิดว่า เอนทรีนี้คงไม่ค่อยมีฅนแสดงความเห็นเท่าไหร่ เพราะเวลาพูดการเมือง หรืออะไรแนว ๆ นี้ทีไร ฅนไม่ค่อยจะมาคอมเมนท์ทุกทีแต่แปลกใจมากว่า คราวนี้แต่ละฅนดูจะมีเรื่องพูดอย่างยืดยาวทั้งนั้นนะฮะเนี่ย (แปลได้อีกทางก็คือว่า ฅนเราคงอัดอั้น ไม่รู้จะหาทางระบายกับใครดีก็เป็นได้)praew ³² >>> รอแพรวเข้ามาเถียงป่านต่อ..แต่คาดว่าอ่านของป่านแล้ว น่าจะมึน (ฮา)Chantiga C. >>> จริง ๆ หลัง ๆ ผมใช้วิธีรับรัว ๆ เลยครับ แล้วค่อยไป block ทีหลัง เพราะงั้นก็เลยนึกไม่ค่อยออกว่าไปตอบรับตั้งแต่เมื่อไหร่ (ฮา) แต่ยินดีที่ได้รู้จักครับBelle Sanganetra >>> ตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เป็นการเขียนที่ยาวที่สุดที่พี่เคยเจอเลยจ้า (เวลาคุยกันยังไม่เคยฟังแบลพูดยาวขนาดนี้เลย) ชื่นชมมาก ๆ ฮะ หวังว่าคราวหน้าจะคอมเมนท์ยาว ๆ แบบนี้อีก (ฮา)เรื่องเมล์นี่อยากอ่านครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ส่งมาให้หน่อย หลัง ๆ นี่รู้สึกว่าฟังแต่ข้อมูลด้านเดียวมากไปหน่อย ชักอยากจะฟังข้อมูลดี ๆ ของอีกฝั่งมาถ่วงน้ำหนักบ้างPaul_012 >>> อ๊ะ ขอบคุณที่แก้ตัวสะกดให้ครับ รู้สึกผมจะสะกดอีกคำผิด (คำว่า ปัจเจก เป็น ปัจเจค) ด้วย แต่เห็นพอไม่แก้ เลยไม่แน่ใจส่วนเรื่องสถาบัน….ครอบครัวนาน ๆ ทีจะเห็นพอเล่นมุขครับ (แถมแป้กด้วย) ดีครับ ชอบ ๆ c e r e a l _ r e a l l y >>> จริง ๆ ก็พยายามรับสื่อทั้งสองด้าน ซึ่งถ้าจะว่าไป เผลอ ๆ รับสื่อด้านตรงข้ามความคิดของตัวเองมากกว่าเสียอีก (เพราะด้านที่ตรงความคิดตัวเอง มันง่ายที่จะทำความเข้าใจอยู่แล้ว อ่านหรือฟังนิดเดียวก็เก็ต)ปัญหาจริง ๆ ก็คือ เราไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมา มันถูกต้องแค่ไหน หรือถูกบิดเบือน พูดความจริงไม่หมดแค่ไหนเนี่ยสิมันก็เลยพาลทำให้ไม่แน่ใจไปด้วยว่า แล้วตกลงเรื่องจริง ๆ มันคืออะไร? (ยากเนอะ)

  20. ก้อน Masatha says:

    Pakin >>> ชอบว่ะ รักโลกนี่โคตร global เลย ปกติมีแต่นักอนุรักษ์ธรรมชาตินะที่จะคิดไปได้ไกลขนาดนี้katachi khaotu >>> เรื่องเทวดานี่สงสารเหมือนกัน เพราะฅนที่ไม่เคยได้ พอได้อะไรมา ก็ต้องซาบซึ้งบุญคุณเป็นธรรมดา อีกอย่างที่ฅนบอกก็คือ ต้องปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรเสียก่อน (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ที่แค่ยุบสภา หรือบอกว่า ฅนที่เราเลือกต้องได้บริหารประเทศ คงไม่แก้ปัญหาได้น่ะ)เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้ ต้องขับเคลื่อนไปทั้งประเทศน่ะครับ ถ้าเรามาตีกันตายไปข้างก่อนแบบนี้เนี่ย เรื่องยาก ๆ แบบนั้นนี่แทบจะฝันไปเลยปณัสย์ พงษ์ศักดิ์​ชาติ >>> เห็นป่านตอบช้าก็รู้แล้วล่ะว่ายาวแน่ (ยาวจริง ๆ) นี่ยังคิดเล่น ๆ ถึงตอนที่พี่แจงมาตอบเลย (ฮา)the WiSe t0… The FoolisH >>> ถึงต้องจดโน้ตเลยเหรอฮะ (ฮา) จริง ๆ ผมไม่ได้กะให้วิชาการจ๋าขนาดนี้เลยนะครับ

  21. ก้อน Masatha says:

    Chayaninอุทิศคอมเมนท์นี้เพื่อตอบป่านฅนเดียวเลยนะเนี่ยจริง ๆ แล้วมีประเด็นที่อ่านแล้วอยากเถียงเยอะมากเหมือนกัน (เช่น การบอกว่า ใครอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ไม่ใช่การทำให้เกิด ‘ความเกลียดชัง’ นี่เป็้นตลกร้ายมาก ๆ) – บนเวทีนี่ถึงขั้นต้องลากตัวมาฆ่าเลยนะนั่นแต่เอาเป็นว่าจะพยายามตอบแก่นความคิดโดยไม่ไปโต้แย้งรายละเอียดจุกจิกแล้วกันครับเรื่องแรก "ไม่มีประเด็นใดที่สามารถพูดถึงในฐานะปัจเจกเลยหรือ"คำตอบคือ ใช่ครับ แม้กระทั่งกฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา ก็ไม่อนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์ในทางเสื่อมเสียกับ ปัจเจกชน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาธารณะอยู่แล้วตัวอย่างที่ผมจำได้ ตอนที่คุณชวน หลีกภัย ฟ้องหมิ่นประมาท เพราะมีฅนไปพูดว่า ท่านไม่ยอมเลี้ยงดูลูก เป็นฅนไม่มีความรับผิดชอบ ฯลฯศาลตัดสินให้คุณชวนชนะครับ หนึ่งในเหตุผลก็คือว่า การเลี้ยงดูบุตร ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด (หรืออะไรทำนองนั้น)เพราะงั้น ต้องแยกขาดเรื่องส่วนตัว กับเรื่องส่วนรวม การวิจารณ์ ‘ตัวบุคคล’ ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องส่วนตัวครับ (อันนี้น่าจะเข้าใจตรงกัน)ทีนี้ถ้าจะแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมออกจากกัน อันนี้บางทีก็พร่า ๆ เลือน ๆ ครับ เช่น ปิดถนนเพื่อเดินทาง ต่อให้เดินทางไปเป็นการส่วนตัวจะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวม อันนี้ผมว่าก็ชี้ชัดยาก (สรุปว่ายากเกินไป)เรื่องที่สอง อ่านกลไกทั้งหมดที่ป่านพูดมา นั่นคือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายครับ คือสำหรับนักกฎหมายแล้ว บทบัญญัติของกฎหมาย กับ สภาพบังคับของกฎหมาย เป็นเรื่องที่แยกกันค่อนข้างจะขาดพูดง่าย ๆ ก็คือว่า ตัวกฎหมายอาจจะไม่ได้มีปัญหา ปัญหาจริง ๆ คือการนำกฎหมายนั้นไปใช้ ทีนี้ประเด็นก็คือว่า ถ้าเราแยกจากกันขาด ไม่ได้เอามาปะปนกัน สิ่งที่เราควรจะแก้ไข ไม่ใช่การไปพยายามปรับเปลี่ยนข้อความในม. 112 ครับ แต่เราควรจะเปลี่ยนกระบวนการ หรือวิธีการบังคับใช้กฎหมายแทน (แต่ถ้าเอามาปะปนเป็นเรื่องเดียวกัน ฅนก็จะบอกว่า ม.112 มีปัญหา ต้องเปลี่ยน)ถ้าบอกว่า เราไม่ต้องการเปลี่ยนม. 112 แต่เราต้องการทำระบบ หรือกระบวนการ ให้รัดกุม โปร่งใสมากขึ้น ส่วนตัวผมคิดว่าจะลดกระแสต่อต้านได้เยอะครับ (แน่นอนว่ารวมไปถึงการตีความกฎหมายโดยศาล วิธีพิจารณาความ และอื่น ๆ อีกด้วย)ทีนี้ถ้าเราจะลดโล่ห์ในการป้องกันตัวให้สถาบัน (พูดง่าย ๆ ก็คือให้วิจารณ์ได้) ก็ต้องสร้างโล่ห์อันอื่นมาปกป้องคุ้มครองด้วยเช่น เราโอเครึเปล่า ที่จะให้พระมหากษัตริย์ ลงมาฟ้อง หรือมาเป็นคู่ความกับเอกชน ถ้าไม่โอเค ก็ต้องมีวิธีอื่น, หรือ ถ้าฅนเอาข้อความที่พูดหมิ่นประมาท ออกไปเผยแพร่มาก ๆ โดยไม่มีการสกัดกั้นเลย มันจะกลายเป็นการหมิ่นประมาท ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตั้งใจหรือไม่? ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ต้องถกกันยาว ๆ ครับ แล้วเรื่องสถาบันนี่ ฅนมันมีอารมณ์ร่วมมาก ไม่ใช่แค่ว่า โหวตเสียงข้างมากชนะ แล้วเสียงส่วนน้อยจะยอมรับโดยไม่งอแงเพราะงั้น ไม่ได้แปลว่า “เพราะดี จึงต้องปกป้องให้ไม่มีการพูดเรื่องไม่ดี” หรอกครับ (โอเคว่าบางอย่างผมก็เห็นว่ามากเกินไป) แต่ถ้าจะให้มีฅนพูดโจมตี สิ่งที่ตัวเองรัก โดยที่เราทำอะไรไม่ได้เลย ฅนมันก็คับแค้นใจเป็นธรรมดาครับ(ลองไปตะโกนด่าทักษิณบนเวทีเสื้อแดงสิครับ)อันนี้คือความเห็นหลัก ๆ ครับปล. "ฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาทุกอย่างที่ค้านกับความเชื่อของพวกเขา ออกไปจากโลกอันสงบสุขที่พวกเขาเห็นอยู่"ประโยคนี้ผมชอบครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไม่ว่ามนุษย์ฅนไหนก็ต้องปกป้องความสงบสุขในชีวิตของตัวเองทั้งนั้นแล้วฅนที่พยายามจะทำแบบนั้น เค้าผิดรึเปล่าละครับ?

  22. Paul_012 says:

    จริง ๆ แล้วผมเห็นหัวข้อเอ็นทรีตอนแรกนึกว่าจะพูดถึงสถาบันการศึกษา

  23. Piyapong says:

    ประเด็นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการจะผิดใจกันได้มากทีเดียวหากคนที่ถกกันนั้นไม่รู้จักมักจี่กันมากพอผมขออ่านเฉย ๆ ไม่มีประเด็นเพิ่มเติมแล้วกันครับปล. แต่ชอบเอนทรี่นี้มากนะครับ

  24. Belle says:

    ส่งเมลไปให้แล้วนะคะ แบลก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอันไหนจริงเท็จ ลองตรวจสอบข้อมูลดูได้ค่ะปล.ไว้วันหลังจะมาคอมเมนท์ยาวๆอีกค่ะ 555 :Dปลล.พวกข่าวลือมั่วๆที่พวกคณะล้มเจ้าสร้างขึ้นมานี่มันเยอะมากจริงๆค่ะ อยากจะช่วยแก้ข่าวให้เหมือนกัน เช่นข่าวที่ว่าฟ้าชายเป็นเอดส์นี่ไม่จริงค่ะ คอนเฟิร์มได้เลย พ่อแบลเป็นแพทย์ประจำพระองค์ค แล้วมีคนมาถามแบลเรื่องนี้เยอะมากๆ 555

  25. Chayanin says:

    ขอบคุณที่ให้เกียรติตอบมายาวสุดลลยครับ (ฮา) ส่วนเรื่องรัฐประหารนี่ผมประชดผมพยายามแยกแยะตั้งแต่ประเด็นแรกแล้วครับ ว่าการพูดถึงปัจเจก กับการพูดเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ประเด็นเดียวกัน ดังนั้น ถามว่าไม่มีประเด็นอะไรให้พูดในฐานะปัจเจก (individual) เลยหรือ ผมถามในแง่ที่ค้านกับพี่ก้อนว่า ไปวิจารณ์ส่วนขององค์กรที่รองรับต่างๆ เพราะการพูดถึงตัวบุคคลเองก็ มี ประเด็นที่เป็นสาธารณะได้ (โอเค ตรงนี้อาจเป็นความเข้าใจไม่ตรงกันของคำ ด้วยคำว่าปัจเจก ผมหมายถึง individual ตัวบุคคล ไม่ได้หมายถึงความเป็นส่วนตัวหรือ privacy แต่คิดว่าหลักๆ ก็เข้าใจเหมือนกัน)note ไว้นิดนึง เรื่องส่วนตัวเนี่ย จะบอกว่าแปรตามบุคคลก็อาจจะได้อีกเหมือนกัน อย่างเรื่องใครจะมีเซ็กซ์กับใครโดยสมัครใจ เราถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่พอพระมีเซ๋็กซ์กับสีกา กลายเป็นเรื่องส่วนรวมเสียฉิบ อันนี้ก็ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลัก (ผมมีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ประเด็น ขอละเอาไว้ก่อน)ดังนั้น กลับไปที่ประเด็นที่พูดถึงตอนแรก ผมยังมองว่า กฎหมายไม่ดีพอครับ อย่างที่บอกคือ การวิจารณ์ตัวบุคคล ก็มีส่วนที่เป็นเรื่องสาธารณะได้ แต่กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้ครับ ซึ่งจุดนี้ต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทปกติ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นประเด็นสาธารณะ แต่ถ้าทำให้บุคคลเกิดความเสียหาย คุณก็มีสิทธิผิดตามมาตรา 112 อยู่ดี อันนี้คือโดยตัวกฎหมายเลย ไม่พูดถึงกลไกการบังคับใช้อื่นๆดังนั้นอย่างน้อยที่สุด ถ้าพูดถึงตัวกฎหมาย ข้อจำกัดที่มันมีก็คือ ไม่เปิดให้มีการวิจารณ์ตัวบุคคล แม้จะเป็นเรื่องสาธารณะก็ตาม (และอีกจุดหนึ่งคือ ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความไม่เห็นด้วยทางสัญลักษณ์บางอย่าง เช่น ต่อเพลง ได้ เรื่องนี้เคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาอยู่ แต่อันนี้อยู่นอกประเด็นของการวิจารณ์) ดังนั้นตัวกฎหมายเอง ถ้าจะมีส่วนที่ต้องแก้ ก็ต้องเพิ่มข้อยกเว้นนี้เข้าไป (ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ข้อยกเว้นนี้จะเคยมีในช่วงประมาณ 15 ปีแรกหลังการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งทำให้ช่วงนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของพระปกเกล้าในรัฐสภาด้วย)ผมเห็นด้วยกับพี่ก้อนครับว่า ลำพังบทบัญญัติมาตรา 112 อย่างเดียวน่ะ มันไม่มากขนาดนั้นหรอก (ถึงโทษมันจะหนักเกินกว่าที่ควรก็ตาม) มันแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเรื่องการบังคับกฎหมาย มีกฎหมายอื่นๆ แล้วยังมีพวกอัลตรารอยัลลิสต์อีกต่างหากมาในส่วนหลังของพี่ก้อนนะครับ ขออภัยที่อาจจะดูจุกจิกไปบ้างเพราะคงพูดถึงละประเด็นย่อยๆ เลยสมมตินะครับ กฎหมายนี้จะแจ้งความกล่าวโทษได้โดยสำนักพระราชวังหรือองค์กรลักษณะนั้น แต่ตัวบุคคลไม่ต้องลงมาเป็นคู่ความเอง แน่นอนว่า ในภาพรวม สถาบันก็อาจจะเผชิญความเสี่ยงของการดูไม่เหมาะสม ที่จะแจ้งความแบบนี้ แม้จะผ่านสำนักก็ตาม แต่ผมก็เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะถ้าสำนักอยากจะมาฟ้องใครก็ตามที่วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะ สถาบันก็เสื่อมเสียเอง ไม่มีข้ออ้างแล้วว่า สถาบันไม่ได้ทำ ประชาชนทำเองต่างหาก ในขณะเดียวกัน ถ้าวิจารณ์กันเรื่องส่วนตัวไร้สาระ จะฟ้องร้องก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นเรื่องที่บุคคลธรรมดาก็ทำได้อยู่แล้ว อันนี้เป็น scenario อันหนึ่งที่เป็นไปได้»แต่ถ้าจะให้มีฅนพูดโจมตี สิ่งที่ตัวเองรัก โดยที่เราทำอะไรไม่ได้เลย ฅนมันก็คับแค้นใจเป็นธรรมดาครับ« ทำไมจะทำอะไรไม่ได้ล่ะครับ ทุกวันนี้ก็ทำกันอยู่แล้ว โต้แย้งกันจะเป็นจะตาย ไม่ได้มีอะไรมาห้ามเลยนี่ครับ»แล้วเรื่องสถาบันนี่ ฅนมันมีอารมณ์ร่วมมาก ไม่ใช่แค่ว่า โหวตเสียงข้างมากชนะ แล้วเสียงส่วนน้อยจะยอมรับโดยไม่งอแง« อันนี้อาจจะตอบไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่ แต่ถ้ากลไกรัฐยังไม่คุ้มครองให้สองฝ่ายสามารถถกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะได้โดยเสรี เรื่องโหวตที่เลิกพูดเลยครับ เหมือนให้คนนึงมาพูด อีกคนนั่งเฉยๆ แล้วมาถามว่าเห็นด้วยกับใครมากกว่ากัน» ไม่ว่ามนุษย์ฅนไหนก็ต้องปกป้องความสงบสุขในชีวิตของตัวเองทั้งนั้นแล้วฅนที่พยายามจะทำแบบนั้น เค้าผิดรึเปล่าละครับ?« แน่นอนว่าครับ ว่าทำได้ แต่ก็ทำได้ในขอบเขตของเขาครับ สมมติว่าผมเป็นโดราเอมอนเกลียดหนูเว่อร์ๆ เดินไปบนถนนเจอคนใส่เสื้อลายมิกกี้เมาส์แล้วผมหงุดหงิดใจมาก ถามว่าผมมีสิทธิไปบอกว่าเขาไม่มีสิทธิใส่เสื้อมิกกีเมาส์หรือเปล่าครับ? ถามว่าผมปิดหูปิดตาไหม ผมก็ทำครับ ผมอ่านเอเอสทีวีแล้วหงุดหงิดใจ อ่านแล้วประสาทจะกิน ผมก็หลีกเลี่ยงที่จะอ่าน เห็นลิงก์ไหนมาขึ้นต้นด้วย manager.co.th ก็เลี่ยงไว้ก่อน อยากรู้ข่าวจากมุมที่เอียงฝั่งนั้นผมอ่านเครือเนชั่นเอาก็ได้ บางเรื่องมันทำได้ บางเรื่องทำไม่ได้มันก็คือไม่ได้ครับ ผมฟังเพื่อนด่าเสื้อแดงแบบไม่มี argument ห่าอะไรเลย ผมก็หงุดหงิด ถ้าไม่มีอารมณ์จะเถียงก็ทนไปเพราะเขาก็มีสิทธิจะคิดจะพูดของเขา ผมเองก็มีสิทธิเถียง (ถ้าเขาไม่ข่มขู่คุกคามอะไรผมนะ ถ้าแบบพวกกลุ่ม Social Sanction ในเฟซบุกนั่นไม่เอา กลัว)จริงๆ ก่อนที่ผมจะมาอ่านที่พี่ก้อนตอบ ผมคิดถึงตัวอย่างเดียวกันเลยครับ ว่าไปตะโกนด่าทักษิณในกลุ่มเสื้อแดง ผมตั้งใจจะบอกว่า จริงอยู่ว่ามาตรา 112 อาจจะไม่ได้ห้ามพูดเรื่องหลายๆ อย่าง แต่จะมาสรุปว่า เฮ้ย แปลว่ามึงก็พูดได้ แต่มึงไม่พูดเองนี่หว่า มันก็คงง่ายไปหน่อย (นึกถึงเวลาพันธมิตรบอกว่า แค่ไปล้อมเฉยๆ การท่าฯ สั่งปิดสุวรรณภูมิเอง หรือเสื้อแดงพูดว่า กูไม่ได้ปิดห้าง ผู้บริหารสั่งปิดเองต่างหาก มันก็ดูไม่เข้าทีใช่ไหมครับ) ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีกฎหมายห้ามใครไปด่าทักษิณกลางราชประสงค์เลย (โอเค บางคนอาจจะบอกว่ามี แต่สมมติว่าไม่มีไปก่อนละกัน) และถ้ามีใครมาทำร้ายร่างกายคุณ เขาเป็นฝ่ายผิดตามกฎหมายแน่ๆ แต่ถามว่า การรู้คุณพูดได้ไม่ผิดกฎหมาย และอีกฝ่ายเป็นคนผิดแน่ๆ จะช่วยให้คุณอุ่นใจไหมถ้าเกิดมีพวกคลั่งทักษิณมารุมทำร้ายคุณสุดท้ายของรอบนี้ (มั้ง) ผมอยากจะบอกว่า หลายๆ คนอาจจะมองว่า การเปิดให้มีการอภิปรายสาธารณะ จะเป็นช่องของคนที่พวกเขามองว่าไม่หวังดีหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าสุดท้ายมันผ่านการอภิปราย แล้วหลักฐานที่สนับสนุนแน่นกว่า ข้อโต้แย้งดีกว่า คราวนี้สิ่งที่พวกเขาเชื่อก็จะยิ่งมีฐานที่มั่นคงกว่าเดิมนะครับไม่แน่ใจว่าคนในที่นี้อ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์กันขนาดไหน แต่จำได้ไหมครับ ว่าในเล่ม Order of Pheonix มีตอนหนึ่งที่นิตยสารที่ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของแฮร์รี่ แล้วโดนอัมบริดจ์แบนหนังสือในโรงเรียน เฮอร์ไมโอนียิ้มกับเรื่องนี้ เพราะการสั่งแบนนั่นแหละ ทำให้ทุกคนไปหามาอ่าน และฝ่ายที่แฮร์รี่พาดพิงถึง ก็ไม่มีสิทธิออกมาตอบโต้ได้ด้วยการผลักไปอยู่ใต้ดิน มันไม่ได้มีแต่ผลดีหรอกครับ เพราะผลักให้ไปอยู่ใต้ดิน ทีนี้ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ไม่มีโอกาสพิสูจน์ ฝ่ายที่โดนกล่าวหาก็ออกมาแก้ตัวลำบาก มันก็จะกลายเป็นว่า คนรับสารก็ต้องตัดสินระหว่างคนที่พูด กับคนที่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต่างจากที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้านี้ อย่างข่าวที่แบลล์พูดถึง คนได้รับข่าวกันมากมาย แต่จะไปตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดบอกว่า "ไม่จริง อย่าไปเชื่อ ไม่มีหลักฐาน" ก็ทำไม่ได้ ตัวคนโพสต์เองอาจจะมีความผิดด้วยซ้ำเพราะเป็นคนเอามาเผยแพร่ แม้จะบอกไม่เห็นด้วยก็ตาม

  26. Chayanin says:

    เมื่อกี้ว่าจะใส่ตอนท้าย แต่ลืม ว่าจะบอกว่า อยากอ่านที่น้าแจงมาตอบอ่ะแล้วก็ มาอ่านแล้วอาจจะเข้าใจผิด ย่อหน้าที่สามจากท้ายของคอมเมนต์เมื่อกี้ »คราวนี้สิ่งที่พวกเขาเชื่อก็จะยิ่งมีฐานที่มั่นคงกว่าเดิมนะครับ« "พวกเขา" ในที่นี้ หมายถึงคนที่ไม่อยากให้มีการอภิปรายในสิ่งที่พวกเขาสนับสนุนนะครับ

  27. ก้อน Masatha says:

    ป่าน ส่วนใหญ่ไม่มีความเห็นเพิ่มครับ ออกจะเห็นด้วย มีเพิ่มนิดหน่อย- เรื่องคำว่า อะไรเป็นประเด็นสาธารณะที่ควรพูดถึงได้ อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว พูดถึงไม่ได้ คือส่วนที่ยากที่สุดของกฎหมายนี้ครับ จริง ๆ แล้ว ถึงไม่ต้องเติมส่วนคำว่า ประเด็นสาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง จริง ๆ มันก็ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วครับ (ถ้าเอาแค่ตามบทบัญญัติของกฎหมายนะฮะ) ปัญหาจริง ๆ คือการ จำกัดความ นิยาม และการหาเส้นแบ่งมากกว่า- แปลว่ามึงก็พูดได้ แต่มึงไม่พูดเองนี่หว่า มันก็คงง่ายไปหน่อย >>> คือจริง ๆ ผมก็ไม่ได้คิดสุดโต่งขนาดนั้นครับ แต่พอดีเวลาคุยกับเพื่อน ที่บอกว่า ไอ้นู่นก็วิจารณ์ไม่ได้ ไอ้นี่ก็วิจารณ์ไม่ได้ ติด 112 ไปหมด ก็อยากจะด่าว่า ไอ้เวร มึงตีความครอบจักรวาลมากไปละ- สุดท้ายเรื่องรัฐคุ้มครอง freedom of speech จริง ๆ ผมเขียนไปในคอมเมนท์แรก แต่ตัดออกเพราะหยุมหยิมเกินครับผมมองว่า ถ้าชาวบ้านตีกัน ไม่ต้องเป็นเรื่องการเมืองอะไร รัฐก็ไม่มีปัญญาคุ้มครองทั้งนั้นแหละครับ ดูอย่างตอนมีฅนไปตีพระพรหมแตก แล้วถูกฅนรุมกระทืบจนตาย รัฐยังไม่มีปัญญาเอาผิดฅนกระทืบอย่างสาสมเลยเพราะงั้น บอกว่า รัฐแอบให้ท้ายฅนที่ไปตีชาวบ้านเพราะมีความเห็นในเรื่องนี้ไม่ตรงกัน ผมคิดว่า รัฐไม่ได้ให้ท้ายหรอกครับ แต่รัฐมันไม่มีน้ำยาเสียจริงจังน่ะฮะBelle Sanganetra >>> จ้า ขอบคุณมากจ้า เดี๋ยวจะเช็คเมล์นะจ๊ะFreddie Ljungdurst โจ้ >>> พอดีเป็น blog ส่วนตัวน่ะครับ ผมไม่พอใจความเห็นไหนก็ลบทิ้ง ฮ่าฮ๋าฮ่า (พอดีไม่ใช่นักประชาธิปไตยโดยทฤษฎีน่ะฮะ)Paul_012 >>> จริง ๆ แล้ว ผมเห็นพอใช้คำว่าสถาบัน ก็ไม่คิดว่าจะหมายถึงสถาบัน ‘ครอบครัว’ เหมือนกันครับ

  28. praew says:

    ความจริงแล้วอ่าน แต่ขี้เกียจเถียง เพราะแพรวเคยยอมรับกับป่านโต้งๆแล้วว่าแพรวรักในหลวง เรื่องสถาบันก็อีกเรื่องนึง ไม่พูดถึงคอมเม้นนี้นะคะคือการที่คนออกมาเปิดเผยความจริงมันก็ดี แต่การให้ข่าวแต่เรื่องไม่ดีเพื่อผลที่ว่าจะยกทักษิณ(ขอโทษที่เอ่ยชื่อ ให้ตายเหอะ แพรวเกลียดการเถียงหัวข้อนี้จริงๆ)ที่เห็นกันชัดๆว่าทุกวันนี้เขาทำลายประเทศขนาดไหนเพื่ออะไร…เห้ย เข้าข้างการเปิดเผยข้อมูล(กู)ไม่ว่าหรอก แต่ถ้าจะเข้าข้างมัน ก็หาเรื่องอื่นมาคุยกันดีกว่า ปัดความรับผิดชอบตรงๆด้วยค่ะว่า "แพรวรับไม่ได้" กับคนที่ดิ้นรนจนหน้ามืดตามัวทำให้เดือดร้อนกันไปหมดทั่วทุกหย่อมหญ้าอย่างนี้ อย่าได้เสนอหน้ามาคุยเรื่องมันเชียวหลักฐานชัดแล้ว อะไรก็ชัดแล้ว ไม่เห็นมีใครจะออกมาทำอะไรเลย เหนื่อย ไม่อยากจะรับรู้แล้ว ทุกคนพยายามให้เราทำอะไรซักอย่าง เห็นชัดๆว่าเค้ารอให้เราเริ่มความรุนแรง แล้วผลเป็นยังไง มันก็เดาได้ใช่ไหม เค้าประกาศออกโต้งๆแบบนั้นแล้วนี่ว่าต้องการอะไรตัวแพรวเองไม่ได้ชอบการกระทำของเสื้อเหลือง นอกเหนือการออกมาพูดสิ่งที่มีหลักฐาน ไม่ใช่การพูดจริงปนเท็จ แล้วอ้างชื่อคนที่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ ทุเรศ ไร้ยางอาย อ้างมั่วๆไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วยอย่ามาอ้างแต่สถาบัน เพื่อมาทำให้ตัวเองดูดี และไม่ใช่ความผิดของฉันที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เลือดตกยางออก เดินทางไม่ได้ บีบแตรหน้าบ้านแพรวตลอดวัน ขมขู่ ทำตัวเหนือกฎหมาย โกหก ปัดความผิด ใช้ความรุนแรง…ความจริงแพรวไม่ใช่คนตามข่าวพวกนี้เลย แต่สิ่งที่เค้าทำมันร้ายเกินปแล้ว มากเกินไปแล้ว เห็นแก่ตัวกันเกินไปแล้วรับจ้างมาประท้วงทั้งๆที่ถือขวดเหล้ากลิ่นตัวคลุ้งตาลอย เดินลากไม้หน้าสามผ่านหน้าบ้านแพรว มันเกินจะรับได้แล้วค่ะ ใครไม่เห็นด้วยไม่ได้มันมองตาขวาง ยังดีที่มีการ์ดเข้ามาห้ามไว้ ประชาธิปไตยพ่อมึ-สิ! ถ้ามาด้วยความคิดของตัวเองก็เรื่องนึง รักทักษิณ สงสารก็เรื่องนึง แต่นี่เค้าให้ทำอะไรก็เฮตาม …คุณมาทำอะไรกัน?ปล.ทั้งหมดแพรวตอบพี่ก้อน ไม่ได้ตอบป่าน และใครก็แล้วแต่ที่อ่าน เป็นไปได้อย่าอ้างอิงคอมเม้นใส่อารมณ์อันนี้เลย

  29. Chayanin says:

    เท่าที่ผมทราบ มาตรา 112 ก็ไม่ยกเว้นในกรณีสาธารณะนะครับ อย่างน้อยในเอกสารการสอนของอาจารย์นิติศาสตร์ที่ผมเคยเห็น ก็ระบุว่า ไม่สามารถเอามาตรา 329 และ 330 มาเป็นข้ออ้างได้ ซึ่งถ้าไม่สามารถเอา 2 มาตรานี้มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ก็แปลว่าถึงจะ "ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัย ของประชาชนย่อมกระทำ" ก็น่าจะยังเข้าข่ายอยู่ดี

  30. Chayanin says:

    ถ้าเกิดมีข้อยกเว้น มันน่าจะเขียนชัดเจน อย่างมาตรา 329 330 ก็เขียนชัดว่า ไม่ใช่การหมิ่นประมาท หรือไม่ต้องรับโทษ (สองมาตรานี้เขียนไม่เหมือนกัน) หรืออย่างกฎหมายช่วงหลังอภิวัฒน์ใหม่ๆ ก็เขียนชัดเจนว่า ยกเว้น…

  31. Chayanin says:

    ส่วนเรื่อง 112 ผมคิดว่า มันคงเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดเวลาบอกว่าพูดไม่ได้น่ะครับ ทั้งที่จริงๆ เครื่องมือที่ใช้มันอาจจะไม่ใช่ 112 ก็ได้ (นึกถึงเวลาพูดบางคนที่เวลาพูดเรื่องนี้แล้วจะต้องพูดว่า ระวังหัวหลุดนะเว้ย อะไรประมาณนั้น ทั้งที่จริงกฎหมายนี้มันไม่ได้มีโทษประหารเสียหน่อย โทษสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังน้อยกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำ)ขอโทษที่แตกหลายคอมเมนต์นะครับ คิดออกเป็นอันๆ ไป

  32. masatha says:

    ไม่แน่ใจว่าที่ป่านเจอ คือฏีกาอันเดียวกันรึเปล่าแต่ถ้าเป็นปี 2503 ก็มีข้อน่าสังเกตคือ- คำตัดสินเมื่อ 50 ปีก่อน อาจจะเปลี่ยนได้ ถ้าสภาพสังคมเปลี่ยน- ถ้าอ้างว่า 329 ทั้งมาตราไม่คุ้มครอง ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ทำสำนวน ไม่ได้แล้วล่ะเพราะจะทำสำนวนได้ ก็ต้องเขียนข้อความนั้นไป แล้วกระบวนการยุติธรรมก็ได้รับความคุ้มครองตาม 329 อนุ 2(แต่ที่จำเลยอ้าง เป็นมาตรา 329 อนุ4 ซึ่งเป็นการเอาข้อความมาพูดในที่ประชุม เป็นฅนละอนุมาตราน่ะ)ส่วนเรื่องการพูดให้เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ก็เข้าใจได้ แต่พอมันทำให้เข้าใจผิด ๆ ไปแล้ว ฅนอธิบายมันเหนื่อยน่ะ แพรว— อ่านแล้วเห็นใจสุด ๆ ที่ยากก็คือ ฅนที่อ้างด้วยใจเป็นธรรม กับ อ้างเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง บางทีมันแยกกันยากน่ะ อ้างเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ส่วนตัวพี่ก็รังเกียจเหมือนกันครับ

  33. Chayanin says:

    เดี๋ยวจะลองถามเพื่อนที่เร่ียนนิติฯ ดู จำได้แต่ว่าเคยอ่านในบทความซักอย่าง กับเอกสารการสอนน่ะครับ ว่าไม่สามารถอ้างได้ กับอีกบทความที่พูดถึงวิวัฒนาการของกฎหมายนี้ ที่ว่าสมัยหลัง 2475 ระบุในตัวบทเลยว่า ยกเว้นลักษณะดังกล่าวว่าแต่ใครล่ะจะไม่มีผลประโยชน์ ถ้าไม่มีแล้วจะพูดทำไม

  34. Bar-Ba_Ra says:

    No Comment!!!!!!However,i stil luv da KING.

  35. ก้อน Masatha says:

    Bar-Ba_Ra San…DR-a >>> me too ja.Chayanin >>> รู้สึกคร้านจะเขียนต่อ เพราะคิดว่าป่านก็รู้ว่า ผลประโยชน์ในที่นี้แปลว่าอะไร (เข้าใจว่าแค่เถียง for the sake of เถียง)

  36. Chayanin says:

    จริงๆ ก็แอบสงสัยเล็กๆ ว่า เวลาพูดกันนี่ พูดเจาะจงไปที่มาตรา 112 จริงๆ เหรอ (คือก็รู้ว่าหลายคนก็พูดเจาะจง แต่หลายๆ คนก็พูดกว้างๆ)เพราะถ้าใช้คำว่า "กฎหมายหมิ่นฯ" หรือ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เนี่ย มันก็ไม่ใช่ภาษากฎหมายนี่ฮะ จะรวมถึงกฎหมายฉบับอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายกัน (เช่น พรบ.คอมฯ) ก็น่าจะได้ส่วนเรื่องข้อยกเว้น วันก่อนพยายามไปคุยกับอ.ปิยบุตรมา แต่คุยแล้วผมก็งงๆ (คือคุยสั้นๆ ด้วย เลยไม่ได้อธิบายบริบทของคำถามให้ชัดๆ เท่าไหร่) แต่สรุปง่ายๆ คือ การใช้ 112 มันมั่วซั่วอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามันจะไม่ consistent อย่างที่พี่ก้อนว่า (เรื่องเจ้าพนักงาน) ก็คงไม่แปลกอะไร

  37. ก้อน Masatha says:

    จริง ๆ คิดว่าเวลาคุยน่าจะไปให้เคลียร์เหมือนกันว่าหมายถึงกฎหมายอะไรแน่แต่เป็นสมัยก่อน คงไม่งง เพราะยังไม่มีพรบ.คอมพ์ (แต่โทษพรบ.คอมพ์เข้าใจว่าเบากว่าใช่มะ?)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s