โอ้ความรักเอย

Posted: June 15, 2010 in Love Series


จริง ๆ
แล้วผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องความรักหลายครั้งหลายหน (ในหมวด
love series) แล้วล่ะครับ เขียนเสียจนหมดไส้หมดพุง
แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเหลือให้เขียนอีกแล้ว

แต่ต่อมาก็พบว่า เรื่องความรักนี่
มันไม่มีวันสิ้นสุดจริง ๆ ครับ

ยิ่งเราโตขึ้นเรื่อย ๆ มุมมองต่อความรักก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย

ช่วงนี้ก็มีแรงบันดาลใจอยากจะเขียนเกี่ยวกับความรักอีกสักหน
ก็เลยลองรวบรวมแง่มุมเกี่ยวกับความรักที่กระจัดกระจาย (ค้าง ๆ อยู่ในหัว)
มาลองดูนะครับ

ตอนที่ 1: เคมี

เพิ่งดูเดี่ยว 8 จบไปเมื่อไม่นานนี้เองครับ นอกเหนือไปจากมุขต่าง ๆ
ที่คุณโน้ส
อุดมสรรหามาเล่า
(โดยเฉพาะเกี่ยวกับห้องน้ำ) 
อีกอย่างที่ผมชอบก็คือการนั่งดูปฏิกิริยาของฅนดูครับ
โดยเฉพาะฅนดูที่เป็นคู่รักกัน ซึ่งผมรู้สึกว่ามันน่ารักมาก
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พี่อุดมเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาร์ตตัวแม่ แล้วผู้ชายก็หันมาเหล่
ประมาณว่า
นี่ไง เธอเป็นแบบที่เค้าเล่าว่าเดี๊ยะเลย แล้วฝ่ายหญิงก็หันมาตีแขน หรือตอนที่ฝ่ายชายโดนเผาบ้าง
แล้วผู้หญิงก็หันมาสบตาแฟนตัวเองแล้วหัวเราะออกมา
หรือไม่งั้นเวลาที่กล้องแพนไปที่ฅนดู แล้วเห็นคู่รักบางคู่นั่งอิงแอบซบกัน

ความรักของฅนสองฅน
มันมีปฏิกิริยาเคมีให้จับต้องได้จริง ๆ ครับ

พูดถึงปฏิกิริยาเคมี เคยแตะ ๆ
เรื่องนี้ไปบ้างแล้วในเอนทรี มาย วาเลนเธอว์

http://masathakus26.spaces.live.com/blog/cns!C45882D41EB2C38D!3421.entry

 

หลัง ๆ มานี้
ผมเริ่มสนุกกับการที่ เวลาเจอใครก็ตาม ก็จะแอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า
ถ้าอีกฝ่ายมีคู่รัก คู่รักจะมีลักษณะยังไงนะ? จะมีบุคลิกเหมือนกับเจ้าตัวรึเปล่า
หรือว่ามีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกัน แล้วพอเจอจริง ๆ
ก็จะสนุกมากที่มันเหมือนหรือ แตกต่างกับที่เราคิดไว้….
ซึ่งปกติถ้าเพิ่งเป็นแฟนกันไม่นาน
เคมีระหว่างฅนสองฅนมักจะเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าเป็นแฟนกันนาน ๆ
หรือว่าแต่งงานกันแล้ว เวลาฅนสองฅนยืนคุยกัน หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน
ก็จะมีลักษณะบางอย่างที่เราสัมผัสได้ว่า เออ สองฅนนี้เป็นฅนรักกันนะ

ยกตัวอย่างอย่างเช่น ผมเคยเจอผู้ชายที่เรียบร้อย
เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด ซึ่งตอนนั้นผมก็เดาว่า ภรรยาน่าจะเป็นฅนพูดเก่ง
แต่พอเจอตัวจริงเข้า กลายเป็นว่าภรรยาพูดน้อยกว่าผู้ชายอีก
ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกดี แล้วที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือว่า
ผู้ชายซึ่งปกติไม่ค่อยพูด พออยู่กับภรรยา ก็กลายเป็นฅนที่พูดมากขึ้น
เป็นฅนชวนภรรยาคุย ดูนั่นดูนี่ ซึ่งการที่เราอยู่กับฅนรัก
แล้วทำให้บุคลิกเราเปลี่ยนไปนี่ เป็นเรื่องที่น่าประทับใจดีครับ

หรืออย่างเวลาผมเจอผู้หญิงตัวใหญ่
ก็จะคิดว่า สามีน่าจะตัวใหญ่ยิ่งกว่านั้น แต่พอเจอสามีตัวจริง
กลายเป็นว่าตัวเล็กกว่าภรรยา (เช่น
head lab ของผม หรือ ใครเคยเจอสามีอ.นลินีฟิสิกส์ก็น่าจะนึกออก) ซึ่งเห็นตอนแรกก็จะรู้สึกแปลก ๆ ครับ
แต่พอเห็นภรรยาเกาะแขนสามีเวลาคุยกันแล้ว ก็โอ้ว นี่แหละ เป็นสามีภรรยากันชัวร์
(ผมอธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกันครับ ต้องมาเห็นเองถึงจะสัมผัสได้)

 

ตอนที่ 2: เกลียดก่อนรัก

เคยอ่านใน wall post ของข้าวตูครับ ซึ่งผมประทับใจมาก เจ้าตัวเขียนว่า ฅนเราต้องเกลียดกันก่อน ถึงจะรักกันได้แล้วเจ้าตัวก็ขยายความว่า แรก ๆ เวลาเป็นแฟนกัน
มันก็เห็นทุกอย่างดีไปหมดนี่แหละ แต่หลังจากนั้น
เราก็จะเจอลักษณะนิสัยบางอย่างที่เราไม่ชอบ หรือ เกลียด
ซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงวัดใจกันล่ะ ถ้าไม่ไหวก็เลิก แต่ถ้ายอมรับได้
ปรับตัวเข้าหากันได้ ตอนนั้นแหละ ถึงจะพัฒนากลายเป็นความรักจริง ๆ

ถึงได้บอกว่า
ฅนเราต้องเกลียดกันก่อน ถึงจะรักกันได้

….เป็นประโยคที่ผมชื่นชอบมากเลยครับ
แล้วก็เห็นด้วยว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ที่สำคัญที่สุด
มันเตือนให้ผมมองเห็นถึงความเป็นจริง
ว่าไม่มีคู่รักไหนที่เข้ากันได้ไปเสียทุกเรื่องหรอก มันต้องมีเรื่องที่ขัดแย้งกัน
ไม่ลงรอยกัน ไม่ชอบขี้หน้ากันเป็นธรรมดา และยิ่งสนิทกันเท่าไหร่
ก็จะมองเห็นจุดบกพร่องของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับข้อเสียของอีกฝ่ายมากแค่ไหน

เพราะงั้น เวลาเราชอบใครก็ตาม
หรือคิดจะเป็นแฟนกัน ถ้าเราเผื่อใจไว้ก่อนว่า เออ ยิ่งเราคบกันเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งเจอด้านแย่ ๆ ของอีกฝ่ายมากขึ้นนะ ยิ่งคบกัน
ก็จะต้องเจอสิ่งที่เราไม่ชอบ ไปจนถึงขั้นที่อาจจะทำให้เราเกลียดเสียด้วยซ้ำ

ถึงตอนนั้น
ก็เป็นช่วงทดสอบเราแล้วล่ะ ว่าเรารักอีกฝ่ายมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งถ้าเตรียมใจไว้แบบนี้
ไม่ไปคาดหวังว่า อีกฝ่ายจะต้องเลิศเลอเพอร์เฟ็ค หรือต้องเข้ากับเราได้ทุกเรื่อง ผมคิดว่าความสัมพันธ์ก็น่าจะยืนระยะไปได้พอสมควรนะครับ
ผมเองมีแฟน ก็คงไม่คิดว่าจะต้องเข้ากับแฟนได้เสียทุกเรื่องหรอกน่า
มันก็ต้องมีเรื่องไม่เข้ากันได้บ้างแหละ (ขนาดอยู่กับที่บ้าน
โตมันด้วยกันทั้งชีวิต ยังตีกันจะตายเลยครับ)

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้แม่นยำครับ
คือรุ่นพี่ผม (แก่กว่าผมเล็กน้อย) เพิ่งทะเลาะ
+ เลิกกับแฟน แล้วก็มานั่งเศร้าเสียใจ มีเพื่อน ๆ รายล้อมช่วยปลอบ
เจ้าตัวก็บอกว่า
เนี่ย
เราไม่ได้หวังอะไรมากมายเลยนะ ไม่ต้องเข้ากันได้
100% ก็ได้ แค่ 80% เราก็พอใจแล้ว

รุ่นพี่อีกฅนที่นั่งข้าง ๆ …
ซึ่งอาวุโสแล้ว (คลาสผมมีตั้งแต่เอ๊าะ ๆ ยันแก่ครับ) ก็ออกตัวว่า
จริง ๆ จากประสบการณ์ของป้านะ
ถ้าเจอผู้ชายที่เข้ากับเราได้สัก
30% หนูก็ควรจะรีบรวบหัวรวบหางแล้วล่ะ(ฮา)

 

ตอนที่ 3: เวลาเปลี่ยน ฅนเปลี่ยน รักไม่เปลี่ยน

สมัยตอนอยู่โรงเรียน
ผมค่อนข้างที่จะเป็นฅนเรียบร้อยน่ะครับ เวลาชอบผู้หญิง
ก็จะชอบผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วเป็นธรรมชาติ บ้าบอคอแตกได้ ปล่อยมุขได้
ไม่ต้องระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา

พอเข้ามหาลัย
ทีนี้ใช้ชีวิตเต็มที่เลยครับ อยากทำอะไรก็ทำ ตอนนั้นความรู้สึกที่ว่า
อยากมีแฟนที่เราเป็นตัวของตัวเอง มันก็จางลง
(เพราะเป็นตัวของตัวเองอยู่ตลอดเวลาแล้ว)

สมัยมหาลัย ทำกิจกรรมพอสมควรครับ
(ไม่เท่ากับเพื่อนบางฅน แต่ก็ถือว่ามากพอใช้) ซึ่งช่วงนั้นก็คิดว่า ถ้าจะมีแฟน
ก็ขอมีแฟนที่ทำกิจกรรมเหมือนกันดีกว่า ถ้ามีแฟนที่เราแต่เรียนอย่างเดียว
คงคุยกันไม่รู้เรื่อง

แต่หลังจากจีบฅนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน
ก็เรียนรู้สัจธรรมว่า ฅนที่เข้ากับเราได้เวลาทำงาน
ก็เหมาะที่จะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานนั่นแหละ คุยรู้เรื่องเวลาทำงาน
ไม่ได้แปลว่าเรื่องอื่น ๆ จะคุยกันรู้เรื่อง

พอเรียนจบ และตอนนี้กำลังเรียนต่อ
ก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องจีบผู้หญิงที่ทำกิจกรรมเยอะ ๆ แล้วครับ
ปัจจุบันนี้รู้สึกว่าตัวเองมีวิถีชีวิตที่ประหลาดอยู่
(โปรแกรมที่เรียนก็เป็นหลักสูตรขาดแคลน ปีนึงเรียนกันไม่กี่ฅน)
แล้วมันก็หล่อหลอมทำให้มุมมอง ค่านิยมในชีวิตของเราไม่ค่อยจะตรงตามบรรทัดฐานของฅนในสังคมเท่าไหร่

ถ้าจะมีแฟน
ก็ขอว่าให้เป็นฅนที่เข้าใจเรามากพอ มีค่านิยมบางอย่างที่ตรงกัน
แล้วก็ยอมรับในสิ่งที่ตัวเราเป็น (ที่ฅนอื่น ๆ อาจจะไม่เห็นด้วยนัก)…ก็น่าจะดี

 

จะเห็นได้ว่า พอเวลาผ่านไป 10 ปี รสนิยม หรือสิ่งที่คาดหวังในเพศตรงข้ามก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย
ๆ ใช่ไหมฮะ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ในอีก
10-20 ปีข้างหน้า สิ่งที่ผมต้องการจากคู่ของผมเองก็คงจะเปลี่ยนไปอีก

 

ปัญหามีอยู่ว่า
สมมติว่าเราแต่งงานตอนเฉี่ยว ๆ
30 (สมมติ สมมติ)
แต่งงานไปแล้วสัก
20 ปี
เราจะยังรักผู้หญิงฅนเดิมรึเปล่า? หรือว่าเราจะเปลี่ยนใจแล้ว
และอยากหาฅนอื่นมาสนองความต้องการของเราใหม่?

ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิดนะครับ

ผมเองยังไม่เคยแต่งงานครบ 20 ปีน่ะครับ เลยไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ (ฮา)
แต่ลองเปรียบเทียบเล่น ๆ ว่า ผมรู้จักน้องชายผมมา
20 ปีเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ เราคุยกันได้เกือบทุกเรื่อง สนิทกันมากตั้งแต่เด็ก ๆ
ยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ รสนิยมเราก็แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ …
และเรื่องที่เราคุยกันได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ 
เหลือไม่กี่เรื่อง (เรื่องอื่นคุยกันแล้วตีกันตาย)

แต่ถ้าถามว่า
อยากได้น้องชายฅนใหม่ไหม?…. ผมคงตอบว่า
ไม่เอา

ต่อให้ได้น้องชายแสนดีกว่านี้
หน้าตาดีกว่านี้ (ฮา) เอาอกเอาใจเราเก่งกว่านี้ หรือ งี่เง่าน้อยกว่านี้ ผมก็คงไม่อยากได้น่ะครับ
เพราะเรามีสิ่งที่แทนที่ไม่ได้เลย ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ตลอด
20 กว่าปีที่ผ่านมา…

….ผ่านอะไรมาด้วยกันก็เยอะ
ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันก็มาก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิต
ก็มีน้องชายนี่แหละ ที่อยู่ด้วยกัน เพราะงั้น ต่อให้มีฅนที่ดีกว่า รสนิยมต้องกว่า
คุยกันรู้เรื่องกว่า …ก็อย่าหวังจะมาแทนที่น้องชายผมได้

ผมไม่เคยแต่งงานครับ แต่ก็คิดว่า
ถ้าอยู่กับใครสักฅนนานถึง
20 ปี
มันก็คงอารมณ์ประมาณนี้แหละ (เป็นการเปรียบเทียบที่ห่วยหน่อย
แต่ตอนนี้ผมคิดได้แค่นี้ละครับ)

เพราะงั้น ถึงเวลาจะผ่านไป
จิตใจของเราจะเปลี่ยนไป แต่อะไรบางอย่างที่หยั่งรากลึกแล้ว
ก็คงไม่ถูกถอนโค่นไปได้ง่าย ๆ หรอกครับ

ทีนี้คำถามก็เหลือแต่ว่า
เราจะใช้เวลาอีก
20 ปี (หรือ
ที่เหลือทั้งชีวิต) ร่วมกันไปยังไงดี?

ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก
แต่คิดว่า ถ้าเราจับมือกัน ประคับประคองกันไป ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ก็น่าจะผ่านพ้นระยะเวลาต่าง ๆ เหล่านั้นได้

แล้วมาเดินไปพร้อม
ๆ กันนะครับ

 ปล. ใครเคยมีประสบการณ์มีแฟนก็แชร์ได้นะฮะ…..
(ไม่มีก็แชร์ได้ครับ)

Advertisements
Comments
  1. Zerothman says:

    หึ

  2. ก้อน Masatha says:

    #Nutchly

  3. praew says:

    ประโยคนั้นที่ว่าต้องเกลียดกันก่อนถึงจะรักได้….เหมือนเคยอ่านในหนังสืออะไรซักอย่างเรื่องที่ว่าเพราะผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะ อันนี้รอป่านมาตอบดีกว่า(ป่านเคยเปรยๆเรื่องพิ้งให้ฟังตอนแพรวถาม)…..เวลาเปลี่ยน มุมมองเปลี่ยน แต่สเปคแพรวไม่ค่อยเปลี่ยนค่ะ เวลาจะมาเป็นแฟนจริงๆตอนนั้นก็ไม่ใช่เวลาจะมานั่งสนใจสเปคแล้วหล่ะ ถึงตอนนั้นยกบทบาทให้ "มันเป็นเพราะเคมี" เก้าสิบเปอร์เซนต์ -_-"ข้าน้อยอ่อนด้อยประสบการณ์นัก….รอคอมเม้นฮาๆของข้าวตู กับคอมเม้นยาวๆของน้าแจงดีกว่า กร๊ากกกกกก~

  4. TinG says:

    My face was like this :o) while reading this blog all the way long. Thank you for sharing ka ^^

  5. Chayanin says:

    ว้า ไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไรเลย

  6. ก้อน Masatha says:

    praew ³²>>> แหมมม อย่างน้อยก็มีประสบการณ์มีแฟนไม่ใช่เหรอจ๊ะ อุอุอิอิอิ แต่แอบอยากรู้สเปคของแพรวเหมอืนกันแฮะTirolarn>>> I love your smile jaaaaa Chayanin>>> แหม่ เป็นแฟนตั้งหลายปีไม่ใช่เหรอ น่าจะมีประสบการณ์บ้าง ไม่งั้นเล่าเรื่องที่แพรวถามป่านเกี่ยวกับพิงค์ก็ได้ (ทำตาแป๋วแหววรอฟัง) จะว่าไป สังเกตว่าเอนทรีแนว ๆ นี้ไม่ค่อยเข้าทางป่านนะเนี่ย คอมเมนท์สั้นตลอด (ส่วนเรื่องอื่นที่ฅนอื่นคอมเมนท์สั้น ๆ ป่านจะพูดยาวแทน ฮา)

  7. Unknown says:

    +++ เอนทรี่เรื่องรักๆอันแรกเลยมั้งที่เมไม่รู้จะพูดอะไร 5555

  8. Chantiga says:

    เค้าบอกว่าคอมเม้นท์ยาวไป เขียนให้สั้นลง แต่เปาขี้เกียจเขียนใหม่ ขี้เกียจตัดด้วย เปลี่ยนใจไปตอบยาวๆในเฟซบุ๊คละกันนะจ๊ะ

  9. the WiSe t0... says:

    ไม่กล้าตอบเรื่องรัก เหมือนกันอยู่กันมาหลายปี ไม่ค่อยเอื้อนเอ่ยถึงความรัก ที่แน่ๆรักไม่ได้ช่วยอะไร ในบางสถานการณ์

  10. c e r e a l says:

    รักคือธรรมชาติ ค่ะ .. มีหลายแบบ ของใครก็ของมัน ที่ไหนก็ที่นั่น ไม่มีอะไรจะเม้นท์ถ้าเราไม่ทรยศต่อธรรมชาติ .. ธรรมชาติก็จะไม่แปรปรวนมาทำร้ายเราแต่ถ้าถึงคราวซวย … ภัยธรรมชาติก็มักจะมาในวันที่เราไม่รู้ตัว เหมือนสึนามิในวันที่ทะเลนิ่ง เป็นต้น "ผู้ประสบภัย" ก็ต้องฟื้นฟูใจกันต่อไป .. เห็นมะ ธรรมชาติจริงๆ 555

  11. Chayanin says:

    จริงๆ ทีแรกก็กะจะตอบยาวๆ เหมือนกันแหละ แต่ตอบสั้นๆ ให้คนหมั่นไส้ก่อน 55ว่าแต่แพรวก็มีแฟนมาซักพักแล้วนี่ ไม่มีอะไรจะเล่าเลยหรือไงแต่ว่า ลืมไปแล้วอ่ะ ว่าเคยเล่าอะไรให้แพรวฟัง เพียงแต่คิดว่า โดยความเชื่อแล้ว เชื่อว่า ยังไงความสัมพันธ์มันจะแน่นขึ้นได้ ก็น่าจะต้องผ่านอะไรซักอย่างอยู่แล้วล่ะนะไว้พี่ก้อนกลับมา แล้วคุยกันดีกว่ามั้งฮะ (ในนี้มีคนตามอ่านอยู่ ฮ่าๆ)

  12. Piyapong says:

    พูดเรื่องแต่งงานแล้วไม่มีไอเดียจะคอมเมนท์เลย หนนี้ขออ่านนิ่ง ๆ ไม่ไหวติงนะครับ

  13. ก้อน Masatha says:

    May >>> 55+ นั่นสินะ ปกติแล้วเมย์มีเรื่องพูดเยอะเลยนะเธอว์เปานูนะ >>> ผมว่าผมหงุดหงิดกับ สเปซใหม่เหมือนกันครับ เขียนยาวนิดหน่อยมันก็ไม่ยอมแล้ว ต้องแบ่งออกเป็นช่วง ๆ แต่ที่ตอบในเฟซบุ๊ค ผมเข้าไปตอบให้แล้วนะฮะ ขอบคุณมากจจ้า

  14. ก้อน Masatha says:

    the WiSe t0… The Fooli… >>> โห เวลาเจอฅนบอกว่า รักไม่ช่วยอะไรในบางสถานการณ์เนี่ย รู้เลยครับว่าเจอฅนมีประสบการณ์ของจริง เพราะพวกที่ยังเอ๊าะ ๆ อยู่ (หรือแม้แต่ฅนที่แก่แล้วเองก็เหอะ) ก็มักจะคิดว่า ความรักเอาชนะได้ทุกเรื่องจริง ๆแล้วถ้ารักไม่ช่วยอะไร ในสถานการณ์นั้นต้องใช้อะไรช่วยแทนละครับ?c e r e a l _ r e a l l y >>> โหววว เปรียบเทียบได้จ๊าบมากอ่ะแอ้ แล้วของแอ้เป็นธรรมชาติอะไรละจ๊ะ? ภูเขา ทะเล หรือว่าน้ำตกกันล่ะเอ่ย?

  15. ก้อน Masatha says:

    Chayanin >>> Agree with Chayanin, Praew-don’t you have anything so share ja? ^_^ไว้พี่ก้อนกลับมา แล้วคุยกันดีกว่ามั้งฮะ— well, I think we never talk something not politics na ha 55555+Freddie Ljungdurst โจ้ >>> 55+ not only a marriage life krub, just boy-girlfriend is same same

  16. the WiSe t0... says:

    นานวันที่ใช้ชีวิตร่วมกัน…รักไม่ช่วย แค่ความเข้าใจก็ไม่พอ ต้องยอมรับ ในความแตกต่าง ในสิ่งที่เป็นตัวตนของแต่ละคนจ๊ะ….เชื่อสิ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ

  17. Jang says:

    ไม่รู้เหมือนกันนะ คู่พี่กะพี่โจ้นับวันก็มีเรื่องคุยมากขึ้นเรื่อยๆ สนิทมากเรื่อยๆ ยังยืนยันว่าความรักชนะทุกสิ่ง สำหรับคู่พี่นะ คงเพราะโชคดีหรือพระอาจจะอวยพร พี่ว่าพี่เต็มที่ พี่โจ้ก็เต็มที่ เวลาพูด แสดงหรือทำอะไรจะเต็มร้อยทั้งคู่เราเลยรู้สึกว่าเพราะเขาเต็มที่เราก็เต็มที่ ผ่านเรื่องร้ายๆมามาก โดยเฉพาะตอนนี้เรื่องการเงินที่วิกฤติอย่างหนัก แต่ไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะกดดันอะไรบางทีก็ขำๆว่าเออนี่ มันแย่แล้วนะ แต่เรารู้สึกว่า เราจะผ่านไปได้เหมือนหลายๆเรื่อง เพราะมีอีกคนอยู่ข้างๆ

  18. Bar-Ba_Ra says:

    "ปล. ใครเคยมีประสบการณ์มีแฟนก็แชร์ได้นะฮะ….. (ไม่มีก็แชร์ได้ครับ)"refer to …. Golfรึเปล่าค่ะ?

  19. ก้อน Masatha says:

    the WiSe t0… The Fooli… >>> เห็นด้วยเลยครับ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ แต่ผมคิดว่า ก็เพราะรักนี่แหละครับ ตัวช่วยอย่างอื่นมันก็เลยตามมาเป็นพรวน (ถ้าไม่รักซะอย่าง คงทำใจยอมรับในความต่างยากพอดู)Bar-Ba_Ra San…DR-a>>> 555+ totally not!

  20. ก้อน Masatha says:

    Jang>>> เวลาพูดว่า เต็มร้อย นี่ ฟังดูโหดจังเลยครับ เหมือนจะไปแข่งขันอะไรสักอย่าง 555+ ได้ฅนรักที่เข้ากันได้ขนาดนี้ ผมว่าพระอวยพรแล้วละครับ ผมเห็นด้วยว่า ถ้ามีอีกฅนอยู่ข้าง ๆ เรื่องยากก็กลายเป็นเรื่องง่ายได้…แต่ถ้าตบตีกัน เรื่องง่าย ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยากได้เหมือนกัน 5555+

  21. the WiSe t0... says:

    ก็คงใช่ค่ะ…ยิ่งบวกความรักที่มีร่วมกันคือลูก…อะไรก็ง่ายดาย เจอรักยิ่งใหญ่เข้าแล้วสิ

  22. praew says:

    เอาไว้เจอพี่ก้อนกับป่านพร้อมกันและไม่มีการเมืองค่อยว่ากันค่ะ ;P

  23. June says:

    แหม พอต้องมีประสบการณ์นี่ลำบากทันทีที่จะคอมเม้นต์เลยแต่ยังมีประสบการณ์คนอื่นมานะป๊ากะม้าจูนเองล่ะพักหลังๆมีบ้างที่ม้าบ่นป๊าไปเรื่อย คือป๊าเป็นคนขี้เกียจน่ะบ่นไปบ่นมาอะไรไม่รู้แล้วม้าก็พูดขึ้นมาว่าเนี่ยก่อนแต่งมีหมอดูบอกว่าถ้าแต่งให้แต่งกับคนสูงโปร่งจะได้ไม่เหนื่อยมากซึ่งป๊าเราไม่ใช่เล้ยยยยย สูงน่ะได้แต่ตันจ้า….แต่แล้วม้าก็พูดต่อว่า…แต่ถ้่าให้กลับไปเลือกอีกที..ม้าก็เลือกป๊าเหมือนเดิมน่ะแหละ….อืม….ดีใจมีป๊ากะม้าแบบนี้

  24. ก้อน Masatha says:

    the WiSe t0… The Fooli… >>> 555+, My mother told me the same thing krubpraew ³² >>> Deal!June S.Santijitrungruang >>> Woww, your parents are so cute na ja nia.

  25. Diary on Line says:

    ยิ่งโตมุมมองความรักก้อจะยิ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พูดยากเนอะคิดว่า..ความรัก ระหว่างคนสองคนคือการอยู่ด้วยกันเเล้วมีความสุขทั้งคู่ แต่ใช่ว่าคนไม่รักกันจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ หรือคนรักกันจะได้อยู่ด้วยกันเสมอไปแต่บางที"ความรัก" ทำให้คนบางคนเรียนรู้จักการ "ให้" ไปพร้อมๆ กับ "เห็นแก่ตัว" ได้อย่างน่าประหลาด: ให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรัก…แต่เห็นแก่ตัวกับคนทุกคนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรในชีวิต ความรัก ไม่ได้ทำให้คนตาบอดหรอกค่ะ แต่ความรักทำให้คนตาบอดมองเห็น ตังหากล่ะ อิอิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s