อย่ามาล่าแม่มดกันแถวนี้

Posted: August 4, 2010 in วัฒนธรรมพิพากษ์-สังคมพิจารณ์-การเมืองพิสดาร

จริง ๆ แล้วเรื่องของการล่าแม่มด หรือกระบวนการ social sanction เป็นสิ่งที่ผมตามดูอยู่ห่าง ๆ มาสักพักแล้วครับ

เพราะว่ากันตามหลักการแล้ว
กระบวนการนี้ค่อนข้างน่าสนใจนะครับ เพราะผมยอมรับว่า กฏหมายมันค่อนข้างตายตัว
ไม่ยืดหยุ่น แล้วก็มีจุดพร่องเยอะ กระบวนการนี้ก็เข้ามาเสริมจุดอ่อน
เพื่อเป็นการแสดงออกในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ตามติดเท่าไหร่น่ะครับ
เพราะเบื่อเวลาอ่านความเห็นในเว็บบอร์ด ที่มักจะสุดขั้วเอาเสียมาก ๆ
จนไม่อยากจะถือเป็นสาระเท่าไหร่

บางฅนก็บอกว่า ในเว็บบอร์ด social sanction หรือพวกสนับสนุนรัฐบาลนี่ ใช้ถ้อยคำหยาบคายมาก รับไม่ได้ คือผมก็อยากจะบอกว่า
ลองไปอ่านเว็บบอร์ดพวกประชาไท หรืออะไรที่เป็นขั้วตรงข้ามบ้างก็ดีนะครับ
เรื่องขู่จะฆ่า ลากภรรยามาข่มขืน ลากลูกสาวมาข่มขืนนี่ มีให้เห็นเป็นประจำ
(ถ้าไม่โดนลบไปเสียก่อน) ผมเข้าไปหนสองหน ก็เลิก อ่านต่อไม่ไหว (จริง ๆ
เรื่องเว็บโดนปิดนี่ ผมออกจะสงสัยว่า ปัญหามันน่าจะอยู่ที่ตัวเว็บบอร์ด
มากกว่าหน้าหลักนะครับ แต่เพื่อนบางฅนก็เถียงว่า เมเนเจอร์ก็แบบนี้เหมือนกัน
ทำไมไม่โดนปิด อันนี้ผมยอมรับครับว่า ไม่เคยเข้าไปอ่านเมเนเจอร์ ก็เลยไม่รู้จะไปถกเถียงอย่างไร)

ทีนี้ฅนเรามักจะเรียกร้องสิทธิในการพูด โดยลืมไปว่า
อีกฝ่ายก็มีสิทธิในการพูดเช่นเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเรากล้าที่จะพูด
(หรือเขียน) อะไรบนเว็บ ก็ต้องยอมรับว่า
อีกฝ่ายก็มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นในรูปแบบเดียวกันย้อนกลับมาเช่นกัน


เคยเจอประสบการณ์ตรงครับ สมัยนั้นคุณทักษิณยังใช้ facebook กับ twitter เป็นหลักอยู่ ตอนนั้นก็ tweet อะไรสักอย่าง เกี่ยวกับโครงการที่รัฐบาลนี้ไม่ยอมทำ (ขออภัย
จำรายละเอียดไม่ได้) ก็อย่างที่น่าจะเดาได้ ใน
facebook ฅนก็เข้าไปรุมด่ารัฐบาลนี้เต็มไปหมด

ผมก็เข้าไปแสดงความเห็นว่า โครงการนี้ สมัยรัฐบาลคุณทักษิณก็ไม่ได้ทำเหมือนกันนะครับ
อยากทราบว่าตอนนั้นมีปัญหา หรือมีข้อขัดข้องอะไรรึเปล่าครับ?

หลังจากนั้น ผมก็ได้ทั้ง Facebook message
ทั้ง email เข้ามา ตำหนิ ต่อว่า เสียดสี ประชดประชัน ฯลฯ
มีทุกรูปแบบนั่นแหละครับ เพียงแต่ผมเข้าใจว่า ผมไม่ได้จุดประเด็นอะไรร้ายแรง
แล้วผมก็ไม่ใช่บุคคลสาธารณะที่ฅนอื่น ๆ จับจ้องอยู่ พอไม่สนใจ ไม่ลงไปตอบโต้
สักสองสามวัน ฅนอื่นก็เลิก

แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดี
ว่าเวลาเราแสดงความเห็นอะไรไป ก็มีฅนพร้อมที่จะแสดงความเห็น
ต่อความเห็นของเราอีกทีเช่นกันครับ


อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ฅนต่อต้านกระบวนการ social sanction ข้ออ้างที่มักใช้บ่อย ๆ ก็คือว่า สิ่งที่ทำมันไม่ได้ ผิดกฎหมายสักหน่อยนี่นา แล้วฅนอื่นจะมาเดือดร้อนอะไรด้วย
ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ผมประหลาดใจนิดหน่อยนะครับ เพราะถ้าจะยึดกรอบว่า
อะไรไม่ผิดกฎหมาย แปลว่าทำได้

ด่ากันนี่ ไม่ผิดกฎหมายเหมือนกันน่ะนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไม่ลุกในโรงหนัง
เวลาเพลงสรรเสริญบารมีขึ้น นั่นเป็นสิทธิของคุณครับ
ซึ่งอาจจะอ้างได้ว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีฅนไม่พอใจ
เดินเข้าไปตำหนิ เข้าไปต่อว่า มันก็เป็นสิทธิของเขา (ที่ไม่ผิดกฎหมายเช่นกัน)

มันก็เหมือนคุยโทรศัพท์ในโรงหนังนั่นแหละครับ
มันก็อ้างได้ว่าไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่มันไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม
แล้วเมื่อใดที่คุณมีความกล้าพอที่จะทำอะไรทวนกระแสสังคม
คุณก็ควรจะยอมรับผลที่ตามมา (ที่มันไม่ผิดกฎหมายด้วย)

จนมีการต่อยปากกันนี่แหละครับ มันถึงจะข้าม เส้นกลายเป็นการทะเลาะวิวาทไปได้


แต่ทีนี้จะทำอะไรก็ตาม มันก็ควรจะได้สัดส่วนนะครับ
ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่ผิดกฎหมาย แปลว่าจะทำอะไรก็ได้ มันควรจะเอาเหตุผลนำหน้า ไม่เอา
อารมณ์นำหน้านะครับ ทั้งเรื่องน้องก้านธูป
ทั้งเรื่องมาร์ค
AF ผมว่ามันออกจะไปกันใหญ่
เกินเลยไปเยอะ และไม่เห็นด้วยจริง ๆ

โดยเฉพาะพวกแฟน ๆ นี่ตัวดี
ลองไปคุยกับนักการเมืองจริง ๆ ทั้งคุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ คุณกอร์ปศักดิ์
ทั้งหมดประนีประนอมทั้งนั้นครับ ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องใหญ่
มีแต่แฟนคลับที่บิวท์กันไปเอง

จะตำหนิก็ตำหนิ จะต่อว่าก็ต่อว่า
ถ้ามันเกิดขึ้นในเว็บบอร์ด ก็ควรจะให้มันจบแค่ในเว็บบอร์ดครับ ไม่ใช่ตามไปถึงบ้าน
หรือเอาข้อมูลเรื่องส่วนตัวมาเสียบประจาน บอกตรง ๆ ว่ามันไม่อารยะเอาเสียเลย
ฅนที่มีวัฒนธรรมควรจะ
ดัดจริตมากกว่านี้ ไม่ทำตัวป่าเถื่อนแบบนั้นนะครับ (ขออภัยถ้าทำให้ใครไม่พอใจ)


พอปล่อยให้อารมณ์นำหน้าแล้วเนี่ย
มันเลยเถิดไปได้ง่าย ๆ มากเลยครับ ตอนที่มีการคุยกันสองฝ่าย รัฐบาลกับเสื้อแดง
ที่ออกอากาศสด แล้วคุณวีระ (หรือฅนอื่นไม่แน่ใจ ผมอาจจะจำผิด)
เวลาคุยกันก็เอาที่คุยกันในนี้ อย่าไปติดใจอะไรกับสิ่งที่พูดบนเวที
อย่าเอามาเกี่ยวกัน…. ผมโคตรชอบประโยคนี้เลยครับ

ก็นั่นปะไรล่ะ อยู่บนเวทีก็บิวท์กันเอามัน
(ตอนพันธมิตรนี่ก็ตัวดี บิวท์แหลกเหมือนกัน) ผู้นำชุมนุมก็รู้ว่า
บิวท์ไปเพื่อเอาใจมวลชน แต่ถามว่า พอมวลชนอินมาก ๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรเกินเลยไป
รับผิดชอบกันบ้างไหม? ก็เปล่า (ขนาดพูดบนเวที ให้เผาสถานที่สาธารณะ
ยังเลี่ยงไปบอกว่า พูดเล่น ไม่คิดว่าจะมีใครทำจริง กันเลยนี่ครับ)

ในเว็บบอร์ดก็เหมือนกันครับ บิวท์ไปบิวท์มา
มันก็เลยเถิด แล้วก็ทำให้เกิดความรุนแรง เกิดความแตกแยกกัน ทั้ง ๆ
ที่มันไม่ควรจะเกิดเอาเสียเลย


แต่ผมไม่ได้บอกว่า ห้ามพูด ห้ามเถียงหรอกนะครับ
ตรงกันข้ามครับ ผมคิดว่าเรามีจุดยืนได้ เราเลือกข้างได้

ต้องยึดหลักของตัวเราเองให้มั่นคงครับ อย่าปล่อยให้อารมณ์นำหน้า
อะไรที่ผิดก็ต้องบอกว่าผิด อะไรที่ถูกบอกว่าถูก แล้วที่สำคัญที่สุด อย่าไปคิดว่า
ถ้าเลือกแล้วคือเลือกเลย ต้องเห็นด้วยทุกอย่าง อะไรที่ฝ่ายเราทำ แปลว่าถูกหมด
ถ้าอีกฝ่ายทำ แปลว่าผิดหมด แบบนั้น กระบวนการใช้เหตุผลจะบิดเบี้ยวได้ง่ายมาก ๆ
ครับ

ผมมีเพื่อนฅนหนึ่ง
ซึ่งออกจะเป็นฅนธัมมะธรรมโมน่ะนะครับ แล้วก็มักจะรณรงค์ให้ฅนอื่น ๆ ปล่อยวาง
และให้อภัยซึ่งกันและกัน เวลามีฅนที่รสนิยมทางการเมืองต่างกัน ด่าอีกฝ่ายหนึ่งเสีย
ๆ หาย ๆ เจ้าตัวก็จะแนะนำให้ปล่อยวาง และให้อภัยอีกฝ่าย ขนาดแค่บอกว่า
ใครทำกรรมอะไรไว้ ก็ขอให้รับผลกรรมนั้นแล้วกันเจ้าตัวยังบอกว่า อย่าคิดอย่างนั้น เลยครับ เพราะการพูดแบบนั้นแปลว่า
ถ้าทำชั่วก็ขอให้ได้รับผลชั่ว ซึ่งเป็นการสาปแช่ง ทำให้จิตใจเราขุ่นมัวเปล่า ๆ

แต่ล่าสุด พอเจอเคสที่
ผู้ที่มีรสนิยมทางการเมืองตรงกัน ไปด่าผู้มีอำนาจเสีย ๆ หาย ๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ผมไม่เห็นเจ้าตัวเค้าทักท้วงอะไร ผมเข้าไปแซวว่า แบบนี้เนี่ย ไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งไม่สมควรบ้างเหรอ?  เจ้าตัวกลับให้เหตุผลว่า "เมื่อเทียบสัดส่วนความผิดที่ผู้มีอำนาจได้กระทำไป
ด่าแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!"

….บอกตรง ๆ ว่า เล่นเอาผมมึน แล้วก็รู้สึกว่า
แนวคิดที่เจ้าตัวพยายามจะรณรงค์กับการปรับใช้ในชีวิตจริงมันย้อนแย้งอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน


แต่การพยายามทำความเข้าใจผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากเรา
เป็นเรื่องสนุกนะครับ ผมค่อนข้างจะชอบถกประเด็นกับฅนที่มีความเห็นต่างกัน
ล่าสุดนี่ก็ไปถกใน
Facebook ของรุ่นน้อง แรก ๆ
นี่เล่นแรงเอาจนรู้สึกว่า ถ้าเจอกันสงสัยมองหน้ากันไม่ติดแน่ ๆ (ฮา)
แต่พอคุยกันวันหลัง ๆ มันก็จูนตรงกันได้เรื่อย ๆ ครับ จนสุดท้ายก็โอเคครับ
เจ้าตัวบอกว่า ความรู้สึกไม่ดีจากการที่คุยกันวันแรก ๆ ก็จางหายไปเยอะแล้ว

ผมคิดว่าจุดสำคัญคือการมองหา จุดร่วมกันน่ะนะครับ เวลาเราเถียงกัน
มักจะมองหาจุดพร่องของอีกฝ่าย จนลืมไปว่า จริง ๆ แล้วมุมมองของฅนเราเนี่ย
มีจุดที่ตรงกันมากกว่าจุดที่ต่างกัน พอผมเริ่มบอกว่า เออ ประเด็นนี้เห็นด้วยนะ
ส่วนประเด็นนี้ก็เห็นด้วยว่ะ รวมไปถึงการยอมรับว่า จุดยืนบางอย่างของผมเองก็มีข้อบกพร่อง
ยอมรับในจุดอ่อนของตน ผมว่ามันช่วยให้บรรเทาโทนร้อนแรงของการถกเถียงไปได้เยอะนะครับ


พูดถึงเรื่องคุยกับฅนความเห็นต่าง
เคยมีอีกเคสน่าสนใจครับ อันนั้นคุยทางทวิตเตอร์ (ผมไม่รู้จักอีกฝ่ายด้วย
เจ้าตัวเข้ามาทักก่อน) ก็ถกกันเคสคดีทำกับข้าวของคุณสมัคร
อีกฝ่ายคิดว่าไม่น่าจะผิด
ส่วนผมก็อธิบายว่าคำพิพากษาของศาลบอกว่าคุณสมัครผิดตรงไหน ๆ

ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า เจ้าตัวก็เกิดแย้งมาว่า
ถ้าคุณสมัครผิดรธน.จริง ๆ ทำไมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำเหมือนกัน ไม่ผิดด้วย?

ผมก็อธิบายไปว่า เคสอ.จรัญ
มีกฎหมายอีกตัวหนึ่งคุ้มครอง เลยไม่ผิด

วันรุ่งขึ้น เจ้าตัวมาตอบ ก็โวยวายทำนองว่า ยกกฎหมายมาตรานี้มาทำไม
มันไม่เห็นเกี่ยวกับเคสคุณสมัครที่เรากำลังคุยกันอยู่เลย

ผมอ่านแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ ว่าเจ้าตัวเกิดไปกินยาผิดอะไรตรงไหน
แล้วก็มาหาว่าผมพูดออกนอกประเด็น (ทั้งที่เจ้าตัวเป็นฅนยิงคำถามมาก่อนแท้ ๆ )

สุดท้ายเคสนี้ก็เลิกคุยครับ แล้วก็เรียนรู้ว่า
บางทีเราก็ทำได้ดีที่สุดแค่นี้จริง ๆ


เวลาผมถกทางทวิตเตอร์กับป่าน (@chayanin) พอ (@paul_012) ก็เคยเข้ามาคอมเมนท์นะครับ
ว่ากว่าจะจูนประเด็นตรงกันกับป่าน ก็ล่อเข้าไปครึ่งค่อนบทสนทนา (ร่วมชั่วโมง)

 

ผมก็อยากจะบอกว่า จูนกันติดในชั่วโมงนึงเนี่ย
เร็วแล้วนาครับ อย่างรุ่นน้องที่ถกกันใน
FB ก็อัดเข้าไป 4-5 วัน
ส่วนเคสคุณสมัครนี่ คุยร่วมอาทิตย์แล้วยังออกนอกทะเลอยู่เลยครับ
T_T



สุดท้าย ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเริ่มต้นแต่อย่างใด
(ขออภัย เอนทรีนี้ออกทะเลมากมาย) แต่อยากจะบอกว่า

ปรองดอง/สมานฉันท์ ไม่ได้แปลว่าเกี๊ยเซี้ย แล้วก็ไม่ได้แปลว่า ซุกขยะไว้ใต้พรม
แต่หมายถึงการให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามขั้นตอนโดยไม่เข้าไปแทรกแซง
+ เรียนรู้ความเจ็บปวดของอีกฝ่าย +
ยอมรับว่าเรามีส่วนผิด
+ ให้อภัยซึ่งกันและกัน

….ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป มันก็ไม่ใช่….เรื่องง่าย
ๆ แค่นี้ ทำไมทั้งเหลืองและแดง มันไม่เข้าใจกัน (วะ)

Comments
  1. Avena says:

    ด่ากัน ก็ผิดกฎหมายนะครับ หมิ่นประมาทผู้อื่น (ถึงเรื่องจะไปขั้นศาล ก็คงตัดสินให้ยอมความกันอยู่ดี)แต่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ นี่ไม่แน่ใจครับ แต่เข้าใจว่าน่าจะผิดซักข้อเหมือนกันแต่ประเด็นโดยรวม (ไม่นับออกทะเล) ก็เห็นด้วยกับพี่ก้อนนะครับ

  2. ก้อน Masatha says:

    ด่ากัน กับ หมิ่นประมาท ฅนละเรื่องครับ

  3. ก้อน Masatha says:

    ลองอ่านตามลิงค์ที่ให้ จะกระจ่างมากขึ้นว่า ด่า กับ หมิ่นประมาท ต่างกันตรงไหนครับhttp://tinyurl.com/2d2n7elส่วนเรื่องเคารพเพลงสรรเสริญ ไม่มีที่ผิดตรง ๆ น่ะครับ (ถ้าหมายถึงข้อหาหมิ่นพระบรมฯ) มีแบบเฉี่ยว ๆ แต่ที่ฅนชอบอ้างคือฎีกาเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ซึ่งจะว่าไป ผมไม่ค่อยเห็นด้วยในหลักการครับ และในฎีกานั้น ก็ค่อนข้างจะมีพฤติการณ์อื่นประกอบ (เช่นใช้คำพูดไม่เหมาะสม) ซึ่งต่างจากเคสไม่ยืนในโรงหนังพอสมควรครับ

  4. Diary on Line says:

    แต่ก่อนก้อชอบถกประเด็นความเห็นต่างนะคะหลังหลังมา..จะแค่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแค่นั้นเอง เพราะรู้สึกต่างฝ่ายจะเยอะเกิน เล่นกันเยอะเกินเคยมีคนบอกให้ระวังตัว อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์เกินไประวังคนที่เห็นต่างทางการเมืองตามล่า !!หุหุ..บางทีก้อนึกกลัวอยู่เหมือนกัน << แต่ก้อคงไม่มีอะไร !!

  5. Chayanin says:

    โดยรวมเห็นด้วยเลยครับ ส่วนตัวแล้วเห็นว่า จุดที่เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่กรณีของการกดดันในที่สาธารณะของมาร์ค V11 เท่าไหร่ (คือมันรุนแรงเลอะเทอะเกินเหตุ ในระดับที่ผมไม่เห็นด้วย) ที่ผมถือว่าเลวร้ายและหมิ่นเหม่ที่สุด คือการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และการคุกคามในชีวิตส่วนบุคคล

  6. Chayanin says:

    ว่าแต่ลำพังด่ากันเนี่ย ก็มีโอกาสเข้าข่ายดูหมิ่นนะครับ และผมก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ ว่าการมาด่าอะไรบางอย่างที่ไม่ได้ไปละเมิดคนอื่น จะไม่ผิด (เช่น สมมติว่าผมเป็นเกย์แล้วเดินจูงมือกับแฟนในที่สาธารณะ แล้วมีพวก homophobia เข้ามาด่า จะไม่ผิดจริงหรือ?)

  7. Piyapong says:

    ผมจำได้ว่าตอนมีคดีความที่มีการฟ้องร้องเรื่องการไม่ลุกขึ้นยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนังนักกฎหมายคนหนึ่ง (ขออภัยจำชื่อไม่ได้) พูดออกโทรทัศน์เลยครับ "ผิดกฎหมาย"ส่วนเรื่องการดึงบุคคลระดับชั้นปกครอง (แต่อย่าริอ่านดึงที่สูงกว่านั้นนะ) ลงมาล้อเลียน จนกระทั่งถึงขั้นด่าทอด้วยความไม่เห็นด้วย หรือจะอคติก็ตามผมมองว่าเป็นกระบวนการลดทอนอำนาจของชนชั้นปกครองในทางหนึ่งด้วยเหมือนที่วาทกรรมนึงว่าไว้ หากยังได้ยินเสียงวิจารณ์รัฐบาล อย่างน้อยก็จงดีใจว่ายังพอมีสิทธิเสรีในบ้านเมืองนี้บ้าง "บ้าง"

  8. Jang says:

    โบราณว่าก็ถูกนะ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองความจริงในวงข้าว พี่ก็คุยเกือบทุกเช้านะ แต่ไม่เยอะแยะเหมือนบนเนท หรือโชคดีที่เพื่อนค่อนข้างจะโอเคมีบ้างที่รั่วๆ เช่นเพิ่งหนีหนี้แบงค์แต่ด่านักการเมืองว่าโกง หรือด่า…แต่พอเรายิงประวัติศาสตร์เป็นสลุต หล่อนก็ตอบไม่ได้ เพราะจำขี้ปากเขามาเล่าอีกที(ฮ่วย)แล้วพี่ก็โดนเม้งไปตามระเบียบไม่ตอแยคิดว่าคุยกับคนพวกนี้เหมือนเอาทองไปถากสังกะสี เสียเวลาอบเค้ก..แหะๆ

  9. Chayanin says:

    เพิ่งเห็นว่า ลิงค์ที่พี่ก้อนให้มา เปรียบเทียบกับข้อหาดูหมิ่นอยู่แล้ว

  10. ก้อน Masatha says:

    Diary on Line ร้ายตัวแม่ – >>> if you didn’t use extreme, curse words, I think it should be fine na krub. However, please be careful too. In this period of time, must save yourself first (but don’t let it block your freedom of speech na krub).Chayanin >>> agree with you too, can accept to interfere any one’s private life. It’s too bad. About ดูหมิ่น, it’s totally depends on the words you use krub. Hope you understand more from the link na krub ^_^

  11. ก้อน Masatha says:

    Freddie Ljungdurst โจ้ >>> 555+ [นักกฎหมายคนหนึ่ง (ขออภัยจำชื่อไม่ได้) พูดออกโทรทัศน์เลยครับ "ผิดกฎหมาย"] >>> the opinion in laws never be all agreed krub. Tell you the truth, I rarely agree with Dr. Vorajate when I read his articles too, but it’s good to learn and discuss krub.

  12. ก้อน Masatha says:

    Jang narangsiya >>> [เพราะจำขี้ปากเขามา] most of people, including me, always จำขี้ปากเขามา krub. There is not many things I dare say that it’s my original thought krub. However, because we never know everything, it’s better to จำขี้ปากเขามา and discuss with people that จำขี้ปากเขามา from other source.But agree that sometimes, it’s hopeless to talk jingjing

  13. Chantiga says:

    เม้นท์ไม่ถูก รู้แต่เห็นด้วยกับ entry ของก้อน อ้อ…มีคำถาม การไม่ลุกขึ้นยืนในโรงหนัง ตอนเพลงสรรเสริญ ไม่ผิดกฏหมายเหรอคะ แสดงว่าโดนคุณแม่หลอกมาตลอดสิ เพราะแม่บอกมาว่าถ้าไม่ยืนตำรวจจะมาจับน้า…แล้วก็เชื่อตามนั้นมาตลอด :)แต่เปารู้สึกดี ที่ได้ทำนะ

  14. Piyapong says:

    เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผิดหรือถูกกฎหมายผมว่าคนที่มีจิตสำนึก และเคารพรากเหง้าตัวเอง น่าจะสำเหนียกได้ว่า เพราะอะไรเราถึงมีบ้านเมืองที่สงบสุขพอที่จะมีเวลาไปเอ้อระเหยนั่งชมภาพยนตร์ในโรงหนังได้การลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพแค่ไม่กี่วินาทีใรโรงหนัง คงไม่ทำให้ชีวิตลำบากนักหรอกครับ

  15. Jang says:

    สำนวน จำขี้ปากเขามาพูด..นี่ไม่ได้หมายความดีเลยนะหมายความถึงพวกที่ได้ยินได้ฟังมาโดย"ปราศจากการไตร่ตรอง" แล้วนำไป"พูดต่อ"โดยมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ฟังเชื่อตามนั้นและคนประเภทนี้มักจะไม่ต้องการเหตุผลรองรับหรือคำโต้แย้งได้ยินมาแล้วดิสคัส ไม่ใช้สำนวนจำขี้ปากนา จำขี้ปากจะดิสเครดิสเสียมากกว่ากำลังคิดว่าหรือมันจะเป็น"original thought" ของคนไทย..จริงๆอืม….ปริศนาไขกระจ่างแล้ว^_^

  16. ก้อน Masatha says:

    Chantiga C. >>> ตอบใน FB แล้วนะครับFreddie Ljungdurst โจ้ >>> เห็นด้วยสุด ๆ ว่ายืนแค่ไม่กี่นาที ไม่เห็นจะทำให้ชีวิตลำบากตรงไหนเลยครับ แต่ว่า ในประเทศประชาธิปไตยแบบเราเนี่ย บังคับให้ฅนอื่นคิดเหมือนเรา จะโดนหาว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตยเอาได้ง่าย ๆ น่ะครับ ^_^Jang narangsiya >>> ผมเข้าใจความหมายของสำนวนนั้นดีครับ พี่แจง ผมอาจจะเล่นกับภาษามากไปหน่อยเลยทำให้พี่แจงสับสน เข้าใจว่าผมหมายความตรงไปตรงมาทุกอย่างตามตัวอักษรที่พูด (คือจับอารมณ์ประชดในการเขียนไม่ออก) ขอโทษที่อาจจะเขียนไม่เคลียร์นะครับ

  17. praew says:

    การตอบโต้ได้ทันทีโดยต่างฝ่ายต่างไม่เห็นหน้า สร้างแนวโน้มการสื่อสารที่ใช้ถ้อยคำรุนแรง โดยขาดการตริตรองตามที่เวลาปกติเราควรจะมี(มากกว่าตอนนั้น)

  18. Chayanin says:

    ผมสังเกตว่า พี่ก้อนจะตั้งคำถามว่า ทำแล้วเป็นปัญหาตรงไหน มากกว่าที่จะถามว่า แล้วทำไมต้องทำนะครับ สำหรับผม มันเป็นกลไกการจัดสรร burden of proof ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะมันเท่ากับว่า กฎใดๆ ก็ตามสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อดีอะไรเลย ตราบเท่าที่อีกฝ่ายไม่สามารถแสดงข้อเสียออกมาได้

  19. Chayanin says:

    และผมก็ไม่รู้ว่า อะไรที่ทำให้คนมองว่าธรรมเนียมที่นำเข้ามาจากอังกฤษ เป็นรากเหง้าของชาติไปได้

  20. ก้อน Masatha says:

    @Praew >>> เห็นด้วยฮะ แต่จริง ๆ แล้วพิมพ์มันใส่อารมณ์ได้น้อยกว่าเวลาคุยนะ ที่ขึ้นเสียงได้ง่ายกว่ามาก จริง ๆ แล้วที่ในเว็บบอร์ดมันใช้ถ้อยคำรุนแรง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะว่า เป็นที่ที่ไม่มีใครรู้จักตัวจริงมากกว่า (คือถ้ารู้ว่าตัวจริงเป็นใคร คงกรองคำพูดมากกว่านี้)

  21. ก้อน Masatha says:

    @Chayanin เหตุผลที่ใช้ลอจิกแบบนั้น ก็แค่เพราะว่าป่านใช้ลอจิกตรงข้ามนั่นแหละครับ (พูดง่าย ๆ ก็คือ ตั้งสมมติเพื่อแค่จะเถียงเท่านั้นเอง) ชีวิตจริงมันก็ต้องคิดว่า ทำอะไรแล้วเป็นประโยชน์ มากกว่า ทำอะไรที่ไม่เป็นโทษ อยู่แล้วน่ะครับส่วนธรรมเนียมอังกฤษ กับ รากเหง้าของชาติ นิยามหน่อยได้รึเปล่าครับว่า มีอะไรที่มันเป็นรากเหง้าของชาติ ‘จริง ๆ’ บ้างละครับ?

  22. Chayanin says:

    คือผมคิดว่า การเป็น devil’s advocate เรื่อง burden of proof เนี่ย มันดูไม่จำเป็นขนาดนั้นน่ะครับ ไปเถียงกันที่ประเด็นอาจจะดีกว่าบางทีมันก็น่าจะต้องมีพื้นฐานที่ตรงกันบ้างนะ (คือสมมติว่าเถียงเรื่องการทำแท้ง แล้วจะย้อนไปเถียงตั้งแต่ว่า ฆ่าคนผิดหรือไม่ มันก็คง thought-provoking แต่กว่าจะ settle ได้ก็คงไม่มีพลังมาเถียงประเด็นที่เป็นจุดสำคัญของการทำแท้งแล้ว)ส่วนอันหลัง ผมไม่เคยเห็นว่ามันเป็นประเด็นอยู่แล้วครับ

  23. ก้อน Masatha says:

    ไม่เข้าใจนิยามของทั้ง devil’s advocate เรื่อง burden of proof ครับ (คือนิยามที่ผมเข้าใจ รู้สึกว่าจะไม่ตรงกับที่ป่านเข้าใจ เพราะผมไม่เห็นว่า devil’s advocate/burden of proof มันเกี่ยวกับเรื่องที่เราพูดอยู่ตรงไหนส่วนที่ป่านบอกว่า อันหลัง ไม่เคยเห็นว่ามันเป็นประเด็น….แล้วคอมเมนท์ก่อนหน้านี้ยกมาเป็นประเด็นทำไมละครับ?????

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s