ไดอะรีที่รัก

Posted: September 8, 2010 in ว่าด้วยเรื่องของเปลือก


จริง ๆ
แล้วตั้งใจจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับไดอะรีตัวเอง วันที่เขียนไดอะรีครบ
10 ปีครับ

แต่พอรู้ตัวอีกที ก็ผ่านวันนั้นไปแล้วฮะ (ToT)

พอย้อนกลับไปเช็คดู ก็นึกได้ว่า
ปกติเวลาผมไปงานประจำปีของโรงเรียน ก็มักจะกลับมาอัพบล็อกเกี่ยวกับงานประจำปี

แล้วพอดีวันที่เขียนไดอะรีวันแรก
ก็ดันเป็นวันประจำปีน่ะสิ มันก็เลยลืมไป

ช่วงนี้ ไม่ได้ไปมีกิจกรรมอะไรที่ไหนมาเล่าให้ฟัง
ก็เลยถือโอกาสเล่าเรื่องนี้เสียเลย
(คงไม่รอจนเขียนไดอะรีครบ
20 ปีค่อยเล่า)

ผมเริ่มเขียนไดอะรีครั้งแรก
ก็ตอนวันงานประจำปีของโรงเรียน สมัยอยู่ม.
4 ครับ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2541

เหตุผลที่เริ่มเขียนก็ง่ายมากเลยครับ
เพราะว่าวันนั้นผมมีความสุขมาก ๆ แล้วก็รู้สึกเสียดาย ถ้าไม่จดบันทึกอะไรไว้เลย
แล้วอาจจะลืมเลือนไปในที่สุด

วันนั้นมันพิเศษยังไง?
คือสมัยก่อนนักเรียนโรงเรียนเราไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเท่าไหร่ครับ
(ไม่เหมือนสมัยนี้) ชีวิตก็จะมีเรียน ๆ เล่นกีฬาบ้าง เสาร์อาทิตย์ก็เรียนพิเศษบ้าง
ไม่ค่อยได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากวันอื่น ๆ เท่าไหร่
วันนั้นก็เลยได้เป็นวันที่มีกิจกรรมทำทั้งวัน (อยู่โรงเรียนกว่า
14 ชั่วโมงครับ มีอะไรทำตลอดไม่เบื่อเลย) แถมบางอย่างก็เพิ่งได้ทำเป็นครั้งแรก
เช่น คอนเสิร์ตเวทีใหญ่กลางคืน ซึ่งมันเย้วมาก อะดรีนาลีนมาก ๆ
(อีกอย่างเพิ่งเป็นวัยรุ่นด้วยครับ ก็จะได้แต่งตัวพิเศษ สวย ๆ งาม ๆ
รวมไปถึงได้เจอเพื่อน ๆ ผู้หญิงที่แต่งตัวแปลกไปจากวันที่ใส่ชุดนักเรียนปกติ)

เรียกได้ว่า อะไร ๆ ก็แปลกใหม่สำหรับวันนั้นน่ะครับ

 

ก็เลยเป็นวันที่ตัดสินใจเขียนไดอะรีเป็นวันแรก

ถัดจากนั้นมา ก็เริ่มเขียนทุกวัน ๆ เรื่อย ๆ ครับ
จนถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว ไม่ได้เขียนครบทุกวัน แต่ก็เกือบครบทุกวัน

บางฅนอาจจะถามว่า ทำไมต้องเขียนทุกวันล่ะ? เพราะอย่างน้องชายผม
ก็จะเขียนเป็นวัน ๆ ไปครับ เฉพาะวันพิเศษที่มีอะไรน่าจดจำ
บางวันไม่มีอะไรก็ไม่เขียน
(บางทีไม่ได้เขียนเป็นเดือน
ๆ ก็มี)

จริง ๆ แล้วผมก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันครับ
แต่ผมพบว่า การหยุดเขียน (เพราะไม่มีอะไรจะเขียน) นาน ๆ
มันทำให้กลับมาเขียนต่อยากมากฮะ แล้วก็ล้มเลิกการเขียนไปได้ง่ายมาก (คือพอช่วงยุ่ง
ๆ ไม่ได้เขียน ก็จะมีความรู้สึกว่า โอ๊ย ไม่เอาแล้ว เลิกเขียนดีกว่า)
วิธีที่ง่ายกว่าสำหรับผมก็คือ บังคับตัวเอง ให้เขียนทุกวันครับ
วันไหนไม่มีอะไรก็เขียนสั้น  ๆ พอ
วันไหนมีรายละเอียดก็เขียนยาวหน่อย บางทียุ่งมาก (เข้าค่าย) ไม่ได้เขียนเป็นอาทิตย์
ก็ต้องบังคับตัวเองให้กลับมานั่งเขียนให้ครบทุกวัน (ซึ่งพอผ่านไปหลาย ๆ
วันก็มักจะจำไม่ได้ และเขียนสั้นกว่าปกติ)

 

ถ้าถามว่า เขียนอะไรลงไปบ้าง?
หลังจากใช้เวลาปรับตัวมานาน ผมก็ได้ข้อสรุปครับ

ช่วงแรก ๆ ผมจะเขียนละเอียดมาก
แต่พบว่ามันใช้เวลาเยอะเกินไป (วันนึงเขียนไดอะรี ไม่ควรเกิน
10-15 นาที ถ้ายาวเป็นครึ่งชั่วโมงนี่ ไม่ไหวสำหรับผมครับ) ก็เลยเริ่มตัดทอนข้อมูลออก

ต่อมาเขียนว่าวันนั้นรู้สึกอะไรบ้าง
อารมณ์ดีไม่ดียังไง ออกแนวเวิ่นเว้อหน่อย ๆ (ผมเข้าใจว่า
ผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาเขียนไดอะรี ก็จะเขียนบรรยายความรู้สึก มากกว่าพูดถึงข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ)

ทีนี้พอกลับมาอ่านแล้วหงุดหงิดน่ะครับ
เพราะผมก็อยากจะทราบว่า แต่ละวัน ๆ ช่วงนั้นทำอะไรบ้าง มีเหตุการณ์อะไรรึเปล่า
แต่อ่านไปอ่านมามีแต่ วันนี้รู้สึกไง เมื่อคืนฝันอะไร
แล้วรู้สึกมันจำไม่ได้ว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้าง

หลัง ๆ มานี่ ก็เลยเขียนแต่เหตุการณ์
หรือข้อเท็จจริงครับ เช่น วันนี้ไปทำอะไรบ้าง ตอนเย็นไปกินข้าวกับใคร ทำแล็บ
หรือว่ามีกิจกรรมอะไร ถ้าไปดูหนังไปดูเรื่องอะไร ที่ไหน

เรื่องบรรยายอารมณ์และความรู้สึกนี่ ก็ตัด ๆ
ออกไปฮะ เพราะว่าผมพบว่า เวลาเขียนเหตุการณ์อะไรลงไปที่มันกระตุ้นความทรงจำ
เราจะนึกออกเองว่า ตอนนั้นเรารู้สึกอะไร แต่ในทางกลับกัน
ถ้าเราเขียนความรู้สึกลงไป
กลับมาอ่านแล้วเราจะนึกไม่ออกว่ามันมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น
(เช่น ถ้าเขียนว่า ไปดู Toystory3 มา
ก็จะนึกออกว่าดูแล้วสนุกยังไง ชอบไม่ชอบตรงไหน แต่ถ้าเขียนว่า วันนี้ไปดูหนังมา
สนุกมาก ก็จะนึกไม่ออกหรอกว่าวันนั้นดูหนังเรื่องอะไรไป เช่นนี้เป็นต้น)

 

ทีนี้ถ้าวันไหนที่พิเศษหน่อย เช่น ไปเที่ยว หรือมีงานพิเศษ ๆ ก็จะเขียนละเอียดกว่าปกติครับ
ไม่ได้เขียนแค่ว่าวันนั้นทำอะไร แต่อาจจะลงรายละเอียดว่า พูดคุยอะไรกับใครบ้าง
ถ้าละเอียดมาก ๆ ก็จะเขียนถึงว่า คุยอะไรกันด้วย
(ซึ่งปกติไม่ได้จดละเอียดขนาดนั้นหรอกครับ เพราะว่าเสียเวลามากเกินไป) บางครั้งก็จดลงไปด้วยว่า
อาหารที่กินเข้าไปเป็นอะไร (ถ้ามีงานเลี้ยงพิเศษ ๆ) หรือบางทีก็เขียนไปด้วยว่า
วันนั้นแต่งตัวยังไง ใส่เสื้อสีอะไร ใส่กางเกงสีอะไร
(เวลากลับมาอ่านจะได้นึกภาพออก)

คือจริง ๆ แล้วผมเขียนแต่ละวันไม่ได้ยาวมากเลยฮะ
ถ้าชีวิตประจำวันมันซ้ำ ๆ บางทีก็สองสามบรรทัด แล้วก็เป็นเรื่องเดิม ๆ
แต่ข้อดีของการบังคับตัวเองให้เขียนทุกวัน (แม้จะเป็นเรื่องซ้ำ ๆ) ก็คือว่า เวลากลับมาอ่านแล้วจะรู้เลยว่า
ช่วงชีวิตตอนนั้น กำลังหมกมุ่นกับเรื่องอะไรอยู่ จะเห็นได้ชัดมาก
เพราะจะเขียนข้อความซ้ำทุกวัน เช่น ช่วงปิดเทอมที่เล่นเกมไหนอยู่
ในไดอะรีก็จะเขียนแทบทุกวันเลยว่า กำลังเล่นเกมนั้นอยู่นะเออ หรืออย่างตอนทำ
lab เวลากลับมาไล่อ่านก็จะพบว่า โห ช่วงนี้ทำแล็บอันนี้อยู่นี่นา จำได้
ผลแล็บเฟวตลอดเลย (ฮา)

 

สำหรับในกรณีที่ไปดูหนัง ดูละคร อ่านหนังสือ
ซึ่งมีความประทับใจอะไรยาว ๆ ผมก็จะไม่เขียนลงไดอะรีครับ เอามาข้อมูลมาลงบล็อกแทน
เพราะงั้น เนื้อหาก็จะแยกกันชัดเจนว่าอันไหนลงบล็อก อันไหนลงไดอะรี
บางเรื่องก็จงใจไม่เขียนในไดอะรีละเอียด เพราะจะได้เอามาเล่าในบล็อกครับ
(คือผมมีปัญญาเขียนแค่รอบเดียวฮะ ถ้าเขียนในไดอะรีละเอียดไปแล้ว
มันขาดแรงจูงใจที่จะเขียนซ้ำในบล็อกอีก)

 

นอกจากนี้ อย่างน้องชายผม จะชอบ แปะตั๋วต่าง ๆ นานา
ลงไปในไดอะรี (ซึ่งอาร์ทมาก ผมเคยเห็นน้องชายผมเขียนไดอะรี มีวาดรูป มีลงสี
มีตัดกระดาษแปะ ยังกับงานศิลปะ) แต่ของผมนี่ เวลาเขียนเป็น
text ล้วน ๆ เลยครับ รูปวาดก็ไม่มี (เพราะผมไม่ใช่ฅนชอบวาดรูป) ส่วนพวกตั๋วต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นตั๋วรถเมล์ ตั๋วหนัง ผมไม่ได้เก็บในไดอะรีครับ แต่แปะแยกไว้ต่างหาก
(บางฅนคงเคยเห็นสมุดแปะอันนั้นของผมแล้ว) จริง ๆ แล้วเพิ่งเริ่มเก็บตั๋วต่าง ๆ
ไม่นานเองครับ ก่อนหน้านี้ก็ทิ้งเกลี้ยง

 

ข้อดีของการเขียนไดอะรีที่ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือ
เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มันจะวน ๆ อยู่ในความทรงจำน่ะครับ
แล้วการเขียนอะไรลงไป ก็เป็นการระบายความทรงจำนั้นออกมา
ทำให้มันไม่ไปรบกวนความคิดเราอีก

เพราะงั้น เวลาเจออะไรแย่ ๆ มาก ๆ
ผมจะรีบเขียนไดอะรีครับ จะได้ลบความรู้สึกแย่ ๆ นั้นออกจากหัวสมองให้เร็วที่สุด

ในทางกลับกัน เวลาเจออะไรที่ดีมาก ๆ พีคมาก ๆ
ก็จะพยายามยื้อครับ ไม่รีบเขียนไดอะรี อยากให้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อบอวลไปนาน ๆ
(คือพอเขียนแล้วมันก็จะหายไปน่ะ) แต่ก็ยื้อนานมากไม่ได้ ไม่เกินสามวันฮะ เพราะมันจะมีเหตุการณ์ใหม่
ๆ เข้ามา แล้วถ้าไม่เขียนมันจะไปทับความจำเก่า 
ๆ เราหมด

อีกเรื่องก็คือ
บางฅนแปลกใจที่เห็นผมเขียนไดอะรีด้วยมือซ้ายฮะ (ผมถนัดขวา) จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไร
แค่เคยอ่านว่า การเขียนมือซ้ายจะช่วยฝึกสมองซีกขวา ก็เลยหัดเขียนมือซ้ายดู
แต่ชีวิตประจำวันมันไม่ได้มีโอกาสเขียนอะไร (ตอนนี้ก็พิมพ์เสียหมด)
แล้วถึงมีอะไรที่เขียนจริง ๆ ก็ต้องใช้มือขวาเขียนให้ลายมือมันอ่านออก
ก็เลยเขียนไดอะรีด้วยมือซ้ายแทน

ข้อดีคือ ลายมือมันห่วยเสียจนไม่มีใครอ่านออก (ฮา)
จริง ๆ แล้วเวลาเขียน ผมก็เขียนสั้น ๆ ครับ ไม่เคยเขียน ประธาน กิริยา กรรม
เต็มประโยคเลย เขียนแค่พอผมเข้าใจได้ ไม่น่าจะนับเป็นบรรยายโวหารเสียด้วยซ้ำ
น่าจะออกไปทาง
short note มากกว่า

ปัญหาสุดท้ายของการเขียนไดอะรีก็คือว่า
มันเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้มีการจัดการน่ะครับ เพราะงั้น เวลาเราต้องการหาอะไร
แล้วย้อนกลับมาอ่านในไดอะรีจะเสียเวลามาก ๆ หลัง ๆ มานี่
ผมเลยต้องจดข้อมูลแยกออกมาจากไดอะรีต่างหาก ไว้สำหรับเวลาค้นหาสิ่งที่ทำ (หลัก ๆ
ก็คือกิจกรรม) ในอดีตเอาไว้อีกที่นึง ซึ่งถ้ามีโอกาสจะเล่าในโอกาสข้างหน้านะฮะ

 

……..แห้งหน่อยนะครับเอนทรีนี้ เรื่องมันเรียบ ๆ
ไม่ได้มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น

แต่ถ้าใครเขียนไดอะรีอยู่
หรือมีวิธีเก็บข้อมูลในสิ่งที่เราเจอมาอย่างอื่น (เช่น
blog, facebook) ก็เอามาแชร์ได้ครับ เผื่อจะได้เอาไปใช้มั่ง ;p

 

 

Comments
  1. Chantiga says:

    wanna give long comment so I posted in FB na ka :Panyway…I envy you who has diary for 10 years. Then, you will not lost any memories. That’s great ^^

  2. Chayanin says:

    อืม ไม่เคยทำสำเร็จเลยแฮะ อาจจะเพราะพยายามจะเขียนยาวเกินไปอาจจะต้องลองเขียนสั้นๆ ดู

  3. ก้อน Masatha says:

    Chantiga C. >>> 55 I lost some of my diary books krub. I can’t say that I have them all "- – now I have to write in small one, not too big because if I lose it, it won’t be that much memory.@Chayanin >>> ช่าย เขียนสั้น ๆ อาจจะเวิร์คกว่าก็ได้นะ

  4. Paul_012 says:

    แอบสนใจเรื่องบันทึกที่ไว้ค้นหาได้น่ะครับไดอารีผมเพิ่งจะเริ่มพยายามเขียน แต่ห่างมาก ส่วนเรื่องวันไหนทำอะไรถ้าบันทึกผมจะลงไว้ใน Outlook (แต่ก็แล้วแต่อารมณ์)สังเกตมีอีกอย่างที่ถึงจะไม่ได้ตั้งใจบันทึกเป็นไดอารี แต่เวลามาย้อนดูมันก็เกือบจะบอกได้เหมือนกันว่าแต่ละวันทำอะไรที่ไหน คือบัญชีรายรับรายจ่ายครับ

  5. patha says:

    เลิกเขียนไปนานแล้วอ่ะคู้นนรู้สึกจะตั้งแต่เข้าคณะเนี่ยแหละแต่จำได้ว่าอาร์ทจริง คือตอนนั้นมีนิสัยเสียอยู่อย่างว่าถ้าเขียนไดอะรี่จะเขียนให้ตัวเองตอนแก่ๆกลับมาอ่านเลยยึดความอ่านสนุกเป็นหลัก เหมือนเขียนบลอกให้ตัวเองอ่านคนเดียวยังไงอย่างงั้น…ผลคือเขียนไม่ค่อยได้บ่อย เขียนแล้วเหนื่อยแต่เคยกลับมาอ่าน สนุกมาก ครีเอทสุดๆ รู้สึกว่าตัวเองสมัยนั้นฉลาดจังวะเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว โง่

  6. Unknown says:

    +++ เออแฮะ เมเขียนมา 14 ปีแล้ว 55555 ตอนนี้มีเป็นโหลเลย😄 เขียนครั้งแรกตอนราวๆป.4ค่ะ สมัยที่รร.สอนการเขียนไดอารี่ที่จบประมาณว่า จบการบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน อ่ะ (เมก็บ้าจี้ยัดลงไดอารี่ทั้งๆแบบนั้นด้วย อยู่พักนึง 5555) เมเขียนทุกอย่างเพราะมองไดอารี่เป็นคนจริงๆอ่ะ เป็นเพื่อนที่เมสนิทด้วยที่สุดในโลก อยากพ่นอะไรใส่พ่นโลด (แรนด้อมมาก) เคยตั้งชื่อให้ไดอารี่ด้วยค่ะ แต่ก่อนจะมีช่วงม.1ที่เขียนไดอารี่เหมือนจดหมายเขียนถึงเพื่อน เรียกเราเรียกแกกันเลยละ 5555 มีประโยคแบบว่า แกก็รู้นี่หว่าว่าเรา… (ฮาค่อด)

  7. Unknown says:

    +++ เคยเขียนไดอารี่ด้วยปากกาสีดำ (ชอบมาก จนถึงบัดนี้) ปากกาลูกลื่น ดินสอ ปากกาสีๆ มีทั้งเขียนเป็น text ธรรมดา ไปจนตกแต่งวาดภาพระบายสี ติดสติ๊กเกอร์ ทำป๊อปอัพ (บ้าพลังมากให้ตายเถอะ) แต่เมเป็นคนชอบยัดทุกอย่างลงไดอารี่ ตั๋ว รูปจากโบรชัวร์(ที่ๆไปเที่ยว จะได้ไม่ต้องอัดรูปมาแปะ 555)

  8. praew says:

    เคยพยายามจะเขียนมาหลายรอบแล้วค่ะ ด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ เคยถึงกับโหลดโปรแกรมเขียนไดอารี่ลงคอมไว้เลยด้วย(ทั้งที่เล่นคอมทุกวันแท้ๆ แต่สุดท้ายก็เฟล 555+) ความพยายามครั้งล่าสุดก็ดันทุรังสุดๆ ไปจบที่เขียนเฉพาะวันที่ประทับใจสุดๆ(โอกาสพิเศษ) นานๆทีก็อาจจะมีการเอาตั๋วเรือที่นั่งครั้งแรก ตั๋วรถเมล์วันนั้น หรือตั๋วหนังตามแต่อัธยาศัยค่ะหมายเหตุ. ปัจจุบันเลิกเขียนมาได้เกือบเดือนแล้ว มาอ่านบล๊อกพี่ก้อนทำให้แพรวนึกออก 555

  9. Unknown says:

    +++ แม้แต่โปสการ์ดที่เพื่อนส่งมา ใบไม้ ดอกหญ้า แปะเป็นเฮอบาเรียมลงไดอารี่หมด (เรียกว่าอะไรที่ขนาดพอดี ยัดลงหมดอะค่ะ 5555 แต่จะรับรองได้ว่าไม่มีทางหาย ทุกวันนี้ใบเมเปิ้ลที่เก็บจาก rest area ที่อเมริกาตอนป.6 ยังอยู่ในไดอารี่อยู่เลย :))+++ ปกติจะขึ้นไดอารี่ด้วยวันเดือนปี ตามปกติ หลังๆจะใส่สถานที่เข้าไปด้วยว่าอยู่เมืองไหนประเทศอะไร (มันเริ่มย้ายบ่อย เวลาคุ้ยจะได้ไม่มึน) เคยขึ้นด้วยสภาพอากาศอยู่ช่วงนึงแล้วพบว่าไม่ค่อยถนัดเลยเลิกไปค่ะ

  10. Unknown says:

    +++ เขียนแล้วพบว่ามีประโยชน์นะ วันนั้นเพื่อนแม่เมเค้าจะหาข้อมูลสมัยสี่ปีที่แล้วแล้วจำวันที่ไม่ได้ เมเปิดไดอารี่ดูให้ทีเดียว จบเลย ไม่ต้องนับย้อนหลัง XD) มันทำให้รู้ด้วยว่าเราเคยเป็นคนยังไง มองโลกแบบไหน รู้สึกอะไรคิดอะไรยังไง มันเห็นการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของตัวเองอ่ะค่ะ แต่ไม่รู้พี่ก้อนเป็นรึเปล่า เวลาเขียนไดอารี่ย้อนหลัง เทียบกับเขียนตรงวัน เวลาเปิดอ่านทีหลัง ของไดอารี่ย้อนหลังมันไม่ค่อยมีความรู้สึกนึกคิดอบอวลอยู่ในตัวอักษรเท่าไหร่ เรื่องนี้เมชอบมากๆ ดูมีมนต์ขลังดี 555

  11. Unknown says:

    +++ เขียนอะไรลงไดอารี่บ้าง เขียนทุกอย่างตามต้องการ 5555 พอเขียนนานเข้า แค่หยิบปากกาอะไรต่ออะไรที่มันอยากไหลออกไปในกระดาษมันก็ไหลออกมาเองหมดเลย ดี๊ดี🙂 แต่การเขียนไดอารี่บ่อยๆทำให้จดเลคเชอร์เร็วขึ้นเนาะ+++ ตอบยาวโคด 5555 พอดีเรื่องนี้เข้าทางอะค่ะ😄

  12. ํํIf you want to find something says:

    เขียนไว้เยอะค่ะ..เสียดายที่ไม่เก็บเป็นที่เป็นทาง..ไม่รู้อยู่ไหนบ้าง…เริ่มเขียนตอนม.4 เหมือนกัน เริ่มรู้จักคำว่า "รัก" แบบแฟน

  13. katachi says:

    ข้าวตูเขียนเกือบทุกวันค่ะ มีไดอารี่ปีละเล่ม เป็นไดอารี่แฮนเมด วาดปฏิทินเอง ตีตารางเองหมดเพราะเวลาซื้อสมุดไม่ได้ดั่งใจซะที และขอท้าชนพี่โอเรื่องความอาร์ตของไดอารี่ค่ะ 555 เพราะไดอารี่ข้าวตูอินดี้พอสมควรเลยทีเดียว(อินดี้ถึงขนาดซกมกเล็กๆ) ตั๋วรถป็อบ ตั๋วหนัง ใบไม้ กระดุม ไปจนถึงซากยุง(แปะสก้อตเทปไว้) ก็มีอยู่ในเล่ม และทุกครั้งที่จด ก็จะต้องมีการวาดรูปประกอบเสมอ พอเอากลับมาอ่านอีกทีก็ตลกตัวเองเหมือนกัน รู้หมดเลยว่าช่วงไหนแอบชอบหนุ่มคนไหนมั่ง 55555555555

  14. ก้อน Masatha says:

    katachi khaotu >>> 555 น่าสนใจมากจ้า อยากเห็นเหมือนกันนะเนี่ย แต่เขียนปีละเล่มนี่ ไดอารี่ไม่หนาแย่เลยเหรอจ๊ะ? (ซากยุงก็เก็บ คิดดู๊)ํํIf you want to find so… >>> โอ้ว เริ่มเขียนเพราะรู้จักคำว่า ‘รัก’ แบบแฟนเนี่ย โรแมนติกสุด ๆ เลยครับpraew ³² >>> เลิกเขียนมาแล้วเกือบเดือน แสดงว่าเดือนที่แล้วยังเขียนอยู่น่ะสิ? เท่าที่อ่าน ๆ ดู ฅนชอบเอาตั๋วมาแปะใส่ไดอารี่นะเนี่ย น่าสนใจแฮะเป็นไอเดียที่ดีนะฮะ (ของพี่เอาตั๋วเก็บแยกไว้ต่างหากที่เล่มน่ะครับ)

  15. ก้อน Masatha says:

    Paul_012 >>> เห็นด้วยอย่างแรง บัญชีรายรับรายจ่ายนี่ ดูผ่าน ๆ ง่ายกว่าไดอารี่อีกว่าวันไหนทำอะไรบ้างpatha >>> กร๊ากกก เออ รู้แล้วล่ะว่าเลิกเขียนไปนานแล้ว แต่ว่าตอนนั้นแอบอ่านแล้วสนุกจริงอะไรจริง (ฉลาดมาก ๆ ว่ะ) แล้วนี่ port folio ยังจดอยู่รึเปล่าวะ?

  16. ก้อน Masatha says:

    May +++กร๊ากกกก เมย์ขยันจดมากกกอ่ะ เขียนมาตั้งแต่ประถมเนี่ย เจ๋งจริง ๆ เลยนะ แล้วเก็บสมุดไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย? (มันไม่รกห้องเรอะ? ของพี่ตอนนี้มันเริ่มกินที่จนไม่มีลิ้นชักจะเก็บแล้ว)เออ เขียนว่าตอนนี้อยู่ที่เมืองไหนนี่ ครีเอทมากอ่ะ ของพี่ไม่ได้เดินทางบ่อย ๆ เลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่จะมีปัญหาเวลาทำงานโต้รุ่งว่า เอ๊ะ จะถือเป็นวันใหม่ดีรึยัง (คือถ้าแค่ทำงานถึง ตีหนึ่งตึสอง ยังนับว่าเป็นวันเก่าอยู่น่ะ แต่พอทำงานถึงสักหกโมงเช้านี่ ชักไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าจะตัดตอนไหนให้นับเป็นวันใหม่ดี

  17. ก้อน Masatha says:

    เซนส์ขนาดนั้นแอ่านแล้วรู้สึกว่ามีเสน่ห์มาก ๆ เลย แปะทุกอย่างลงในไดอารี ของพี่อีกอย่างคือกลับไปค้นยากมากอ่ะ เวลาจะหาว่าวันไหนทำอะไรเนี่ย หาในไดอารรี่ไม่ค่อยจะเจอ (บางทีก็ไม่ได้จด) ต่อมาเลยต้องจดแยกอีกที่นึง แล้วก็ แห้งมากกกกก เพราะแค่ปากกาสีเดียว รูปก็ไม่ได้วาด เพราะงั้นมันไม่ค่อยดึงดูดให้อ่านเท่าไหร่ (แต่ก็ดีแล้ว) ไม่สามารถทำศิลป์ หรือเอาป๊อปอัพแปะได้จริงจังจ้า

  18. ก้อน Masatha says:

    ส่วนเรื่องกลับไปอ่านนี่ ฮาจริงอะไรจริง เคยกลับไปอ่านตอนม,ปลาย แล้วรู้สึกว่าตอนนั้นอินโนเซนส์โคตร ๆ เลยว่ะ เรื่องเล็กบางเรื่องก็เอามาเก็บเป็นเรื่องใหญ่ บางเรื่องไม่น่ามีอะไรก็คิดมากอยู่ได้ บางเรื่องทำไปตอนนั้นนึกว่าเจ๋ง พอกลับมาอ่านตอนโต รู้สึกว่างี่เง่าก็มี ส่วนตอนนี้…..ไม่อินโนล้ว (ฮา)

  19. Unknown says:

    +++ ขอบคุณค้าบ 555 เก็บไว้ในชั้นหนังสือที่บ้านค่ะ (แออัดยัดเยียดมากทีเดียว XD) ที่นี่มีอยู่สองสามเล่มเองอ่ะ เรื่องทำงานโต้รุ่งนี่เป็นเหมือนกันนะ แต่เมก็ไม่ค่อยมีมาตรฐานแฮะ บางทีก็ถือว่าเป็นวันเดียวกัน บางทีก็ถือเป็นคนละวัน ที่ฮาคือมีอยู่ทีนึง เผลอเขียนไดสองวันติดกันกลายเป็นวันเดียวที่ยาวมากๆเป็นสิบหน้า 55555555 กลับมาอ่านอีกทีงงสุดยอด (ตกลงก็พึ่งไม่ได้สินะเรื่องสืบค้นข้อมูล XD)

  20. Unknown says:

    +++ เมมีช่วงที่ติดไดอารี่อ่ะค่ะ บางวันก็ตื่นมาเขียนแต่ไดอารี่ เขียนๆๆ แต่งๆๆ วาดๆๆ ปะนั่นแปะนี่มืดพอดี 555555 (หมกมุ่นฟร่ะ) แต่เมก็จะโกรธโคดๆเหมือนกันนะถ้าเกิดมีคนมาแอบอ่าน (ไม่ว่าจะพ่อแม่หรือใคร) เป็นเรื่องเดียวในชีวิตเลยมั้งที่จริงจังกับเรื่อง personal space ได้พีคขนาดนั้น 5555 (ประมาณว่าถ้าเป็นเพื่อนก็สามารถเลิกคบกันได้เลยอะไรงี้ เอิ๊ก)

  21. Unknown says:

    +++ อ่านย้อนหลังแล้วฮาเหมือนกันค่ะ เคยมีแบบว่าบางวันไปซ้อมวงซิมแล้วไม่มีไรจะเขียน ก็ดันเขียนว่า เหมือนเมื่อวาน ติดกันอยู่ยังงี้เป็นอาทิตย์ ฮาสุดๆ😄 เห็นถึงความอินโนเซ้นเหมือนกันนนนน บางทีอ่านแล้วก็แอบรำคาญ อินี่จะ sense ต่ำไปไหนยะ โง่ไปม้าย การกระทำอีกฝ่ายชัดจนไม่รู้จะชัดยังไงละแฉด 55555 (ตอนนี้ไม่อินโนเซ้นแล้วเหมือนกัน dark มากทีเดียว XD)

  22. praew says:

    ถ้าแยกเก็บเวลากลับมาดู อย่างกับค้นข้อมูลทำรายงานแหน่ะ อยากได้แบบอ่านง่ายๆ เข้าใจง่ายๆมั้งคะ เผื่อว่าอีกหน่อยไดอารี่กับสมุดแปะตั๋วมันไม่ได้อยู่ด้วยกัน

  23. praew says:

    อืมมมมม กลับมานั่งคิด แพรวอาจใช้ความพยายามเขียนdetailใส่ไปในไดอารี่มากเกินไป เขียนยาวไป ไม่ก็ใช้เวลามากไป แอบรู้สึกว่าเป็นภาระอยู่เหมือนกัน (มันเป็นโปรเจคzeroค่ะพี่ก้อน ทำก่อนproject1ที่ตอนนี้completeไปแล้ว)

  24. Diary on Line says:

    จำได้ว่าเริ่มเขียนไดอารี่ ตอนเข้าเรียนโรงเรียนประจำ ม.สี่ เพราะคิดถึงบ้านช่วงนั้น..จะเขียนประมาณว่าตัวเองทำไรที่ไหน อย่างไร ผลเป็นอย่างไรมากว่า พอเรียนมหาลัย จะออกเเนวอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น..(ไม่ค่อยมีข้อเท็จจริงเหมือนที่คุณก้อนว่า)

  25. Diary on Line says:

    ไดอารี่ก้อจะมีสองหมวด หมวดเเรกหมวดความทรงจำ ที่พยายามจะซื้อเล่มสวยๆ ไว้แปะรูป เเปะตั๋วหนัง แปะโน่นนี่ฯลฯ แปะทิชชู่(ที่ยังไม่ใช้เเต่เขียนชื่อร้านอาหารที่ไปทานด้วยกันไว้) ..แล้วเขียนวันที่อธิบายข้อความสั้นๆไว้ข้างล่างเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นไม่บ่อยอีกหมวด ก้อจะเป็น การระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นวันวันไป ไม่เน้นสวยงาม เน้นขีดเขียนตาม อารมณ์มากกว่าค่ะ

  26. June says:

    now i’m in SFC and trying to write my life here..hopefully one day when i read it, i will remember what was going on and how i felt.anyway, the big obstacle is my laziness hahaha..gotta force myself as u did as well.

  27. ก้อน Masatha says:

    May++ graggggg, ชักอยากจะเห็นไดอะรีของเมย์ขึ้นมาตงิด ๆ แล้วสิ อุอิงุงิครุคริPreaw, คือสำหรับพี่แล้วแปะแยกกัน มันหาข้อมูลง่ายกว่าน่ะ เช่น ถ้าจะดูว่า เดือนนี้ดูหนังบ่อยแค่ไหน หยิบสมุดแปะตั๋วมา เปิดหน้าเดียวก็รู้เลย แต่ถ้าแปะในไดอะรี ต้องพลิก ๆ แล้วนั่งนับเป็นสิบ ๆ หน้ากว่าจะครบเดือนอ่จ้ะ ว่าแต่ project1 นี่คืออะไรเรอะ?

  28. ก้อน Masatha says:

    Diary on Line ร้ายตัวแม่ – >>> แค่ชื่อ "Diary on Line ร้ายตัวแม่ " ก็กินขาดแล้วครับ ^^ แต่มีสองหมวดนี่ งานช้างเหมือนกันนะครับเนี่ยJune >>> Wowww, good luck na ja. ^^ hope you can do what you intend to do!

  29. patha says:

    ก้อน >>>> portfolio เลิกจดไปแล้ว ..เก็บไว้ในคอมอย่างเดียวว่าแต่ตอนนี้ไดอะรี่ฉันอยู่ไหนวะคับ อยากกลับไปอ่านเหมือนกันเผื่อจะมีอะไรกระตุ้นสมองหน่อย 55555เออ แต่คิดไปคิดมา พอเอามาเทียบกับของคนอื่นไดอะรี่ฉันไม่ค่อยชวนฝันเลยง่ะ แบบว่าเขียนไปอมยิ้มไปตาเป็นประกายนี่ไม่เห็นจะมี – -วันแรกที่เขียนยิ่งแล้วใหญ่ จำได้ว่าที่ตัดสินใจเขียนไดอะรี่ เพราะวันนั้นเป็นวันตึกเวิร์ดเทรดถล่ม

  30. patha says:

    ..แล้วก็ไม่ได้อะไรหรอก แต่ที่สะเทือนอารมณ์มากๆคือวันนั้น ตอนกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร(ซึ่งเป็นโรงอาหารรวม กินกันทั้งโรงเรียน 12 ชั้นปี)ทีวีที่โรงอาหารก็เปิดข่าวเรื่องนี้พอดี พอจังหวะที่เครื่องบินค่อยๆบินเข้ามา ทั้งโรงอาหารเงียบกริบ แล้วจังหวะชนปุ๊บ ทุกคนเฮกันลั่นโรงอาหารเลย

  31. patha says:

    ..ขนลุกเลยครับ ตอนนั้นคิดในใจว่า เฮ้ย ไอ้ที่เฮๆกันน่ะ ไม่ใช่เกมนะเว้ย..นั่นตายกันเป็นร้อยๆคนเลยนะเข้าใจนะว่าทำไมถึงเฮกัน แต่มันรับไม่ได้จริงๆ คืนนั้นเลยหยิบหนังสือมาระบายเลย ทนไม่ไหวอ่าว อยู่ๆก็ดรามา..แต่เท่ว่ะ มีปุ่ม like มะ? จะกดไลค์ให้ตัวเอง 5555

  32. ก้อน Masatha says:

    มาช่วยกดไลค์ ชอบว่ะ พูดซะเห็นภาพเชียว แต่ตอนนั้นที่ดูในข่าว มันก้เหมือนหนังจริง ๆ นะเนี่ย (แต่ปรบมือนี่ก็แอบเกินไปนิดนึงนะ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s