ในหมู่ฅนรอบตัวเรา ผมเชื่อว่า ทุกฅนคงมีฅนรู้จักที่เป็นฅนธรรมะธัมโม ฝักใฝ่ในศาสนา แล้วก็เข้าวัดเข้าวาเป็นประจำครับ

ผมก็มีฅนรู้จักแบบนี้เหมือนกัน ไม่แปลกอะไรครับ

แต่ที่เคยแปลกใจก็คือว่า เพื่อนสนิทผมฅนนึง ไม่เอาเรื่องแบบนี้เลยครับ แถมยังปฏิเสธเสียงหนักแน่น ว่าไม่ใช่เป็นฅนเข้าวัดเข้าวาแบบนั้น (ออกแนวต่อต้านกลาย ๆ ก็ว่าได้)

เคยคุยกัน เจ้าตัวให้เหตุผลว่า พวกฅนรู้จักที่ดูเหมือนจะชอบปฏิบัติธรรม เข้าวัดเข้าวานี่ เป็นฅนที่ซุบซิบนินทาครับ (เจ้าตัวโดนไปเรียบร้อย) นอกจากนี้ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก แล้วก็ทำตัวประมาณว่า ฅนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม เป็นฅนที่ด้อยกว่าตัวเองไปเสียหมด

เรื่องนี้ก็เลยทำให้ผมฉุกคิด เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ที่ตัวเองนับถือครับ

จะว่าไป เวลาเรานับถือศาสนาอะไร เราน่าจะเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของศาสนานั้น ๆ ใช่รึเปล่าครับ? ยิ่งถ้าคุ้นเคย หรือรู้จักหลาย ๆ ศาสนาแล้ว ก็น่าจะเลือกนับถือศาสนาที่มีคำสอน ตรงจริตกับเรามากที่สุด

 

ผมเพิ่งค้นพบว่า นี่เป็นความเข้าใจผิดครับ

 

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่า สิ่งที่ทำให้ฅนเราสนใจ เข้าไปศึกษา หรือนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างแรงกล้า จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากตัวหลักคำสอนครับ

 

จุดเริ่มต้น มาจาก ฅนรอบตัวที่ ‘นับถือ’ ศาสนานั้นต่างหาก

เริ่องที่เกิดขึ้นกับผม (หรือกับฅนอื่น ๆ) ก็จะเป็นแบบนี้ครับ เราเจอฅนที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แล้วประทับใจอะไรบางอย่างในตัวของเขา (เช่นวิธีคิด การใช้ชีวิต) หลังจากนั้น พอพูดคุยกัน แล้วพบว่า ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของฅนฅนนั้น ก็จะทำให้เราสนใจใคร่รู้ศาสนานั้น ๆ มากยิ่งขึ้น แล้วก็ลงไปศึกษา หรือไปวัด (โบสถ์) หรือไปปฏิบัติตามที่อีกฝ่ายเชื้อเชิญ แล้วพอเจอคำสอนอะไรดี ๆ ที่ตรงกับชีวิตเรา เราถึงค่อยพัฒนาความเลื่อมใสศรัทธาครับ

 

พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ประทับใจในตัวฅนก่อน แล้วคำสอนค่อยมาที่หลัง

 

ในทางกลับกัน ถ้าเจอฅนที่อ้างว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แล้วประพฤติตัวไม่ถูกจริต (พูดง่าย ๆ ทำตัวแย่) ในสายตาของเรา ก็พาลทำให้เราเสียศรัทธาในศาสนานั้นไปด้วย เมื่อลองกลับมาที่เรื่องของเพื่อนผมแล้ว ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วหลักคำสอนของพุทธศาสนา ไม่มีอะไรไม่ดีเลยครับ เพียงแต่ว่าเพื่อนผมไม่พึงใจกับวิถีชีวิตของผู้ปฏิบัติ ก็เลยทำให้ต่อต้านตัวศาสนาไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้น หลักคิดที่ผมได้มาก็คือว่า ถ้าเรานับถือศาสนาอะไร เราควรจะระมัดระวังการใช้ชีวิตของเรานะเนี่ย เพราะสิ่งที่เรากระทำ จะเป็นตัวสะท้อนไปยังบุคคลภายนอก แล้วจะส่งผลมาถึงศาสนาที่เรานับถือในที่สุด

 

คือถ้าเรานับถือศาสนาที่ฅนส่วนใหญ่นับถือ มันก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ (เช่นถ้าผมเป็นคริสต์ แล้วกลุ่มฅนรอบตัวผมเป็นคริสต์หมด เกิดจะมีใครสักฅนประพฤติตัวไม่เป็นที่นิยมในหมู่เพื่อน เราก็คงคิดว่า เป็นเพราะนิสัยของเจ้าตัวเอง ไม่เกี่ยวกับศาสนา) แต่ถ้าเราอยู่ในสังคมที่มีหลายศาสนาปะปนกัน มีความเป็นไปได้สูงเลยครับ ที่ฅนรอบตัวเรา จะประทับใจหรือไม่ประทับใจ ศาสนาที่เรานับถือ จากการกระทำของตัวเราเอง

 

เรื่องนี้ พอคิดต่อ ผมก็พอเข้าใจเพื่อน ๆ หลายฅนที่ระบุว่าตัวเองเป็นฅน ‘ไม่มีศาสนา’ นะครับ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะว่า เจ้าตัวไม่เคยมีประสบการณ์ เจอใครที่อุทิศตัวให้ศาสนา แล้วมีวิถีชีวิตที่น่าเลื่อมใส จนเรารู้สึกอยากจะปฏิบัติตาม (แน่นอนว่า คำสอนที่ตอบปัญหาในใจเราไม่ได้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ฅนไม่นับถือศาสนาจะนำมาอ้าง)

 

อย่างไรก็ตาม พอคิดย้อนในมุมกลับ ฅนที่ ‘ไม่มีศาสนา’ เองเนี่ย ก็สมควรจะต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้ดีนะครับ เพราะถ้าใช้ชีวิตเหลวแหลก มุ่งไปในทางเสื่อมมาก ๆ ฅนที่นับถือหรือศรัทธาในศาสนา ก็สามารถอ้างได้ว่า ‘เห็นไหม เพราะไม่มีศาสนาเนี่ยแหละ ชีวิตมันถึงเหลวแหลกแบบนี้’

 

เพราะฉะนั้น แม้กระทั่งฅนที่ไม่มีศาสนาเอง ส่วนตัวผมคิดว่า แค่พูดว่า ศาสนาตอบปัญหาชีวิตไม่ได้ เลยไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ผมคิดว่ายังโน้มน้าวใจไม่พอนะครับ ผมคิดว่า ฅนที่ไม่มีศาสนาเอง ก็ควรจะใช้ชีวิตให้มีความหมายด้วย มันถึงจะทำให้การไม่มีศาสนามีน้ำหนักน่าเชื่อถือครับ แล้วยิ่งถ้าพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีศาสนา มันทำให้ชีวิตดีกว่ามีศาสนานะ มันถึงจะเป็นการให้เหตุผลที่ดีครับ (แต่ส่วนตัว ผมไม่มีปัญหาอะไรกับใครที่อ้างว่าเป็นฅน ‘ไม่มีศาสนา’ น่ะนะครับ แล้วการไม่มีศาสนา ไม่ได้แปลว่าเป็นฅนไม่ดีนะฮะ มันฅนละเรื่องกันเลย)

 

สุดท้าย ถ้าขยายกรอบความคิดไปอีก ไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนานะครับ แต่ตัวเรามักจะเป็น ‘ตัวแทน’ ของค่านิยม แนวคิด วิถีชีวิตของอะไรบางอย่างเสมอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ ถ้าเราต้องการจะให้ฅนอื่นเห็นดีเห็นงามกับเราด้วย เราก็ต้อง ‘ใช้’ ชีวิตของเราให้มีค่า (อย่าดีแต่พูดว่างั้น) เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความเชื่อของเราจะอยู่ค่ายไหน ค่ายประชาธิปไตย อนุรักษ์นิยม สิทธิสตรี royalist ชาตินิยม เสรีนิยม วัตถุนิยม ฯลฯ

 

การกระทำของเรา เสียงดังกว่าคำพูด…จริง ๆ นะครับ

 

วันนี้ก็สั้น ๆ แค่นี้แหละฮะ

 

ปล. ผมนึกถึงคำว่า fruit ที่เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยแน่ใจว่าใช้คำไทยอะไรดี แต่คิดว่าคำว่าเราต่างก็เป็น ‘ดอกผลของความเชื่อ’ ในหลักการอะไรบางอย่างน่ะนะครับ

 

Advertisements
Comments
  1. chayanin says:

    “เพราะฉะนั้น แม้กระทั่งฅนที่ไม่มีศาสนาเอง ส่วนตัวผมคิดว่า แค่พูดว่า ศาสนาตอบปัญหาชีวิตไม่ได้ เลยไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ผมคิดว่ายังโน้มน้าวใจไม่พอนะครับ”

    ผมคิดว่า ปัญหาของผมกับพี่ก้อน คือเราคงไม่เคยตั้ง null hypothesis ตรงกันเลยครับ

    • Paul_012 says:

      ก็ถ้าไม่มีศาสนา การไม่นับถือศาสนาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

      ป.ล. Atheism เป็น FA ช่างเหลือเชื่อ (แต่จะเหลือเชื่อกว่าหลาย magnitude ถ้า Islam เป็น FA)
      ป.ป.ล. ไม่ได้เข้านาน เดี๋ยวนี้ pending changes / flagged revisions นี่เป็นไงไม่รู้เรื่อง
      ป.ป.ป.ล. ทำไม Google Ads ผลุบ ๆ โผล่ ๆ

      • masatha says:

        “ก็ถ้าไม่มีศาสนา การไม่นับถือศาสนาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร”

        >>> แล้วไงต่อละครับ?

        ปล. FA คืออะไรครับ?

      • Paul_012 says:

        ก็เป็นการแย้งสมมติฐานว่างของป่านกลาย ๆ น่ะครับ ว่าศาสนามันมีมาก่อน การปฏิเสธที่จะนับถือศาสนานั้นเกิดตามมา สมมติฐานว่างที่ว่าคนเราจะนับถือศาสนาสักอย่างเป็นค่าตั้งต้นอยู่แต่เดิมนั้นจึงสมเหตุสมผลกว่า

        Featured article บนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษครับ

      • masatha says:

        ผมไม่เห็นว่่าประเด็นของผมมันจะแย้งตรงไหนนะครับ

        เพราะผมไม่ได้ตั้งประเด็นว่า อันไหนเกิดก่อน อันไหนเกิดหลังนี่ครับ เพราะงั้น การไม่มีศาสนา มันจะเป็นค่า default มาก่อน แล้วเจอศาสนาที่ชอบ ถึงค่อยนับถือ

        หรือว่า มี default ศาสนาแต่เดิม แต่รู้สึกว่ามันไม่ถูกจริต เลยสละศาสนานั้นไป ผมว่าผมไม่ได้เขียนโต้แย้งว่าอันไหนถูกหรือผิดน่ะนะครับ

    • masatha says:

      – null hypothesis ของป่าน (ที่ไม่นับถือศาสนา) คืออะไรครับ?
      – เราไม่เคยตั้งตรงกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ผมไม่ได้ base on ความคิดป่านฅนเดียว แต่จับเอาหลาย ๆ ความคิดจากฅนอื่นมาปนด้วยน่ะครับ (อย่างเหตุผลที่ไม่นับถือศาสนา ป่านอาจจะไม่ได้คิดแบบนั้น แต่มีฅนอื่นคิดแบบนั้นน่ะครับ)

      • Chayanin says:

        คือผมมองว่า มันต้องมีอะไรที่โน้มน้าวพอให้เชื่อน่ะครับ ก็ถ้ามันยังไม่ทำให้เชื่อได้ (ยัง “ตอบปัญหาชีวิตไม่ได้”) เลยไม่เชื่อ ก็ดูฟังขึ้นมากๆ

        แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนครับ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเป็น public debate อะะไร

  2. Pao says:

    เห็นหัวข้อเกี่ยวกับศาสนา ทำให้กล้าๆกลัวๆที่จะอ่าน แหะๆ เป็นคนอยู่ในกลุ่ม..ไม่ศรัทธาอะไร ได้ไหมคะ ไม่ถึงขั้นไม่มีศาสนา แต่ไม่ได้เคร่งครัด หรือศรัทธามากนัก ถ้าเอาเบื้องลึกก็อาจเพราะตอนเด็กเข้าโบสถ์ เรียนคริสต์ศาสนา เพราะครอบครัวคุณพ่อเป็นคริสต์ แต่แม่ก็พาเข้าวัด ไปทำบุญเพราะแม่เป็นพุทธ ก็เรียนทั้งสองศาสนามาพร้อมๆกันนั่นแหละค่ะ ปัจจุบันเข้าวัดอย่างเดียว ไม่ได้เข้าโบสถ์แล้ว แต่ว่าไม่ได้เขาวัดปฏิบัติธรรม หรือถือศีลห้า สวดมนต์ อย่างที่เพื่อนๆบางคนทำ คือคนที่ทำได้ ไม่ได้ว่าไม่ดี ดีแล้ว แต่ที่ตัวเองไม่ทำเพราะยังไม่เข้าใจ จะให้สวดมนต์เป็นนกแก้วนกขุนทอง โดยไม่เข้าใจสิ่งที่สวด คิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร จะให้กินเจ โดยเลี่ยงกินของเทียม ก็ไม่รู้ว่าจะเจไปทำไม เหมือนไม่จริงใจ ไม่ได้อยากทำบุญครบเก้าวัดเพื่อสิริมงคล จริงๆที่อยากทำเก้าวัด เพราะอยากไปเที่ยววัดต่างๆให้ครบเก้าวัดมากกว่า…ใส่บาตร บริจาคทาน อันนี้ทำ เพราะคิดว่าเป็นการให้สิ่งที่ตัวเองมีแก่คนที่ไม่มี แต่ถ้าให้ไปนั่งสมาธิ สวดมนต์ ก็โบกมือลาดีกว่า

    • masatha says:

      555555 ส่วนตัวผมไม่มีปัญหากับฅนที่ไม่มีศาสนานะครับ แล้วยิ่งบอกว่า ตัวเองไม่นับถือศาสนา เพราะยังไม่เข้าใจคำสอนถ่องแท้ ผมคิดว่าน่านับถือครับ (ดีกว่าเชื่อตาม ๆ กันไปโดยไม่ไตร่ตรอง)
      สวดมนตร์ ทำบุญ นั่งสมาธิ พวกนี้เป็นวัตรปฏิบัติครับ ถ้าทำไปโดยไม่เข้าใจ หรือไม่ซาบซึ้ง ในหลักคำสอน ผมคิดว่าอาจจะไม่มีประโยชน์จริง ๆ มากนัก (คือถ้าจะทำมันก็ดีครับ แต่ถ้าทำแค่นั้นแล้วพอใจ ไม่คิดจะพัฒนาให้มากไปกว่านั้น อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่)
      เรื่องกินเจ ผมกินเจเพราะความอร่อยครับ แฮะ แฮะ

  3. may-ya says:

    +++ กลัวจะเม้นมากๆ 555 เป็นคนไม่สนใจ discuss เรื่องนี้เลยอะพี่ก้อน (แอบรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นไร้ประโยชน์ที่จะ discuss.. ขอโทษน้าาาา) รู้สึกว่านานาจิตตัง ใครอยากทำไรก็ทำไปถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนใคร (รวมถึงตัวเอง) อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ เอาง่ายๆถ้าอยากจะทำข้าวทำแกงไปถวายต้นโพธิ์นั่งขูดหวย กราบไหว้หมูหมากาไก่แปดเก้าขาก็ทำเถอะถ้ามันสบายใจและไม่ได้เดือดร้อนใคร (บางทีก็รู้สึกว่าทำไมต้องไปด่าไปกดคนอื่นเค้าด้วยนะว่าโง่งั้นโง่งี้ บางคนเค้าก็รู้ว่าไอ่ของพวกนั้นมันเกิดขึ้นมาได้ยังไงแต่ก็ยังกราบไหว้ ก็แบบปล่อยเค้าไปมั้ยล่ะ เค้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนซะหน่อย…)

    +++ เมเป็นคริสต์เพราะ.. จริงๆมีเหตุผลที่ นะ แต่ไม่อยากพูดในพับลิคเดี๋ยวโดนหาว่าเว่อร์ ปญอ เอาไปเม้าท์ต่ออีก 555 ส่วนนึงอย่างที่พี่ก้อนบอกค่ะเพราะครอบครัวพาไปคลุกคลีบ่อยๆ (แต่บ้านเมค้านกันเองนะ แบ่งครึ่ง คนละศาสนาแล้วก็พยายามสงครามเย็นคานอำนาจกันบ่อยๆ 555) แต่สุดท้ายเมเป็นคริสต์ถาวรเพราะมีความสุข (กับทั้งการสวดมนต์ มิสซา เข้าโบสถ์ ฯลฯ) โจ๊บบบ XD

    • Tingallerina says:

      อ่านแล้วชักเป็นห่วง… ก้อน!! เราอย่าสงครามเย็นใส่ลูกๆ กันนะคะ 😛 พาเค้าไปหมด แล้วให้เค้าเลือกเองแบบน้องเม ละกัน ^^

      • masatha says:

        กร๊ากกกก ไม่น่าต้องห่วงนะ ที่บ้านสมัยเด็ก ๆ ก็มีสงครามเย็น ๆ แบบนี้เหมือนกัน

        แต่ตอนนี้ลูก ๆ โตหมดแล้ว ใครจะนับถืออะไรที่บ้านก็ไม่ว่าแล้วค่ะ จุ๊ฟ ๆ

        เห็นด้วยว่าให้ลูก ๆ เลือกเอง เจอกับตัวเอง ศรัทธาด้วยตนเอง ดีกว่าเราไปยัดเยียดเนอะ

    • masatha says:

      555555 เรื่องพวกนี้นี่ ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน พี่ว่าก็ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงมากมายใหญ่โตน่ะนะครับ (เว้นแต่จะเพื่อขยายมุมมอง หรือว่าแลกเปลี่ยนความรู้)

      อย่างรูมเมทเองก็เป็นมุสลิม พี่ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยเวลาอีกฝ่ายจะละหมาด หรือว่าจะอดอาหารเดือนรอมฎอน มันเป็นปัญหาก็เพราะเราจะมารบกันเพราะความแตกต่างทางความเชื่อนี่ล่ะ

      แต่ถ้าไม่ได้พยายามจะบีบบังคับ ให้อีกฝ่าย ‘ต้อง’ เชื่อเหมือนเรา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร (เว้นแต่มันจะมีพฤติกรรมอย่างอื่นที่กระทบกระทั่งกัน)

  4. sameoldjune says:

    อืม….จูนนับถือพุทธ แต่ศรัทธาในความดี (จะดีทางไหนก็เถอะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และไม่ว่าใครทำก็ตาม)

    ตอนเด็กๆได้ยินคำว่า ศาสนาคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คำนี้แม่งโคตรจะไม่เข้่าใจความหมายมันเลย

    จนกระทั่งเห็นน้องชายตัวเองที่จบนักธรรมเอกแต่เป็นคนร้อนมาก จนกระทั่งมาเปลี่ยนเป็นคริสต์ กลายเป็นว่าเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ถือได้ว่าตอนนี้น้องจูนเป็นไบเบิ้ลเคลื่อนที่คนนึงเลยก็ว่าได้(เอ่อคำนี้เป็นเปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ได้เจตนาลบหลู่นะคะ) ถามมันมันบอกว่าเหมือนมันสัมผัสพระเจ้าได้ มีอะไรให้มันเชื่อ ให้มันมั่นคง..อืม….อย่างงี้นี่เอง

    ตอนนี้ที่บ้านก็ตอบรับสังคมคริสต์ของน้องดีค่ะ ใช้บ้านเป็นที่ประชุมของกรุ๊ปน้องๆชาวโบสถ์อยู่บ่อยๆ
    ส่วนคนอื่นๆในบ้านก็สวดมนต์ ไหว้พระไปเรื่อย

    อ้อ มีตอนแรกๆ น้องมันเคร่งมาก ไม่ยอมไหว้หรือไปวัดเลย จนกระทั่งคุณทวดเสีย หม่าม้าประกาศิตถ้าไม่ไหว้ในงานศพนี้จะให้เลิกไปโบสถ์ หลังๆมานี่ถ้าให้ไปวัดด้วยก็โอเคแล้วค่ะ แค่ไม่ก้มกราบแต่ก็เคารพนบน้อมตามวิสัย

    จริงๆจะศาสนาไหน..ขอให้ใจกว้างพอที่จะรับคนที่คิดต่างได้..ก็คงจะดีไม่น้อยเนอะ

    • masatha says:

      โอ้ ของจูนเป็นคริสเตียน ไม่ใช่คาทอลิกใช่ป่ะครับ?

      ดีใจที่เจอฅนคริสต์เหมือนกันนะฮะ รู้สึกว่าประชากรกลุ่มนี้ในไทยจะน้อยไปหน่อย

      ไปโบสถ์ที่ไหนฮะ?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s