มูลเหตุของการเขียนเอนทรีนี้มาที่มาจากสองเรื่องครับ

เรื่องแรก เวลาอ่านวิจารณ์ภาพยนตร์ในเว็บบอร์ด ก็จะมีประเภทที่ด่าภาพยนตร์แบบสาดเทสาดเสีย แล้วก็จะมีฅนเข้ามาตอบโต้ว่า ‘ถ้าเก่งนัก ก็ไปกำกับหนังเองไป๊’ อยู่ร่ำไป

เรื่องที่สอง ตอนประชุมเตรียมงาน conference เคยมีรุ่นพี่ที่ไม่เคยมาประชุมงาน con เลยร่วมสิบปี แล้วพอฟังประชุมเสร็จ ก็วิพากษ์วิจารณ์ยกใหญ่ (ด่าซะส่วนมาก) ประเด็นก็คือว่า กรอบความคิดของรุ่นพี่เมื่อ 10 ปีก่อน สามารถเอามาใช้จริงกับกิจกรรมสมัยนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?

ผลจากเหตุการณ์สองเรื่องนี้ ผมก็เลยคิดว่า เราสามารถแบ่งการวิพากษ์วิจารณ์ออกได้เป็น 4 ขั้นครับ

  1. บอกแค่ว่า ดี-ไม่ดี หรือ สนุก-ไม่สนุก

อันนี้เป็นแบบพื้นฐานสุด ๆ ครับ ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถใด ๆ ก็วิจารณ์ขั้นนี้ได้ แค่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาจับ เช่น เวลาไปดูหนัง เราก็บอกได้ว่าเรื่องนี้เราชอบ หรือไม่ชอบ สนุก หรือไม่สนุก จบ หรือเวลาทำกิจกรรม ผู้เข้าร่วมแม้จะเป็นเด็กใหม่ เพิ่งเคยมาค่ายครั้งแรก ร้อยทั้งร้อย พอถามว่า ชอบ-ไม่ชอบ สนุก-ไม่สนุก ก็ตอบได้หมด

ข้อมูลแบบนี้ ถ้าได้มาแบบรายบุคคล ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ครับ แต่ถ้าได้ความเห็นเยอะ ๆ ก็อาจจะทำสถิติได้บ้างนิดหน่อย ถ้ามีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบมากขึ้น เช่น กิจกรรมบางกิจกรรมที่ใช้สมองมาก ๆ  ถ้าเป็นเด็กโต อาจจะบอกว่า สนุกกว่าเด็กเล็ก เป็นต้น

2. บอกเหตุผลได้ว่า ดีเพราะอะไร ไม่ดีเพราะอะไร

อันนี้พัฒนาขึ้นมาหน่อยครับ สามารถระบุเหตุผลแบบวิเคราะห์ได้ด้วย ถ้าเป็นหนัง ก็บอกได้ว่า เรื่องนี้เบื่อเพราะเนื้อเรื่องยืดยาดไป หรือว่า เรื่องนี้สนุกเพราะฉากแอคชั่นมันมาก ในกรณีของกิจกรรม ถ้าสามารถบอกได้ว่า สนุกเพราะอะไร (เช่น มีการแข่งขันเลยตื่นเต้น) หรือ ไม่สนุกเพราะอะไร (กติกามันเข้าใจยากเกินไป) ก็จะมีข้อมูลมาวิเคราะห์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลลำดับทีสองนี้ ไม่ได้มีประโยชน์อะไร มากไปกว่าช่วยให้เราเรียนรู้ว่า ผู้เข้าร่วม (หรือนักดูหนัง) มีความคาดหวังอะไรครับ เช่น ถ้านักดูหนังบอกว่า หนังแอคชั่นเรื่องนี้ไม่สนุก เพราะว่าคาแร็คเตอร์แบนเกินไป ก็แปลว่า เจ้าตัวคาดหวังในความลุ่มลึกของหนัง (ทั้ง ๆ ที่เป็นแอคชั่น) หรือถ้าผู้เข้าร่วมบอกว่า กิจกรรมนี้น่าเบื่อ เพราะเอาแต่นั่งอยู่กับที่ แปลว่าผู้เข้าร่วมคาดหวังกิจกรรมที่จะต้องมีการเคลื่อนที่เยอะ ๆ

3. บอกหนทางแก้ไขได้

เลเวลนี้ค่อนข้างพัฒนาขึ้นมากเลยครับ แบบ 1 กับ 2 นี่ แค่เป็นผู้เข้าร่วม ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยก็พอจะทำได้ แต่แบบ 3 นี่ จะต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ เสียก่อน ถึงจะสามารถบอกวิธีแก้ไขได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น เวลาดูหนัง ผมอาจจะบอกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยสนุก (แบบ 1) และบอกได้ว่า เนื้อหามันธรรมดาเกินไป ไม่มีอะไรแปลกใหม่ (แบบ 2) แต่ถ้าถามว่า จะต้องปรับบทหนังยังไง ให้มันสนุกขึ้น (แบบ 3) อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้ครับ

หรืออย่างเวลาทำกิจกรรมก็เหมือนกันครับ น้อง ๆ อาจจะบอกว่ากิจกรรมนี้ไม่สนุก (แบบ 1) เพราะกติกามันซับซ้อนเกินไป (แบบ 2) แต่ส่วนใหญ่ ถ้าถามว่า ควรจะเปลี่ยนกติกายังไงให้มันเข้าใจง่ายขึ้น อันนี้ ถ้าเป็นผู้เข้าร่วมมือใหม่มักจะไปต่อไม่ถูกแล้วครับ ฅนที่จะตอบคำถามนี้ได้ ถ้าไม่ได้เป็นสต๊าฟผ่านงานมาก่อน ก็มักจะเป็นผู้เข้าร่วมที่เคยไปมาแล้วหลาย ๆ ค่ายฮะ

แต่แค่เสนอวิธีแก้ไขได้ ยังไม่เจ๋งพอครับ เจ๋งกว่านั้นต้องเป็นแบบที่ 4

4. บอกได้ว่า วิธีแก้ไขแบบไหนที่เวิร์ค แบบไหนที่ไม่เวิร์ค และเวิร์คเพราะอะไร ไม่เวิร์คเพราะอะไร

เลเวลนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดแล้วครับ ตัวอย่างดูได้ง่าย ๆ มาก ๆ เรื่องวิพากษ์วิจารณ์หนังครับ ฅนเราสามารถมีความเห็นได้ร้อยแปด บอกได้ว่า ทำไมไม่ทำแบบนู้นล่ะ ทำไมไม่ทำแบบนี้ล่ะ แต่สิ่งที่ฅนมักจะลืมไปก็คือว่า ไม่ว่าเราจะเลือกทำแบบไหน ก็มักจะมี ‘ปัญหา’ ตามมาครับ และเราก็มักจะมองไม่เห็นปัญหาในสิ่งที่เราเสนอเสียด้วยสิ

ตัวอย่างง่าย ๆ ก็อย่างเช่นน้องชายผมเวลาทำหนังสั้นครับ พอทำเสร็จก็จะมีฅนให้คำแนะนำเยอะแยะ แต่เวลาคุยกับน้องชายผม เจ้าตัวก็จะบอกได้ว่า คำแนะนำใหนที่เข้าท่า คำแนะนำไหนที่ไม่เข้าท่า เช่น ถ้าบอกว่า เนื้อหาตรงนี้ธรรมดาไป น่าจะเพิ่มความซับซ้อนหน่อย ก็จะติดปัญหาว่า ถ้าซับซ้อนมากไป ฅนก็จะไม่เข้าใจอีก หรือว่า ถ้าเปลี่ยนเนื้อหาตรงนี้ จะต้องถ่ายทำเพิ่ม และใช้งบประมาณมากขึ้น ซึ่งมันไปติดเพดานงบ ทำไม่ได้ ฯลฯ ซึ่งเรื่องแบบนี้นี่ ถ้าไม่ใช่เจ้าตัวที่ทำงานจริง ๆ หรือเป็นฅนที่เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จริง ๆ ก็จะมองไม่ออกหรอกครับ (ส่วนใหญ่ก็จะให้คำแนะนำ แต่มองไม่เห็นว่า คำแนะนำของตัวเอง ก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง)

เช่นเดียวกับตัวอย่างรุ่นพี่กิจกรรมที่ผมพูดไปตอนต้นครับ รุ่นพี่สามารถให้คำแนะนำได้ก็จริง แต่เป็นคำแนะนำจากประสบการณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พวกน้อง ๆ ที่ฟังอยู่ก็อือออ เห็นด้วยว่า เออ ทำไมเราไม่ทำแบบนี้บ้างนะ แต่พวกรุ่นพี่ปัจจุบัน ก็บอกได้ว่า ไอ้ไอเดียของรุ่นพี่ 10 ปีก่อนนี่ มันเคยคิดเคยทำมาแล้วครับ แล้วเจอปัญหาอะไร ทำไมถึงทำไม่ได้ ทำไมมันถึงไม่เวิร์ค และทำไมถึงต้องออกมาเป็นการแก้ปัญหาแบบนี้ ฯลฯ

เพราะงั้นนี่ ฅนที่ให้คำแนะนำได้ ไม่ได้แปลว่า คำแนะนำนั้นมันจะเข้าท่าเสมอไปน่ะนะครับ

 

 

 

 

สรุปแล้ว เอนทรีนี้ก็อยากจะบอกว่า ฅนมีปาก มันก็วิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่อยน่ะนะครับ เวลาเราวิจารณ์ แล้วอีกฝ่ายไม่ฟังก็ไม่ต้องไปน้อยอกน้อยใจ เพราะสิ่งที่เราพูด (แล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก ๆ) อาจจะสร้างปัญหาที่เราคิดไม่ถึงก็ได้ ในขณะเดียวกัน แม้ประโยคที่ว่า ‘ถ้าเก่งนัก ก็มากำกับหนังเองสิ’ ผมจะไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของฅนพูดเลยล่ะครับ ตัวอย่างมีให้เห็นหลายฅนแล้วฮะ ว่านักวิจารณ์ปากกล้า พอลงมาทำเอง ก็ทำออกมาไม่ได้เรื่อง ติดข้อจำกัดนู้นนี้ไปหมดเหมือนกัน

 

พูด กับ ทำจริง มันเลยมีข้อแตกต่างแบบนี้แหละครับ

 

อ้อ เขียนเอนทรีนี้เสร็จ เพิ่งเห็นข่าวนี้ครับ เนื้อหาซ้อนทับกันบางส่วน น่าสนใจดีครับ

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1297932040&grpid=no&catid=04

Comments
  1. Paul_012 says:

    ขอทำนายว่าเอ็นทรีนี้ยอดคอมเมนท์ตกมีน

  2. masatha says:

    เออ สุขสันต์วันเกิดนะครับ

  3. Rata says:

    โถ่ อดอ่านการเมืองเลยอะ
    (มาเมนต์ช่วยไม่ให้ตกมีนน่ะค่ะ)

    • masatha says:

      ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่พูดเรื่องคำแนะนำของเสื้อแดงตอนสลายชุมนุมเมื่อพฤษภาที่ผ่านมา ว่ามักจะมี 3 คำแนะนำ แต่ทั้ง 3 คำแนะนำก็มีผลตามมาเสมอ

      1. ทหารไม่มีอาวุธจริง —-ผลที่ตามมา— ทหารถูกยิงตาย
      2. นายกยุบสภาไปเลย — ผลที่ตามมา— ต่อไปใครมาชุมนุมเรียกร้อง ก็ต้องยุบสภาหมด และ ถ้ายุบสภา ก็เท่ากับละเลยเสียงที่สนับสนุนไม่ให้ยุบ
      3. ถ้าต่อรองไม่ได้ ก็คาไปเรื่อย ๆ — ผลที่ตามมา — ชาวบ้านเดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้ ธุรกิจเจ๊ง

      ผมก็ไม่ได้ตัดสินว่าทางเลือกไหนถูกน่ะฮะ แต่แค่บอกว่า จะเสนอทางเลือกไหน ก็อย่าลืมพิจารณาผลที่ตามมาด้วยก็แล้วกัน

      อย่างกรณีคุณอภิสิทธิ์ เลือกเจรจา พอเจรจาไม่สำเร็จ กระชับพื้นที่ ผลเป็นอย่างไรก็อย่างที่เห็น
      สมัยคุณสมชาย (ที่พันธมิตรยึดสนามบิน) เลือกทางเลือกที่ 3 คามันไปแบบนั้นเรื่อย ๆ ผลเป็นอย่างไร ก็อย่างที่เห็นเหมือนกัน

      ที่น่าแปลกใจคือไม่มีใครเลือกยุบสภา ทันทีที่มีม็อบ (ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่งั้นเราคงได้เลือกตั้งใหม่ทุก 3 เดือน)

      ชอบแบบไหนก็แบบนั้นน่ะนะฮะ

  4. Chayanin says:

    จริงๆ ว่าจะคอมเมนต์ตั้งแต่เห็นขึ้นมาในทวิตเตอร์แล้ว แต่ขี้เกียจพิมพ์ในมือถือ

    ผมอยากเพิ่มไปอีก aspect นึงด้วยน่ะครับ

    ปรกติผมจะแบ่งการแสดงความเห็นเป็นสองแบบ คือ แบบที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร หรือมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง แต่ก็รับรู้ว่า ไม่ใช่ในฐานะผู้ที่ออกความเห็นแล้วเขาจะต้องฟัง เช่น วิจารณ์หนัง คือต่อให้วิจารณ์ดียังไง แต่ถ้าเราเป็นแค่คนดู ผู้สร้างเขาจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้

    กับอีกแบบนึงคือ เป็นผู้ที่มีสิทธิออกเสียงจริงๆ อยู่ตรงนั้น

    สาเหตุที่แบ่งแบบนี้ เพราะบางทีผมก็เจอ misapplication อีกเหมือนกัน เช่น สมมติผมบอกว่า เออ ทำไม Mr.A ถึงเลือกทาง 1 ไม่เลือกทาง 2 นะ ผมก็รับรู้ว่า มันเป็นการตัดสินใจของ Mr.A ที่ผมไม่ได้มีสิทธิไปเปลี่ยนแปลงหรือบอกให้เขาต้องมารับฟัง แต่ผมก็แสดงความเห็นเฉยๆ ว่า เออ ผมไม่เห็นด้วยว่ะ

    ถ้าเปรียบการวิจารณ์หนัง เหมือนวิจารณ์ไป แล้วมีคนบอกว่า เออ มันหนังเขา ไม่ใช่หนังมึง เขามีสิทธิตัดสินใจ ซึ่งมันหลุด เพราะคนวิจารณ์ก็ทราบอยู่แล้ว และไม่ได้คิดว่าเขาจำเป็นต้องทำตามหรือมา defend แนวคิดของตัวเองให้เราฟัง (คือ จะทำก็ได้ แต่ไม่ได้มี obligation อะไร)

    อีกทางหนึ่ง คือผู้วิจารณ์เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง อันนี้ผู้ถูกวิจารณ์ไม่สามารถ simply dismiss ได้

    ถ้าทำหนังแล้ว คนให้ทุน (แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ให้เปล่า) เขาวิจารณ์อะไรมา จะบอกว่า ไม่ฟังก็คงจะไม่ได้

    เปรียบเทียบ ถ้าเพื่อนมาบ้าน แล้วบอกว่าบ้านผมรก ผมอาจจะฟังแบบขอไปที แต่ถ้ารูมเมตที่แชร์ค่าห้องพูดมา ผมจะ dismiss ไปเฉยๆ ก็คงไม่ได้น่ะครับ

    • masatha says:

      เห็นด้วยกับ aspect ของป่านนะครับ

      ถ้าอยากจะเปิดประเด็นต่อ ก็อาจจะเป็นประเด็นว่า ถ้าเป็นนักการเมืองล่ะ? จะฟังคำวิจารณ์มากน้อยแค่ไหน?

      และอีกคำถามนึงก็คือ ถ้าประชาชนที่วิจารณ์นักการเมือง คำแนะนำไปฅนละทางแบบตรงกันข้ามกันเลย (เช่น ฝั่งนึงบอกให้รบ อีกฝั่งบอกไม่ให้รบ)

      เราจะใช้ criteria ไหนในการเลือกรับฟังดี?

      น่าสนใจดีครับ

  5. ข้าวตู says:

    การวิจารณ์อะไรซักอย่าง อยากให้ผู้วิจารณ์เข้าใจสถานะของผู้ถูกวิจารณ์ด้วยน่ะค่ะ ว่าเค้ามีความสามารถ
    ที่ะแก้ไขสิ่งนั้นๆได้แค่ไหน เฮ่อ
    เอาแค่คนเป็นหัวหน้าห้อง ต้องตัดสินใจบางอย่างลงไป ลูกห้องไม่พอใจ
    เอาไปนินทาว่าร้าย ว่าหัวหน้าอย่างงั้นอย่างงี้ ซึ่งจริงๆแล้วหัวหน้าห้องคนนั้นอาจจะมีความจำเป็นบางอย่าง
    ที่ต้องตัดสินใจแบบนั้นก็ได้ แต่เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถบอกคนภายนอกได้เท่านั้นเอง เช่น อาจารย์บังคับ ฯลฯ
    เรื่องมีปากก็พูดไปเรื่อยเนี่ย พบได้ตั้งแต่ปัญหาใกล้ตัวยันปัญหาระดับชาติเลยนะคะ – –

    • masatha says:

      เห็นด้วยจริง ๆ จ้า เพราะงั้นเข้าใจอารมณ์เลย เวลาฅนถูกวิจารณ์จะเหวี่ยงใส่ว่า ‘มรึงเก่งนักงั้นมาทำเองเลย’ (ฮา)

    • may-ya says:

      +++ กอดน้องข้าวตูสิบที

  6. เป๊ปซี่ says:

    เป๊ปแบ่งออกมาเป็น 2 ประเภทนะ
    1. มีประโยชน์ คือได้อะไรกลับมาบ้างจา่กคำวิจารณ์นั้น
    2. ไม่มีประโยชน์ คือเป็นคำวิจารณ์ที่สนองแต่ความใคร่ของผู้วิจารณ์ คนฟังไม่ได้อะไรเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s