คริสต์

Posted: September 22, 2011 in ศาสนาบ้าน ๆ

เขียนไว้ตั้งนานมาแล้วครับว่าจะพูดเรื่องศาสนาบ้าง หลังจากนั้นก็ห่างหายไปเลยจนรู้สึกว่า เออ เราน่าจะเริ่มกลับมาแตะได้แล้วนะ แต่อย่างที่เคยแสดงความกังวลไปว่า สมัยนี้ ใครที่พูดเรื่องศาสนา อาจจะดูแปลก ๆ เช่นบอกว่า เสาร์อาทิตย์นี้จะไปนั่งสมาธิฟังธรรม มันดูเป็นโลกที่ฅนทั่วไปเข้าไม่ถึงอย่างไรชอบกล หรือต่อให้ปัจจุบันนี้ฅนเมืองจะเริ่มหันมาสนใจธรรมมะมากขึ้น มีหนังสือธรรมมะย่อยง่ายวางเกลื่อนแผงไปหมด แต่ก็โดนบิ๊กเนมในสังคม (เช่นคุณคำ ผกา) ค่อนขอดเป็นประจำ แถมโดนตราหน้าว่าเป็นสลิ่ม ดีแต่โลกสวยไปวัน ๆ แต่ไม่สนใจความยุติธรรมในสังคมอะไรไปโน่น

 

 

อย่างไรก็ตาม ใครจะว่าอย่างไรเราก็ไม่แคร์อยู่แล้ว แต่เอาเป็นว่าผมจะพยายามอธิบายแบบเข้าใจง่าย ให้ฅนที่ไม่สนใจศาสนาก็ฟังรู้เรื่องนะครับ

 

ก่อนจะพูดคุยลงไปในรายละเอียด ก่อนอื่นขอปูพื้นสักหน่อยนะครับ เนื่องจากผมมีพื้นฐานเกี่ยวกับคริสต์มาบ้าง ก็เอาเรื่องนี้น่าจะดี บางท่านอาจจะรู้เรื่องดีอยู่แล้วก็ลองอ่านทบทวนความจำนะครับ

 

ในแต่ละศาสนา ก็มีเส้นทางสู่ความรอดแตกต่างกันนะครับ แล้วก็มีชื่อเรียกแตกต่างกัน บ้างก็เรียกว่าสวรรค์บ้าง ถ้าเป็นพุทธก็เรียกว่าการนิพพานบ้าง ซึ่งรูปแบบนั้นก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป และเส้นทางสู้เป้าหมายนั้นก็แตกต่างกันไป สำหรับคริสต์มีกระบวนในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เรามาลองดูกัน

 

 

ในมุมมองของคริสต์ศาสนา เราเชื่อถึงการคงอยู่ของพระเจ้าครับ และเรามีพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งสร้างและกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง

พระเจ้าของเรานี้ ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ และรังเกียจความชั่วและบาปทั้งปวงครับ เพราะฉะนั้น ใครที่ทำบาป ก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นสวรรค์ และพระองค์มีความยุติธรรมมาก เพราะฉะนั้น ความบาปทุกประการต้องได้รับการชดใช้ (พูดง่าย ๆ ว่าใครทำบาปก็ต้องรับการลงโทษ ตกนรก)

 

ปัญหาก็คือว่า ในทางคริสต์ศาสนา เราเชื่อว่าไม่มีใครที่บริสุทธิ์ผุดผ่องมากพอที่จะได้ขึ้นสวรรค์เลยครับ (แม้กระทั่งพระสันตปาปา ประมุขของศาสนา) เราเชื่อว่าไม่ว่าใครก็เคยทำบาป ไม่ทางกาย วาจา ก็ใจ เพราะฉะนั้น ในสายตาของพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครดีพอที่จะได้ขึ้นสวรรค์เลย

 

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงรักเรามาก และอยากให้เราทุกฅนได้ขึ้นสวรรค์ แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็รังเกียจความบาป และบาปทุกอย่างต้องได้รับการชดใช้

 

ทางออกมีดังนี้ครับ พระเจ้าได้ส่งพระเยซู ซึ่งเราก็เชื่อว่า เป็นพระบุตรของพระองค์ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ หน้าที่หลักของพระเยซูก็คือ สังเวยชีพตัวเอง เพื่อชดใช้บาปของมนุษย์ทั้งมวล ดังนั้น เมื่อเราได้รับชำระบาปแล้ว (จากการที่พระเยซูรับเอาผลแห่งบาปของเราไปเสียเอง) เราก็จะสามารถขึ้นสวรรค์ได้ ซึ่งสำหรับชาวคริสต์แล้ว แค่เพียงเชื่อว่าพระเยซูคือผู้ไถ่บาปของเรา และเชื่อในพระเจ้า ก็จะสามารถขึ้นสวรรค์ได้แล้วครับ

 

 

จากกระบวนการดังกล่าว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจสองประการครับ

 

ประการแรก ศาสนาทุกศาสนาทั่วโลก การจะไปสู่เป้าหมายสุดท้าย (ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรก็ตาม) จะต้องดิ้นรนไปสู่หนทางนั้นให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง (พูดง่าย ๆ ว่าทำได้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา) แต่สำหรับศาสนาคริสต์แล้ว ผมเข้าใจว่าเป็นศาสนาเดียวที่ การไปสู่สวรรค์ไม่ได้อยู่ที่การทำดีของเรา (เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ดีไม่พอ) แต่เกิดจากการที่พระเจ้าทรงรักเรามาก และสละบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อช่วยให้เราได้ขึ้นสวรรค์ครับ

 

ประการที่สอง คำถามที่มักตามมาเสมอก็คือ ถ้าเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว และได้ขึ้นสวรรค์แล้ว แสดงว่าเราไม่ต้องทำความดีแล้วงั้นสิ? คำตอบก็คือว่า ถ้าเราเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว เราก็จะทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำโดยอัตโนมัติเองครับ (นั่นก็คือการทำความดีนี่แหละ) เหมือนกับเวลาเรารักใครสักฅน เราก็อยากทำให้ฅนฅนนั้นมีความสุข เมื่อเราเชื่อในพระเจ้า รักพระเจ้าแล้ว เราก็อยากให้พระเจ้ามีความสุขโดยการทำความดีครับ

 

บางฅนอาจจะคิดว่า ศาสนาแต่ละศาสนา ต่างก็สอนให้เป็นฅนดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะนับถือศาสนาอะไรมันก็ไม่แตกต่างกัน (บางท่านอาจจะไปไกลถึงว่า ไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ แค่เป็นฅนดีก็พอ) ส่วนตัวผมเห็นด้วยแค่ท่อนแรกสุดนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วเมื่อพิจารณาดู แก่นความคิดมันต่างกันมากเลย ระหว่างการทำความดีเพื่อดิ้นรนให้ตัวเองได้ไปสวรรค์ กับ ได้รับการช่วยเหลือให้ไปสวรรค์แล้ว รู้สึกซาบซึ้ง และอยากทำดีให้กับฅนรอบตัว (แต่แน่นอน ไม่ได้บอกว่าแบบไหนมันดีกว่าแบบไหน แค่บอกว่ามันแตกต่างกันเฉย ๆ)

 

 

อันนี้ก็คร่าว ๆ ครับ ไม่แน่ใจว่าเพื่อน ๆ อ่านแล้วเข้าใจรึเปล่า (คือผมก็กะไม่ค่อยถูกว่าฅนอื่น ๆ คุ้นเคยกับแนวคิดทำนองนี้แค่ไหน) ไว้คราวต่อ ๆ ไปจะลองไปแตะศาสนาในแง่มุมอื่น ๆ บ้างนะครับ

Comments
  1. tingallerina says:

    ไม่มีอะไรคอมเมนต์ในนี้จ้ะ เพราะเราได้แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้กันตลอดแล้ว:)

  2. รับฟัง และติดตามค่ะ ไม่รู้จะตอมเม้นอะไรเช่นกัน ฮ่าๆ

  3. iheresss says:

    อ่านแล้วคล้ายๆ หลักการโฆษณาของ MLM ทั้งหลายนะครับ พวกนี้คงเอามาใช้ประโยชน์แหละ

    • masatha says:

      ของ MLM มันเป็นยังไงหรือครับ? ผมรู้แค่เรื่องหาฅนมาร่วมมาก ๆ แล้วจะได้เปอร์เซ็น

  4. Paul_012 says:

    ฟังเล่ามาอีกสองต่อประมาณว่า
    ฮินดู: กรรมเป็นเหมือนเสือดำที่วิ่งไล่ตามไปทุกที่จนคุณหนีขึ้นต้นไม้ไปจนมุมอยู่ที่ปลายกิ่ง ก็ต้องรับผลของกรรมในที่สุด
    คริสต์: พรานมายิงเสือและอุ้มคุณลงมาจากต้นไม้

    ที่นิวซีแลนด์ตอน ม.2 ก็จำได้ว่า theme หลัก ๆ ที่จับความได้จากวิชาศาสนาก็คือ repentance นี่แหละมั้ง

    • masatha says:

      เป็น theme ที่แน่นดีครับ ตรงเป๊ะเลย

      ส่วนเรื่องยิงเสือนี่ ผมคิดว่าไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ น่าจะเป็นเอาเหยื่อมาล่อเสื้อมากกว่า

      ปล. เพิ่งรู้ว่าฮินดูพูดเรื่องกรรมด้วยนะเนี่ย นึกว่ามีแต่ในศาสนาพุทธเสียอีกครับ

  5. belle says:

    เห็นด้วยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าพี่ก้อนเข้าใจแก่นของศาสนาจริงๆ

    เดี๋ยวนี้คนชอบเข้าใจเป้าหมายของศาสนาในทางที่ผิดค่ะ เช่นศาสนาพุทธ จะกลายเป็นทำบุญเยอะๆไว้จะได้ขึ้นสวรรค์ ทำบุญเยอะๆชาติหน้าจะได้เกิดมาดีๆ คำว่าบุญกลายเป็นความโลภอย่างหนึ่งไปค่ะ กลายเป็นทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพื่อความสุขสบายในชาติหน้า หรือได้ขึ้นสวรรค์

    แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าคำว่านิพพานมันดูยากและไกลเกินไปค่ะ ชาวพุทธทั่วไปถ้าไม่ใช่พระคงไม่มีใครหวังนิพพานอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าแค่ทำบุญเยอะๆก็พอ แต่จริงๆแล้วแค่ดับกิเลสต่างๆได้ ทำความดี ละเว้นความชั่่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เข้าใจในหลักไตรลักษณ์ ก็นิพพานได้ทางใจแล้วค่ะ เป็นศาสนาที่ไม่ได้มีเป้าหมายคือมีความสุขค่ะ แต่คือมีทั้งสุขทั้งทุกข์ได้แต่เข้าใจและยอมรับสิ่งเหล่านั้น เน้นเรื่องผลของกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เป็นศาสนาที่เป็นเหตุเป็นผลค่ะ

    ส่วนศาสนาคริสต์ ไม่่ค่อยมีความรู้ค่ะ อาจจะแสดงความเห็นไม่ได้มาก หรือถ้าผิดก็ขอโทษด้วยค่ะ แต่คิดว่าเป็นศาสนาที่เข้าถึงได้ง่ายดีค่ะ รักคนอื่น เสียสละ แบ่งปัน เน้นทำความดีค่ะ โดยมีพระเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและกำลังใจร่วมกัน แต่ถ้าคนที่ไม่เข้าใจอาจจะใช้ศาสนาในทางที่ผิดได้ค่ะ เช่นในยุคกลางเป็นต้น ที่มีแบบว่าทำสงครามเพื่อพระเจ้า ใครตายในสนามรบเพื่อศาสนาจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือขายใบไถ่บาปค่ะ

    แต่มีส่วนนึงที่แบลล์ไม่ค่อยเข้าใจ ศาสนาพุทธใครทำอะไรไว้ต้องได้รับสิ่่งนั้น ถ้าทำชั่ว จะทำความดีแค่ไหนก็ลบล้างไม่ได้ ต้องรับผลกรรมนั้น ส่วนของศาสนาคริสต์มีล้างบาป สารภาพบาป มีพระเยซูรับบาปแทน คือลบล้างความผิดที่ทำได้ใช่ไหมคะ เพราะตัวศาสนาเน้นการให้อภัย ความรักของพระเจ้า แบบนี้คนทำความชั่วแค่ไหนก็ไม่เป็นไรหรอคะแค่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้าก็จะช่วย *ล่อเป้าแล้ว >< หนี*

    แต่ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี จริงค่ะ

    • masatha says:

      เรื่องนิพพานนี่เห็นด้วยว่าฅนอาจจะเข้าไม่ถึง เลยไม่ได้หวังตรงนั้น แต่ที่บอกว่าไม่ได้มีเป้าหมายคือความสุขนี่ จริงหรือครับ? ถ้าไม่ได้หวังจะมีความสุขแล้วเราทำความดีไปเพื่ออะไรกันนะ? (ในกรณีที่บอกว่าไม่ได้ทำเพื่อนิพพาน)

      ส่วนเรื่องที่งงของศาสนาคริสต์ ใช่ครับ ไม่ต้องรับผลกรรม ทำชั่วแค่ไหนพระเจ้าก็อภัยบาปได้ แต่ต้องสำนึกผิดจริง ๆ ครับ (ทำผิดซ้ำซากนี่คงไม่นับ) ก็เพราะว่าแม้จะทำบาปร้ายแรงแค่ไหน ก็ได้รับการอภัยนี่แหละครับ เราถึงได้รู้ว่าความรักของพระเจ้านี่ไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ มันน่ารักตรงนี้แหละครับ (เท่าที่ผมรู้จัก ฅนที่เป็นฅนเลว มีประวัติทั้งติดยา เข้าคุก ฯลฯ กลับตัวหันมานับถือคริสต์จริงจัง หรือลุกขึ้นยืนใหม่ได้อีกครัั้ง ก็เพราะได้รู้ว่า แม้สังคมจะไม่ให้อภัย แต่ยังมีพระเจ้าที่รักและให้อภัยเสมอนี่แหละครับ)

  6. chantiga says:

    เห็นด้วยกับที่เขียนว่า “ศาสนาแต่ละศาสนา ต่างก็สอนให้เป็นฅนดีเหมือนกัน” นะคะ เพียงแต่เปาคุ้นเคยแต่กับศาสนาคริสต์และพุทธ เพราะถูกอบรมจากทั้งสองศาสนา (พ่อกับแม่) ศาสนาอื่นๆ ไม่เคยเรียนรู้
    เปามีเพื่อนที่เป็นคนญี่ปุ่นกับคนเกาหลี เค้าบอกว่าเค้าไม่มีศาสนา สำหรับเปาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เค้าอาจมีแนวทางดำเนินชีวิตของตัวเองก็ได้นะคะ

    • masatha says:

      เพื่อนที่เป็นฅนญี่ปุ่นก็ไม่มีศาสนาเยอะเหมือนกันนะครับ จริง ๆ ฅนไทยเองก็ไม่น้อยที่บอกว่าไม่นับถือศาสนาอะไรเลย รึมันอาจจะไม่แปลกเท่าไหร่

      ปล. ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกเหมือนลืมแท็กพี่เปาไปหลายเอนทรี ขอโทษทีครับ “- –

  7. chantiga says:

    ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บางทีเห็นบนเฟสก็เข้ามาแอบอ่านเองบ้างเหมือนกัน คริๆ

  8. belle says:

    ความสุขจริงค่ะ แต่เป็นความสุขในทางพุทธศาสนานะคะ อาจจะไม่มีความรู้มากพอ รบกวนพี่ก้อนไปอ่านจากกระทู้เหล่านี้นะคะ ขอบคุณค่ะ 🙂

    ความสุข….ในพุทธศาสนา เรียบเรียงจากธรรมบรรยายโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี)
    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=251771

    time magazine บอกว่าที่อเมริกา ได้มีงานวิจัย พบว่า คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ก็คือ พระในทางพระพุทธศาสนา
    http://www.oknation.net/blog/print.php?id=488859

    เป็นแนวทางไปสู่ความสุขตามวิธีของพุทธศาสนาน่ะค่ะ แต่แบลล์เองก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ>< เป็นคนธรรมดา ฮ่าๆๆ แต่ก็มีพุทธศาสนิกชน พระสงฆ์ที่ทำได้และมีความสุขเช่นนี้อยู่ค่ะ

    ขอบคุณที่แชร์ความคิดดีๆมาให้อ่านนะคะ คราวหน้าแทคมาให้อ่านอีกนะคะ 😉

    • masatha says:

      อ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดูจะเป็น derivative พอสมควร ไว้คราวหน้ามาลงรายละเอียดนะฮะ

  9. มีศาสนาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจค่ะ
    เพราะการเลือดทางเดินบางอย่างเราต้องอาศัยความเชื่อทางศาสนาช่วยค่ะ

  10. j00m says:

    เข้ามาอ่านค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s