ทำดี…ได้อะไร?

Posted: February 25, 2012 in ศาสนาบ้าน ๆ

กลับมาหลังจากไม่ได้เขียนบล็อกเสียนานมาก จริง ๆ แล้วก็น่าจะเขียนอะไรที่เบา ๆ หน่อยนะครับ

 

ตั้งแต่คราวที่แล้วที่ผมพูดถึงศาสนาคริสต์ ว่าในความเชื่อของเรา พระเยซูได้ถูกตรึงกางเขนและเสียชีวิตโดยรับโทษบาปของเราเรียบร้อยแล้ว นั่นก็หมายความว่า ฅนที่เชื่อในพระเยซู ก็ได้รับชำระบาปไปเรียบร้อย และได้ขึ้นสวรรค์ไปอัตโนมัติ ตอนนั้นก็มีฅนตั้งข้อสงสัยว่า เอ๊ะ แบบนี้แปลว่า ศาสนาไม่ได้บอกให้เราทำความดีงั้นเหรอ (เพราะขึ้นสวรรค์ได้แล้วนี่) จริง ๆ แล้วนี่เป็นประเด็นที่พูดคุยกันบ่อยมากนะครับโดยเฉพาะช่วงที่ผมไปโบสถ์ที่นู่น คำอธิบายก็คือว่า ศาสนาสอนให้เราเป็นฅนดีนี่แหละครับ เพียงแต่บอกว่า ใครที่เชื่อในพระเยซู ก็ควรจะเชื่อในสิ่งที่พระเยซูบอกให้เราทำด้วย (ในทางกลับกัน ก็อาจจะพอพูดได้ว่า ฅนที่ไม่ปฏิบัติตามที่พระเยซูสอน ก็น่าสงสัยว่าเชื่อด้วยใจจริงหรือเชื่อแต่เพียงลมปาก)

 

จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์ ท้ายสุดก็คือ สอนให้เป็นฅนดีนี่แหละครับ แต่การทำดีเพื่อให้ได้ไปสวรรค์ กับทำดีเพราะซาบซึ้งที่มีฅนช่วยให้เราไปสวรรค์แล้ว ในเชิงแรงจูงใจผมคิดว่ามีความแตกต่างกันนิดหน่อย

 

นี่ก็เป็นมุมมองของคริสต์นะครับ

 

 

 

ส่วนในมุมมองของพุทธมหายาน เท่าที่ผมสัมผัสของชินเนียว เอ็น (ซึ่งเป็นพุทธสายมหายานที่มาจากญี่ปุ่น แต่มีวัดยู่ในเมืองไทยนี่เอง ใครสนใจผมพาไปทัศนศึกษาได้นะครับ) ก็จะมีนิยามเรื่องการทำความดีที่มีจุดเน้นแตกต่างกันนะครับ

 

ของชินเนียว เอ็น ทุกครั้งที่ไปเข้าร่วมพิธี สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือศาสนานี้จะเน้นย้ำให้เราทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือฅนอื่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องอุทิศตัวยิ่งใหญ่อะไรนะครับ แต่แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ยิ้มแย้ม ทักทายให้กัน ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน แค่แสดงความมีน้ำใจต่อกันก็เป็นเรื่องที่ทางวัดสนับสนุนมาก ๆ ให้เราทำแล้ว ในวงเสวนาครั้งหนึ่ง เคยมีฅนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ทำไมเราต้องทำเพื่อผู้อื่น (หรือทำให้ผู้อื่นมีความสุขด้วยล่ะ?) แค่ตัวเราเองอย่างเดียวมีความสุขไม่พอหรือ? ฅนที่ตอบคำถามในวงนั้นก็ให้ความเห็นที่น่าสนใจครับ เขาบอกว่า ทำให้ตัวเองมีความสุข เราก็มีความสุขอยู่ฅนเดียว แต่ถ้าทำให้ฅนอื่นมีความสุข เจ้าตัวก็มีความสุข ตัวเราก็มีความสุข กลายเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นกรอบความคิดของมหายาน หรือ ยานลำใหญ่ที่ชัดมากเลยครับ เพราะพุทธสายนี้จะเชื่อในหลักการว่า เราจะเป็นยานลำใหญ่ที่นำพาฅนอื่น ๆ พ้นทุกข์ไปพร้อมเรา

 

ซึ่งแนวความคิดแบบนี้เอง ผมเพิ่งได้เรียนว่ามันมีความพ้องต้องกันกับสำนักคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ที่ยึดถือประโยชน์ของสังคมโดยรวมเป็นเป้าหมายสูงสุด สำนักนี้จะเชื่อในการสอนและขัดเกลาให้ฅนมีความสุขในการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าฅนมีความคิดเช่นนี้ได้ ก็จะช่วยเหลือให้ฅนอื่นมีความสุข ตัวเองก็มีความสุข กลายเป็น win-win น่ะนะครับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว แนวคิดแบบนี้ค่อนข้างถูกจริตของผมนะครับ เพราะผมเคยคิดว่า ถ้าจะให้อธิบายว่าเราเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่านี่คือสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ผมก็คงใช้เกณฑ์ “ทำให้ผลรวมเป็นคลื่นบวกแบบยั่งยืน”

 

คือผมอธิบายแบบนี้ครับ ผมคิดว่าตัวเราแต่ละฅนเวลาทำอะไรจะมีคลื่นที่แผ่ออกมา ถ้ามีความสุขก็จะเป็นคลื่นบวก (รวมถึงอารมณ์ด้านบวกอื่น ๆ เช่น สงบ สันติ อิ่ม สบาย ขำ) ถ้ามีความทุกข์ก็จะเป็นคลื่นลบ (รวมถึงอารมณ์ด้านมืดอื่น ๆ เช่น โกรธ อิจฉา หิว เจ็บ) การทำให้เป็นคลื่นบวก นอกจากทำให้อีกฝ่ายมีความสุขแล้ว การทำให้อีกฝ่ายคลายจากความทุกข์ (เช่นทำให้ฅนหยุดทะเลาะกัน) ก็รวมด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ชุดอธิบายแบบนี้มีความยืดหยุ่นพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถามเรื่องกินเหล้า แทนที่จะฟันธงไปเลยว่ากินเหล้าดีหรือไม่ดี แต่ก็กลายเป็นว่าต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ

 

ถ้ากินฅนเดียวนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วมีความสุขดี แบบนั้นก็เป็นบวก ส่วน “ผลรวม” หมายถึง รวมคลื่นที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราที่เกิดกับฅนอื่นด้วย ดังนั้น ถ้ากินเหล้าแล้วไปลวนลามฅนอื่น ตัวเราอาจจะบวก แต่ฅนอื่นกลายเป็นลบ ผลรวมกลายเป็นลบก็ไม่ควรทำ ในขณะที่ “ยั่งยืน” คือมองผลรวมในระยะยาวครับ ดังนั้น ถ้ากินเหล้า แม้จะสุขชั่วครั้งชั่วคราว แต่ถ้านานไปเป็นผลเสียกับร่างกายจนฅนอื่นต้องลำบากดูแลเราคงไม่ดีเป็นแน่แท้

 

เพราะงั้นผมคิดว่า หลักการ “ทำผลรวมคลื่นบวกแบบยั่งยืน” แม้จะไม่แยกขาว-ดำขาดชัดเจน แต่ก็พอใช้อธิบายหลายสถานการณ์ได้นะครับ เช่น ควรโกหกดีไหม? ลงโทษโดยการตีได้รึเปล่า?  หรือว่าทำทานมากแค่ไหนถึงจะดี? ซึ่งเอาเข้าจริงแต่ละศาสนาก็คงจะมีคำอธิบายในเรื่องเหล่านี้ในแบบของตนเอง

 

สุดท้าย ผมก็อยากจะลองเชิญชวนให้เราลองมาคิดดูนะครับ ว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำความดีเพื่ออะไร อย่างทางพุทธเถรวาท ก็จะเน้นปฏิบัติธรรมเพื่อลดอัตตาของตนเอง (คือเอามุมมองภายในตัวเองเป็นโจทย์ตั้ง) ของมหายานอาจจะเอาฅนอื่นเป็นตัวตั้ง หรือถ้าเป็นคริสต์ก็เอาพระเจ้าเป็นที่ตั้ง แม้กระทั่งฅนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ผมคิดว่าการค้นหานิยาม และแรงจูงใจในการทำดีก็จะเป็นประโยชน์แน่ ๆ ครับ เพราะถ้าเรามีคำตอบที่ชัดเจนในใจ เราจะได้ไม่สับสนว่า

 

“เราจะเป็นฅนดีไปเพื่ออะไร (วะ)”

Advertisements
Comments
  1. belle says:

    คิดถึงบล็อกของพี่ก้อนอยู่พอดีค่ะ หายไปนานเลย ^^

    เห็นด้วยค่ะที่เหตุการณ์บางอย่างเราบอกไม่ได้ว่าอะไรเรียกว่าดีหรือไม่ดี ต้องดูจากผลค่ะว่าดีต่อตัวเองและผู้อื่นมั้ย

    ถ้าทำดีจริงก็คงมีคลื่นบวกออกมาที่ส่งผลได้จริงๆค่ะ ไม่กับตัวเองก็คนอื่นๆหรือทั้งหมด

    หายป่วยไวๆนะคะ 😀

    • masatha says:

      ขอบคุณมากจ้าาาา ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะฮะ

  2. คิดถึงอยู่เหมือนกันค่ะหายไปนานจริงๆ

    ทำดีเพื่อให้สังคมเต็มไปด้วยคลื่นบวกที่ยั่งยืนค่ะ

    แหม..เข้าใจใช้คำจริงๆ

    • masatha says:

      555 ก็ไม่กล้ายืนยันนะครับว่าคราวนี้จะไม่ผลุบๆ โผล่ ๆ อีก

      ส่วนคำนี่ ตอนเขียนก็คิดเหมือนกันว่าเหมือนพวก ‘ปลุกพลังบวกในตัวคุณ’ อะไรเทือก ๆ นั้น (ดูโฆษณาชวนเชื่อไปเลย) ;p

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s