Monsters University (spoil)

Posted: August 14, 2013 in Movies

สำหรับ Monsters University นี่ก็ไปดูกับฐิงมาครับ บอกได้ว่าประทับใจมากกกกก ซึ่งพอย้อนกลับมาดู ก็น่าประหลาดใจ เพราะว่าองค์ประกอบของหนังก็คือหนังตาสูตรสำเร็จธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่โดนดูถูกว่าไร้ความสามารถ และจะต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทีมเข้าแข่งขันของตัวเอกที่เป็น underdog สุด ๆ ผ่านมาแต่ละรอบก็ต้องอาศัยโชคช่วย แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ พัฒนาขัดเกลาความสามารถตัวเองจนเปล่งประกายได้ ซึ่งเนื้อเรื่องทั้งหมดถ้าเป็นไปตามสูตรสำเร็จ เราก็คงจะได้แค่อนิเมชั่นภาพสวย ๆ ที่ดูจบแล้วก็ประทับใจแบบธรรมดา
แต่เรื่องนี้ทำได้ดีกว่านั้นนะครับ ซึ่งถ้าให้ผมลองสรุป คิดว่าหนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก – คือช่วงที่ไมค์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมอนสเตอร์ ช่วงนี้จะเลียนแบบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้อย่างน่ารักน่าชัง (คือทุกอย่างก็เหมือนฅนจริง ๆ นี่ล่ะ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นมอนสเตอร์เท่านั้นเอง) ทั้งการเปิดลงทะเบียน ทั้งการแบ่งเป็นตามบ้านต่าง ๆ พิธีรับเข้าบ้าน รวมไปถึงบรรยากาศหรือตึกเรียนต่าง ๆ ซึ่งถ้าเป็นเด็กจบเมืองนอกคงจะอิงหน่อย (เพราะบรรยากาศมันก็ต่างจากมหาวิทยาลัยของไทยพอสมควร) แต่ถ้าใครเคยเห็นมาบ้างก็คงจะนึกภาพออกนะครับ

ช่วงที่สอง- คือช่วงที่ไมค์ตั้งทีมกับซัลลี่เพื่อเข้าแข่งขันการหลอน ส่วนที่สองเป็นโครงสร้างตามสูตรอย่างที่กล่าวมาแล้วครับ คือการเอาทีมที่ห่วยที่สุด ไปเข้าแข่งขันจนได้เป็นทีมที่ชนะเลิศ จริง ๆ ถ้าเป็นหนังห่วย ๆ บทแบบนี้จะดูฝืด ๆ ทำให้เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าจะเป็นไปได้จริง แต่เรื่องนี้ก็ทำได้ดีครับ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็เก่งขึ้นมา หรือสามัคคีกันได้ทันตา แต่ค่อย ๆ ปรับขึ้นมา ผ่านรอบแรกรอบสองอาจจะได้โชคช่วยหรือดูฟลุค แต่รอบหลัง ๆ พอรวมใจกันได้ ก็งัดเอาลักษณะเฉพาะของแต่ละฅนมาใช้ได้ดีขึ้น

ช่วงที่สาม- ถ้าเป็นหนังอื่น ๆ ก็คงจบแค่ช่วงที่สอง ที่ทีมของไมค์กับซัลลี่ชนะเลิศหลังจากที่โดนดูถูกไปเยอะ แล้วก็หมดแค่นั้น แต่สำหรับเรื่องนี้ ช่วงที่สามคือช่วงที่ดีที่สุดครับ คือกระชากฅนดูกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง รางวัลชนะเลิศก็ไม่ได้มาอย่างตรงไปตรงมา ในขณะเดียวกัน เรื่องก็ปูทำให้ไมค์ต้องดิ้นรนไปพิสูจน์ความจริงบนโลกมนุษย์ ตามติดมาด้วยความจริงที่โหดร้ายและต้องยอมรับว่า บางทีเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ ในขณะเดียวกัน การไปหลอนบนโลกมนุษย์และผูกเรื่องให้โดนปิดประตูจากอีกฝั่ง แล้วทำให้ทั้งคู่ต้องทำการ ‘หลอน’ ครั้งประวัติศาสตร์ ก็เป็นฉากโชว์พลังมาก ๆ (ขนลุกเลยทีเดียว ไ่ม่ต่างจากฉากประตูแสนใบที่เล่นเอาขนลุกใน Monster Inc เลย) นอกจากเต็มอิ่มแล้ว ยังทำให้ฅนดูหมดความสงสัยไปเลยว่า ต่อจากนี้สองฅนนี้จะกลายมาเป็นนักหลอนอันดับหนึ่งได้อย่างไร และเชื่อมต่อกับภาค Monster Inc ได้อย่างดี

ประเด็นอีกอย่างที่น่าสนใจก็คือการทำหนังย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วทำยาก (ต่างจากทำหนังภาคต่อ) เพราะฅนดูรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองฅนนี้จะกลายมาเป็นนักหลอนอันดับหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือรู้ตอนจบอยู่แล้ว การจะทำหนังที่ย้อนไปจุดตั้งต้นที่รู้ตอนจบแล้วให้สนุกก็เลยไม่ง่ายนัก แต่หนังเรื่องนี้ก็ใช้องค์ประกอบได้เปรียบหลายประการ เช่น

อย่างแรก คือการโผล่ไปโผล่มาของตัวละครภาค Monsters Inc ครับ ดูแล้วก็จะอิ๊อ๊ะว่า นี่ไง มันโผล่มาในอีกภาคนึงนะ การที่มีตัวละครที่เรารู้จัก แค่โผล่หน้ามาให้จับตัวนี่ก็สนุกมากแล้ว และเรื่องนี้ดีอยู่อย่างตรงที่ว่าโผล่มาแบบน่ารัก ๆ ไม่ได้มีผลกับเนื้อเรื่องครับ (คือไม่ได้ดี Monster Inc ก็ไม่ได้ทำให้ดู Monsters University ไม่เข้าใจแต่อย่างใด) หรือยังมีพวกของใช้กิมมิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ตุ๊กตา โปสเตอร์ ฯลฯ ที่โผล่ทั้งสองภาคให้ดูอีก

อย่างที่สอง เรารู้อยู่แล้วว่าภาค Monsters Inc ตัวละครแต่ละตัวจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น ไมค์กับซัลลี่เป็นคู่หูที่สนิทกันมาก ดังนั้น การวางความสัมพันธ์ในภาคตั้งต้นให้แตกต่างกันมาก เช่น ทำให้ไมค์กับซัลลี่ไม่ชอบหน้ากันมาก ๆ ตั้งแต่แรก ก็ทำให้หนังน่าสนใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัฒนาไปได้อย่างไร (หรืออย่างเช่นให้ตัวกิ้งก่าเป็นรูมเมทของไมค์ แล้วตอนแรกก็เซ่อ ๆ ซ่า ๆ ก็ทำให้หนังน่าสนใจว่าต่อไป มันจะกลายเป็นตัวร้ายสุด ๆ และเกลียดขี้หน้าคู่หูไมค์และซัลลี่ได้อย่างไร และการที่เรารู้ตอนจบ มันทำให้ประโยคที่ตัวละครพูดบางประโยคที่ธรรมดามาก(ถ้าเราไม่รู้ตอนจบ) กลายเป็นประโยคที่สะเทือนใจ เช่น ประโยคที่ไมค์พูดซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องว่า ฉันจะเป็นนักหลอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ได้รู้ตอนจบมาก่อนก็คงไม่สะเทือนใจเท่าไหร่น่ะนะครับ

อย่างที่สาม การที่เรารู้ว่าตอนทำงานใน Monster Inc เป็นอย่างไร ทำให้เราคิด(เอาเอง) ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น ทั้งสองฅนนี้จะต้องจบ Monsters University มาแน่ๆ  และจะต้องจบด้วยคะแนนท็อป แต่พอทำย้อนกลับไปจุดตั้งต้นจริง ๆ และตลบหลังอีกรอบ ว่าทั้งสองฅนโดนไล่ออกตั้งแต่เทอมแรกนะ แถมเข้าร่วมแข่งขัน ชนะก็จริง แต่ก็โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยซ้ำซ้อนจากวีรกรรมที่ทำไว้ ก็ยิ่งทำให้เราเหวอเข้าไปอีก ก็เป็นความฉลาดที่เขียนบทพลิกไปพลิกมา ตลบความคาดหวังของฅนดูให้พลิกไปอีกทางนะครับ (แล้วก็เป็น message ให้กำลังใจที่ดีมากว่า ต่อให้คุณไม่ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย คุณก็ประสบความสำเร็จได้ เป็นหนังที่น่ารักมากจริง ๆ)

สำหรับภาคนี้ ไมค์เป็นพระเอกเต็มตัวเลยครับ เมื่อเทียบกับภาค Monsters Inc ที่ซัลลี่ดูจะเด่นกว่ามาก (ไมค์เป็นแค่ตัวเสริมมากกว่า) แต่ภาคนี้ไมค์ได้รับบทที่มีมิติมาก ซึ่งทีมเขียนบทก็วางน้ำหนักดี ไม่ให้บทของซัลลี่มาแย่งซีนมาก แต่สุดท้ายที่ผมนึกได้หลังจากดูหนังจบและเดินออกมาสักพักก็คือว่า ไมค์ตั้งใจจะเป็นนักหลอนมาตลอดชีวิต จบภาค Monsters University ด้วยการยอมรับว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะทำงานภาคสนามจริง ๆ แล้วก็ผันตัวเองมาเป็น trainer บวกผู้จัดการส่วนตัวให้กับซัลลี่ แต่พอตอนจบภาค Monsters Inc ไมค์กลายเป็นมอนสเตอร์สร้างเสียงหัวเราะที่เก่งที่สุด และกลายมาเป็นฅนออกภาคสนามแทนซัลลี่ที่สลับไปเป็นผู้จัดการแทน นึกมาถึงตอนนี้ที่ความฝันของไมค์ได้รับการเติมเต็มแล้วก็อดซาบซึ้งไม่ได้

ชื่นชม Disney และ Pixar ที่ทำหนังอนิเมชั่นดี ๆ มาให้ดูนะครับ ถือเป็นอีกหนึ่งหนังในดวงใจเลยทีเดียว

Comments
  1. Paul_012 says:

    ไปดูก่อนที่จะซื้อ Monsters, Inc. กลับมาดูซ้ำครับ

    เปิดมาฉากแรกก็รู้สึกว่าดีไซน์ภาพดูค่อนข้างเรียบง่าย โดยเฉพาะเทียบกับ The Blue Umbrella ที่นำมาก่อน หรือ Brave ของปีที่แล้ว ซึ่งก็แอบคิดว่าความเรียบของรูปร่างตัวละครพวกนี้ก็เป็นอย่างนึงที่เชื่อมโยงกลับไปหา Monsters, Inc. พอสมควรเลย (พอเรื่องดำเนินต่อมาถึงตอนมหาลัยถึงจะเห็นลักษณะของฉากที่วิจิตรมากขึ้น)

    แต่พอกลับมาเปิด Monsters, Inc. ดูนี่ก็เห็นเลยนะครับว่ามันเรียบกว่าอีกหลายเท่า (รู้สึกถึงความเก่าได้ค่อนข้างชัดเลย)

    ดูแล้วชอบนะครับ ทั้งกับเรื่องราว ตัวละคร (ชอบ Randall สมัยเนิร์ด) แต่ถ้าว่ากันจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่าโครงเรื่องมันธรรมดามาก (ถึงจะมีมิติอย่างที่พี่ก้อนพูดถึงอยู่ระดับหนึ่ง ไม่ใช่ถึงกับไม่มีอะไรเลย) ก็เลยว่าไม่น่าแปลกใจที่นักวิจารณ์หลายคนจะบอกว่าถึงจะเป็นหนังดี แต่สำหรับ Pixar แล้วถือว่าน่าผิดหวัง

    • masatha says:

      เรื่องงานภาพน่าจะไม่ทำให้ตื่นตะลึงได้แล้วในเรื่องของ texture นะครับ (ในขณะที่ Monsters Inc ผมจำได้ว่ายังมีฅนดูแล้วกลับมาชื่นชมว่าขนของซัลลี่ทำได้ดูพลิ้วเหมือนจริงมาก)
      ในส่วนของพล็อต อันนี้เห็นด้วยว่าสำหรับเรื่องนี้ ตัวพล็อตไม่ได้กระชับ ว้าว หรือเล่าขมวดปมของเรื่องให้เข้าใจได้ในหนึ่งประโยคเหมือนเรื่องอื่น ๆ (เช่น WallE คือหุ่นยนต์มีความรัก Toystory3 คือการผจญภัยของเล่นที่เจ้าของโตเกินกว่าจะเล่นแล้ว หรือ Brave คือเจ้าหญิงช่วยแม่ที่กลายเป็นหมี)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s